มรสุมลูกใหญ่ทางเศรษฐกิจและสงครามการค้ากำลังพัดพาความท้าทายมาสู่อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้อมูลจากศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่ต้องจับตามอง โดยคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดบรรจุภัณฑ์กระดาษโดยรวมในปี 2568 อาจหดตัวลงเล็กน้อยที่ 0.4%
ก่อนจะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวและทยอยปรับตัวดีขึ้นในช่วงปี 2569-2570 ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของ วีรชัย มั่นสินธร ประธานกรรมการ บมจ. อุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ หรือ TIPAK ที่มองเห็นคลื่นลมแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะแรงกดดันจากการแข่งขันด้านราคา
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบในวงกว้างคือมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลในสองมิติ ด้านหนึ่งคือโอกาสในการส่งออกไปสหรัฐฯ เพื่อทดแทนคู่ค้าเดิม แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับทำให้สินค้าจากจีนที่มีกำลังการผลิตมหาศาล ไหลบ่าเข้ามาในตลาดอื่นที่ไม่ใช่สหรัฐฯ มากขึ้น
ปัญหาสินค้าจีนทะลักเข้ามาตีตลาดไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ทวีความรุนแรงขึ้นจากช่องโหว่เชิงโครงสร้าง ทั้งข้อตกลง FTA ที่เปิดทางให้สินค้าเข้ามาราคาถูก และช่องโหว่ทางภาษีของสินค้าออนไลน์แบบ Personal Import ที่ทำให้สินค้าต่างชาติมีความได้เปรียบด้านต้นทุนเหนือผู้ผลิตไทย
วีรชัย ชี้ให้เห็นว่า ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากเริ่มปรับตัวจากการเป็นผู้ผลิต ผันตัวไปเป็นผู้นำเข้าสินค้ามาติดแบรนด์ หรือต้องเร่งหาพันธมิตรเพื่อความอยู่รอด แต่โจทย์ยากคือการเข้าหาพันธมิตรในจีนให้ถูกจุด ซึ่งต้องลบภาพจำเดิมที่มองจีนเป็นตลาดเดียวออกไป
“สำหรับใครที่อยากส่งออกไปจีน ต้องลบความคิดว่าจีนคือประเทศเดียวออกไป จีนเปรียบเสมือนมหาสมุทรที่มีปลาอยู่เต็มไปหมด แต่เราไม่สามารถเอาเรือออกไปตกปลาได้ทุกที่ เราต้องเข้าใจว่า China is not equal to China”
กลยุทธ์ที่แม่ทัพ TIPAK แนะนำคือการเจาะเข้าหา ผู้ผลิตระดับกลางในเมืองรอง ของจีน ซึ่งมียอดขายระดับพันล้านบาทและต้องการหาช่องทางส่งออกเช่นกัน การเจาะเข้าหาผ่านหน่วยงานกลางอย่างสภาอุตสาหกรรมฯ จึงเป็นใบเบิกทางที่สร้างความเชื่อถือได้ดีที่สุด
ยกระดับสู่ ‘Packaging Solution’
โมเดลธุรกิจแบบเดิมที่เน้นเพียงการขายกล่องกระดาษ ไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์ลูกค้าในยุคปัจจุบัน TIPAK จึงปรับทิศทางสู่การเป็นที่ปรึกษา (Consultancy) ที่นำเสนอ ‘Packaging Solution’ เพื่อเข้าไปช่วยแก้ปัญหาและลดต้นทุนให้กับคู่ค้าอย่างเป็นรูปธรรม
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการบริหารพื้นที่ขนส่ง หรือ Cost Saving โดยเข้าไปช่วยคำนวณขนาดกล่องใหม่ให้พอดีกับตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อลดพื้นที่ว่าง (Air Space) ทำให้ลูกค้าสามารถขนส่งสินค้าได้ปริมาณมากขึ้นต่อเที่ยว ซึ่งช่วยประหยัดค่าขนส่งได้อย่างมหาศาล
นอกจากนี้ การออกแบบโครงสร้างกล่องยังต้องคำนึงถึงความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคปลายทาง (Infrastructure Based Design) เป็นสำคัญ หากเป็นการส่งออกไปยังประเทศที่มีระบบโลจิสติกส์ทันสมัย ถนนเรียบ และใช้เครื่องจักรในการเคลื่อนย้ายสินค้า ก็สามารถปรับลดสเปกกระดาษลงเพื่อช่วยลูกค้าประหยัดต้นทุน
ในทางกลับกัน หากปลายทางเป็นพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านเส้นทางคมนาคม หรือยังต้องอาศัยแรงงานคนในการขนถ่ายสินค้าซึ่งมีความเสี่ยงจากการโยนหรือกระแทกมากกว่าปกติ โจทย์สำคัญจึงเปลี่ยนไปที่การออกแบบโครงสร้างกล่องให้มีความแข็งแรงทนทานสูงสุด เพื่อทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันสินค้าให้ปลอดภัยจนถึงมือผู้รับ
ในยุคที่โรงงานต่างๆ หันมาใช้ระบบอัตโนมัติ (Automation) ความแม่นยำของบรรจุภัณฑ์ยิ่งทวีความสำคัญ หากกล่องบิดเบี้ยวเพียงเล็กน้อยอาจทำให้เครื่องจักรหยุดชะงักสร้างความเสียหายใหญ่หลวง การทำงานร่วมกับลูกค้าตั้งแต่ติดตั้งเครื่องจักรจึงเป็นสิ่งจำเป็น
นอกจากการปรับตัวด้านโปรดักต์แล้ว การบริหารความเสี่ยงภายในองค์กรก็เป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะการกระจายพอร์ตลูกค้า เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันหากลูกค้ารายใหญ่ย้ายฐานการผลิต ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้บริษัทเติบโตอย่างมั่นคง
