เลือกตั้ง 2569 : สิทธิมนุษยชนไทยบนเวทีดีเบต เปิดจุดยืน 7 พรรคการเมืองต่อโจทย์เสรีภาพและความเท่าเทียม

29.01.2026
  • LOADING...
โลโก้ Amnesty International ประเทศไทย บนเวทีเสวนา ‘วาระผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน’

Amnesty International ประเทศไทยร่วมกับ The Reporters, รายการข่าว 3 มิติ, คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล จัดเวทีดีเบตและแถลงนโยบาย ‘วาระผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน’ เมื่อวานนี้ (28 มกราคม 2569) โดยเปิดโอกาสให้ 7 พรรคการเมืองได้แสดงจุดยืนด้านสิทธิมนุษยชน ทั้งการกำหนดนโยบาย และแนวทางการส่งเสริมประเด็นดังกล่าว

 

THE STANDARD สรุปประเด็นสำคัญในเสวนา และจุดยืนด้านสิทธิมนุษยพรรคของแต่ละพรรคไว้ที่นี่

 

นักวิชาการ-ภาคประชาชนสะท้อนภาพสิทธิมนุษยชนไทยถดถอย เสรีภาพในการแสดงออกกระทบหนัก

 

เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ Amnesty International ประเทศไทย ระบุว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับการใช้อำนาจรัฐที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่การจำกัดสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการรวมกลุ่ม การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือคุกคามผู้เห็นต่าง การควบคุมตัวและการใช้กำลังโดยมิชอบ ตลอดจนการขาดความรับผิดและการลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ไปจนถึงนโยบายการพัฒนาและโครงการขนาดใหญ่ที่ละเมิดสิทธิในที่อยู่อาศัย ที่ดิน และการดำรงชีวิตของชุมชน

 

ขณะที่ ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระบุว่า สถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยในช่วง2 ปีที่ผ่านมา เปรียบเสมือนเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งสะท้อนภาพความก้าวหน้าผ่านการผลักดันกฎหมายและนโยบายที่ช่วยยกระดับสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น กฎหมายสมรสเท่าเทียม กฎหมายกลุ่มชาติพันธุ์ และความพยายามผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด

 

ขณะที่อีกด้านกลับยังคงปรากฏความย้อนแย้ง โดยเฉพาะการจำกัดสิทธิในเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

 

ขณะที่ รศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอว่า ประเด็นสิทธิมนุษยชนไม่ควรถูกมองเป็นเพียงหัวข้อเฉพาะด้าน แต่ควรถูกทำให้เป็นกระแสหลักที่แทรกอยู่ในทุกนโยบายของรัฐ พร้อมแสดงความคาดหวังให้แต่ละพรรคการเมืองให้ความสำคัญกับประเด็นสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง โดยต้องผลักดันวาระนี้ให้เดินควบคู่ไปกับนโยบายด้านอื่นของประเทศ

 

ด้าน ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลเผยว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สิทธิเสรีภาพของประชาชนไทยตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัดแทบทุกด้าน ตั้งแต่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การตรวจสอบรัฐและผู้มีอำนาจ ไปจนถึงการถูกฟ้องปิดปากและการใช้นิติสงคราม

 

นอกจากนี้ กลุ่มเปราะบางยังถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนมากขึ้น โดยสะท้อนผ่านจำนวนเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นจากความสิ้นหวังทางการเมือง เช่นเดียวกับภาวะถดถอยเสรีภาพทางวิชาการ และกระบวนการยุติธรรมยังเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม จากความล่าช้าและการเลือกปฏิบัติในคดีสำคัญหลายกรณี

 

เปิดจุดยืนแต่ละพรรคการเมือง มองสิทธิมนุษยชนอย่างไร

 

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ตัวแทนจากพรรครวมไทยสร้างชาติ เผยจุดยืนหลักของพรรคในด้านสิทธิมนุษยชนว่า เน้นแนวทางการเป็น ‘นักปฏิบัติ’ แก้ไขปัญหาที่จับต้องได้ รวมถึงต่อสู้กับทุนผูกขาด และใช้กลไกทางกฎหมายที่เป็นรูปธรรม

 

สำหรับแนวนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนของพรรครวมไทยสร้างชาติ คือ การเสนอตั้ง ‘ศาลที่ดิน’ เพื่อให้ศาลมีอำนาจชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างรัฐกับประชาชน และผลักดัน พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรม

 

นอกจากนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติยังไม่เห็นด้วยกับการขุดคลองหรือเชื่อมแผ่นดิน (Landbridge) แบบดั้งเดิม แต่เสนอให้ทำ ‘ท่อส่งน้ำมัน-ก๊าซ’ เชื่อมสองฝั่งแทน ซึ่งมองว่าคุ้มทุนและกระทบสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า ขณะที่อรรถวิชช์ย้ำว่า ตนเคยมีบทบาทในการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองคดี ม.112 และตั้งกองทุนยุติธรรม

 

ด้าน กัณวีร์ สืบแสง ตัวแทนจากพรรคพลวัต ย้ำจุดยืนด้านสิทธิมนุษยชนในกรอบแนวคิด ‘มนุษยธรรมนำการเมือง’ และ ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ โดยเน้นนโยบายระหว่างประเทศ การคุ้มครองผู้ลี้ภัย และสิทธิข้ามพรมแดน

 

สำหรับนโยบายหลักของพรรคที่กัณวีร์ต้องการผลักดัน คือ การสนับสนุนการนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองทุกคดี รวมถึงคดีความผิดตาม ม.112 และต่อต้านกฎหมายควบคุม NGO หรือภาคประชาสังคม

 

กัณวีร์ยังประกาศสนับสนุน 6 เสาหลักสิทธิมนุษยชนที่ครอบคลุมสิทธิแห่งศักดิ์ศรี, การศึกษา, แรงงาน, เศรษฐกิจที่เป็นธรรม, ผู้สูงอายุ และความมั่นคงปลอดภัยจากภัยคุกคาม ไปพร้อมกับการแก้ไขปัญหาข้ามแดน เช่น มลพิษอย่าง PM 2.5 และการปราบปรามข้ามชาติ

 

ขณะที่ ธิติวัฐ อดิศรพันธ์กุล ตัวแทนพรรคเพื่อไทย มองสิทธิมนุษยชนเป็น ‘รากฐาน’ ที่ต้องจับต้องได้ โดยเน้นสิทธิทางเศรษฐกิจ ปากท้อง และที่ดินทำกิน พร้อมเดินหน้านโยบายสำคัญที่ขับเคลื่อนไปพร้อมกับปากท้อง เช่น การแจกเอกสารสิทธิที่ดินทำกิน (ส.ป.ก.) การยกระดับโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ การผลักดันกฎหมายชาติพันธุ์และสมรสเท่าเทียม รวมถึง พ.ร.บ. อากาศสะอาด เพื่อคืนสิทธิในการหายใจอากาศบริสุทธิ์ให้ประชาชน

 

พรรคเพื่อไทยยังขับเคลื่อนกลุ่มเปราะบางผ่านการผลักดัน พ.ร.บ. Universal Design เพื่อคนพิการ รวมถึงสนับสนุนโครงการ Landbridge โดยเชื่อว่า จะสร้างงานและรายได้ แต่ต้องรับฟังความคิดเห็นและสร้างสมดุลกับวิถีชุมชน

 

พริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ ตัวแทนจากพรรคเศรษฐกิจ สนับสนุนสิทธิมนุษยชนไปควบคู่กับความมั่นคง โดยเชื่อว่า ต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ พร้อมดำเนินนโยบายสำคัญ เช่น กฎหมายการคุ้มครองผู้เปิดโปง โดยเสนอ พ.ร.บ.ปกป้องผู้เปิดเผยความจริงเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ เพื่อคุ้มครองข้าราชการและประชาชนที่แฉการทุจริต จากการถูกฟ้องปิดปากและถูกคุกคาม

 

นอกจากนี้ พรรคเศรษฐกิจยังสนับสนุนการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยต้องการแยกงานสอบสวนและพิสูจน์หลักฐานออกจากตำรวจเพื่อความโปร่งใส ขณะที่ต่อต้านการสอดแนม พร้อมกับย้ำ รัฐมีหน้าที่ปกป้องผู้บริสุทธิ์ ซึ่งการสอดแนมใดๆ จะต้องไม่ใช้กับนักกิจกรรมหรือผู้เห็นต่างทางการเมือง แต่ต้องเป็นมาตรการเพื่อป้องกันภัยคุกคามประชาชนเท่านั้น

 

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ประกาศจุดยืนด้านสิทธิมนุษยชนว่า พรรคประชาธิปัตย์ยึดหลักเสรีนิยมประชาธิปไตย คือ เน้นการจำกัดอำนาจรัฐ เพิ่มบทบาทประชาชน พร้อมทั้งประกาศตัวให้รัฐทำหน้าที่ ‘ผลักดัน’ (Facilitator) ไม่ขัดขวางเสรีภาพของประชาชน