วีรชัย ได้วางกฎเหล็กในการบริหารความเสี่ยง โดยกำหนดให้ไม่มีลูกค้ารายใดรายหนึ่งมีสัดส่วนเกิน 5% ของพอร์ต และต้องกระจายกลุ่มอุตสาหกรรมให้หลากหลาย ทั้งอาหาร, เครื่องดื่ม และอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อไม่ให้ธุรกิจผูกติดกับภาวะขาลงของอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง
ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีอย่าง AI หรือปัญญาประดิษฐ์ ก็เป็นสิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญ โดยมองว่าเป็นเครื่องมือที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน มากกว่าจะเป็นภัยคุกคามที่จะมาแทนที่กล่องกระดาษ ซึ่งยังคงเป็นบรรจุภัณฑ์ที่คุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ก้าวข้ามกับดักธุรกิจครอบครัว
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือการบริหารจัดการธุรกิจครอบครัว ซึ่งมักประสบปัญหา ‘One Man Show’ หรือการที่เจ้าของคุมทุกอย่างไว้เพียงคนเดียว เมื่อองค์กรขยายใหญ่ขึ้น การขาดระบบที่รัดกุมมักนำมาซึ่งรูรั่วและการทุจริตที่เจ้าของอาจมองไม่เห็น
การสร้างระบบบัญชีและการบริหารจัดการสต็อกที่แม่นยำ จึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยอุดรอยรั่วเหล่านั้น ควบคู่ไปกับการสร้างวินัยทางการเงิน ที่ต้องแยกให้ออกระหว่างเงินกู้กับเงินของตัวเอง เพื่อไม่ให้นำเงินทุนหมุนเวียนไปใช้ผิดวัตถุประสงค์จนก่อให้เกิดหนี้สิน
เพื่อป้องกันความขัดแย้งในระยะยาว การจัดทำ ‘ธรรมนูญครอบครัว’ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางกติกาที่ชัดเจน ทั้งเรื่องการแบ่งผลประโยชน์และการสืบทอดตำแหน่ง เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่สะดุดจากปัญหาภายในครอบครัว
“ผมเห็นธุรกิจครอบครัวล้มหายตายจากไปเยอะด้วยสาเหตุหลักคือกับดัก One Man Show ตอนเล็กๆ เจ้าของเก่งคนเดียวคุมได้หมด แต่พอโตขึ้นกลับไม่สร้างระบบรองรับ สิ่งสำคัญคือต้องวางกติกาให้ชัดเจนก่อนที่จะเกิดปัญหา”
ระดมทุนเสริมแกร่งธุรกิจ
สำหรับความคืบหน้าแผนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ล่าสุดเมื่อช่วงปลายเดือนเมษายน 2568 ที่ผ่านมา TIPAK ได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ หรือไฟลิ่ง ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
การเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ในครั้งนี้ มีจำนวนไม่เกิน 143,683,270 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 26.03 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการขยายตัวในอนาคต
สำหรับวัตถุประสงค์หลักของการระดมทุน คือการนำเงินไปลงทุนปรับปรุงและพัฒนาเครื่องจักรอุปกรณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต รองรับโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่จะเข้ามา ทั้งจากการขยายฐานลูกค้าเดิมและการเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่
ส่วนเม็ดเงินที่เหลือจากการลงทุน จะถูกนำไปใช้ชำระคืนเงินกู้ยืมที่มีกับสถาบันการเงิน เพื่อลดภาระดอกเบี้ยและปรับปรุงโครงสร้างทางการเงินให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น รวมถึงสำรองไว้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ
วีรชัย เน้นย้ำว่า การเข้าตลาดหลักทรัพย์ไม่ใช่เพียงเรื่องของการหาเงินทุน เนื่องจากบริษัทมีผลกำไรอยู่แล้ว แต่เป็นยุทธศาสตร์ในการติดปีกธุรกิจให้เติบโตได้รวดเร็วขึ้น ทั้งในแนวดิ่งสู่ธุรกิจต้นน้ำ และแนวราบด้วยการขยายไลน์บรรจุภัณฑ์ใหม่ๆ
กลยุทธ์การเติบโตหลัง IPO ยังรวมถึงการมองหาโอกาสผ่าน Inorganic Growth เช่น การเข้าซื้อกิจการ หรือการร่วมทุนกับพันธมิตร ซึ่งจะช่วยให้บริษัทขยายอาณาจักรได้เร็วกว่าการเริ่มต้นสร้างโรงงานใหม่ด้วยตนเอง
ท้ายที่สุด นอกเหนือจากยุทธศาสตร์การขยายธุรกิจแล้ว อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือนโยบายการกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO วีรชัย ชี้แจงถึงแนวคิดดังกล่าวว่า จะพิจารณากำหนดราคาโดยคำนึงถึงปัจจัยพื้นฐานและความยั่งยืนเป็นหลัก (Fair Price) แทนการมุ่งเน้นผลประโยชน์สูงสุดในระยะสั้น ซึ่งแนวทางดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสถียรภาพและลดความผันผวนของราคาภายหลังการเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ
“การตั้งราคา IPO ผมยึดคติ หนึ่งไม่โลภ สองไม่โกง ผมไม่ต้องการตั้งราคาสูงเกินจริงเพื่อฟันกำไรเข้าตัว แต่ต้องการราคาที่เหมาะสม เพื่อให้นักลงทุนรายย่อยที่เก็บหอมรอมริบมาลงทุนกับเรา ได้เติบโตและรับปันผลไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”