 

ส่วนนโยบายหลักของประชาธิปัตย์ด้านสิทธิมนุษยชน สาทิตย์ระบุว่า พรรคเสนอกฎหมาย Super Act เพื่อแก้กฎหมายล้าหลัง และยกระดับโฉนดชุมชนเป็น พ.ร.บ. เพื่อกระจายการถือครองที่ดิน ขณะที่ยังผลักดันสิทธิอากาศสะอาด พร้อมประกาศปราบปราม ‘ทุนเทา’ และ ‘สแกมเมอร์’ ภายใน 90 วัน โดยเน้นจัดการเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือกลุ่มไทยเทา

 

พรรคประชาธิปัตย์ยังยืนยันว่า เจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้มีอำนาจต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย โดยไม่มีการนิรโทษกรรมให้กับการกระทำผิดอาญาร้ายแรง เช่น การสังหารหรือเผาทรัพย์

 

ด้าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ตัวแทนจากพรรคประชาชาติ ระบุจุดยืนของพรรคด้านสิทธิมนุษยชนว่า พรรคประชาชาติเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรมและพหุวัฒนธรรม โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เน้นหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชนนำการทหาร

 

พรรคประชาชาติยังหวังผลักดันนโยบายสำคัญอย่างการยกเลิกกฎอัยการศึกและ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยเปลี่ยนแปลงให้เป็นกฎหมายส่งเสริมสันติภาพและกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น

 

ขณะที่ในประเด็นสิทธิสตรีและครอบครัว พรรคไม่เห็นด้วยกับการทำแท้งเสรี แต่เสนอสวัสดิการดูแลมารดาตั้งครรภ์ 1,000 บาท และสนับสนุนการมีครอบครัวเพื่อแก้ปัญหาคุณภาพประชากร รวมถึงยังส่งเสริมนโยบายด้านสิทธิการเงินของประชาชนอย่างระบบการเงินปลอดดอกเบี้ยและล้างหนี้ กยศ. เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตมุสลิมและแก้ปัญหาความยากจน

 

ขณะที่ รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน ตัวแทนจากพรรคประชาชน ประกาศจุดยืนด้านสิทธิมนุษยชน คือเน้นความเท่าเทียมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ภายใต้สโลแกน ‘ไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน’ โดยมองว่า ปัญหาเชิงโครงสร้าง กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมต้องได้รับการแก้ไขทั้งระบบ

 

ทั้งนี้ นโยบายสำคัญด้านสิทธิมนุษยชนที่พรรคประชาชนจะผลักดันคือ การนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองทุกรูปแบบ รวมถึงคดีความผิดตามมาตรา 112 เพื่อให้ผู้เห็นต่างทางการเมืองและผู้ต้องขังได้รับความยุติธรรม, การคัดค้านส่งผู้ลี้ภัยกลับประเทศ และการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ศาล และราชทัณฑ์ เพื่อขจัดระบบตั๋วและเส้นสาย

 

นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังสนับสนุนการแก้กฎหมายฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP) โดยเสนอให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือองค์กรธุรกิจฟ้องหมิ่นประมาทประชาชนได้ยากขึ้น หรือยกเลิกโทษทางอาญาในคดีหมิ่นประมาท

 

ขณะที่ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ตัวแทนพรรคไทยสร้างไทย ต้องการให้เปลี่ยนมุมมองสิทธิมนุษยชนจาก ‘ความมั่นคงของรัฐ’ กลายเป็น ‘ความมั่นคงของมนุษย์’ โดยใช้แนวทางการเมืองแบบสันติวิธี

 

พรรคไทยสร้างไทยยังผลักดัน 2 นโยบายสำคัญ คือ ปฏิรูปองค์กรอิสระเพื่อยกระดับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้มีอำนาจชี้ขาดและมีน้ำหนักมากกว่าหน่วยงานความมั่นคงในการพิจารณาเรื่องการละเมิดสิทธิ และการคงไว้ซึ่งโทษประหารชีวิตในกฎหมาย แต่ให้การบังคับใช้จริงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลยุติธรรม โดยสนับสนุนให้พิจารณาโทษสูงสุดเป็นการจำคุกตลอดชีวิตแทน

 

ภาพ: Amnesty International Thailand

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising