สรุป 10 ประเด็นร้อน ประกันสังคม ทำไมกลายเป็นกระแสใหญ่ของคนไทย แล้วอะไรคือทางออก?

29.01.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดงประเด็นร้อนของกองทุนประกันสังคมและแนวทางแก้ไขปัญหา

‘กองทุนประกันสังคม’ ที่บริหารเงินก้อนใหญ่ระดับ 2.8 – 2.9 ล้านล้านบาท กลายเป็นหนึ่งในประเด็นร้อนของสังคมในเวลานี้ บนความเกี่ยวโยงกับคนไทยอย่างน้อยๆ 24 – 25 ล้านคน

 

เรื่องนี้มีจุดเริ่มต้นจากจุดไหน ทำไมทุกสายตาต่างกำลังจับจ้องไปที่ประกันสังคม แล้วทางออกของปมปัญหานี้คืออะไร THE STANDARD WEALTH อยากชวนทุกคนมาไล่เรียงเหตุการณ์สำคัญตลอด 3 ปีที่ผ่านมา พร้อมร่วมกันเสนอทางออกว่า กองทุนประกันสังคมที่ทุกๆ คนมีส่วนร่วมนี้ จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้อย่างไร

 

1. ประกันสังคมเสี่ยงล้มในอีกประมาณ 30 ปี?

 

กองทุนประกันสังคมเสี่ยงจะขาดสภาพคล่องหรือล้มละลายในอีก 30 ปี จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ ถ้าย้อนกลับไปดูในเว็บไซต์ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ก็เคยพูดเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ปี 2557 แต่กระแสในตอนนั้น อาจจะไม่ร้อนแรงเท่าตอนนี้

 

กลางปี 2566 กระแส ‘ประกันสังคมเสี่ยงล้ม’ กลับมาอีกรอบ และได้รับความสนใจในวงกว้างมากขึ้น มีการวิเคราะห์กันไว้ว่าความเสี่ยงของกองทุนมาจากทั้งเรื่องสังคมสูงวัย ทำให้จำนวนผู้รับบำนาญและใช้สวัสดิการเพิ่มขึ้น สวนทางกับผู้ส่งเงินสมทบรายใหม่ที่ลดลง

 

แต่สิ่งที่ซ้ำเติมให้สถานการณ์ยิ่งแย่ลงคือเรื่อง ผลตอบแทนจากการลงทุนของกองทุนตลอด 30 กว่าปีที่ผ่านมา ที่มีการวิเคราะห์กันว่าอยู่ที่เพียงประมาณ 2% ต่อปี ก็ยิ่งทำให้กองทุนเสี่ยงจะล้มละลายได้ง่ายขึ้น

 

หนึ่งในข้อเสนอแนะของ TDRI คือการขยายอายุเกษียณ เพราะปัจจุบันคนอายุยืนมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องพยายามเพิ่มผลตอบแทนให้กับกองทุน ซึ่งกุญแจสำคัญคือการเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน ซึ่ง ภัณฑิรา เวอร์การา อนุกรรมการ ที่ปรึกษาการลงทุนสินทรัพย์นอกตลาด กองทุนประกันสังคม บอกว่าทุกๆ 1% ของผลตอบแทนที่มากขึ้น จะช่วยเพิ่มเงินให้กับกองทุนราว 2.8 – 2.9 หมื่นล้านบาท

 

สิ่งที่น่ายินดีคือ อย่างน้อยๆ ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนของกองทุนประกันสังคมเริ่มปรับตัวดีขึ้น ปี 2567 อยู่ที่ 5.3% และปี 2568 อยู่ที่ 6.1% คำถามคือในระยะยาวผลตอบแทนจะเป็นอย่างไร และคำถามที่สำคัญไปกว่านั้นคือ เราจะได้เห็นการเปิดเผยข้อมูลการลงทุนที่โปร่งใสมากขึ้นได้หรือไม่

 

2. เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งแรก!

 

หมุดหมายการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของกองทุนประกันสังคม เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2566 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จากในอดีต 33 ปีที่ผ่านมา บอร์ดประกันสังคมมาจากการแต่งตั้งทั้งหมด

 

การเลือกตั้งทำให้สังคมได้รู้จักกับ ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของกองทุนประกันสังคม ในฐานะผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง

 

แต่ปัญหายังไม่ได้หมดไปทั้งหมด ภัณฑิราบอกว่าปัจจุบัน นอกจากบอร์ดใหญ่ที่มี 21 คน จาก 3 ฝ่ายแล้ว แบ่งเป็น 7:7:7 จาก ผู้ประกันตน : นายจ้าง : ข้าราชการ ยังมีบอร์ดอนุฯ อีกถึง 14 บอร์ดที่มีสมาชิกบอร์ดละ 14 คน จากการแต่งตั้งมาจาก 3 ฝ่ายข้างต้น

 

บอร์ดลงทุนที่ดูแลเงิน 2.8 ล้านล้านบาท มีอยู่ 2 บอร์ด นับเป็น 2 บอร์ดที่กุมเม็ดเงินสูงสุดใน 14 บอร์ดนั้น แต่สัดส่วนจาก 3 ฝ่าย แบ่งเป็น 3 : 3 : 8 จาก ผู้ประกันตน : นายจ้าง : ข้าราชการ ทำให้เสียงของผู้ประกันตนที่มีอำนาจดูแลเงิน ถูกลดทอนลงไปจาก 1:3 เหลือเพียง 3:14 ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมยังไม่ได้รับรู้กันในวงกว้างมากนัก

 

3. แฉการลงทุนตึก Skyy9

 

ย้อนไปช่วงเดือนมีนาคม 2567 รักชนก ศรีนอก สส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน เปิดเผยข้อมูลการลงทุนเข้าซื้ออาคารสำนักงานที่ชื่อว่า Skyy9 บนถนนพระราม 9 ของกองทุนประกันสังคม มูลค่ากว่า 7 พันล้านบาท พร้อมตั้งคำถามว่าการลงทุนที่ว่านี้มีมูลค่าสูงเกินจริงหรือไม่ นำไปสู่ความสนใจและการตั้งคำถามของประชาชนในวงกว้าง ว่าการลงทุนของกองทุนประกันสังคมมีวิธีการพิจารณาและตัดสินใจอย่างไร

 

มารศรี ใจรังษี เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมในเวลานั้น ชี้แจงว่า การพิจารณาเข้าลงทุนในอาคาร SKYY9 Centre มีโครงสร้างการกำกับดูแลจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน มีการประเมินมูลค่าโดยผู้ประเมินราคาอิสระ 2 ราย ที่ได้รับการรับรองจาก ก.ล.ต. โดยมีราคาประเมินตามวิธีพิจารณาจากรายได้ (Income Approach) ประมาณ 7,300 ล้านบาท และมีการประเมินโดยวิธีพิจารณาต้นทุน (Cost Approach) ประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งสำนักงานประกันสังคมได้เข้าลงทุนจริงที่ราคาต่ำกว่านั้นในราคา 6,900 ล้านบาท

 

เรื่องนี้ยังคงรอการตรวจสอบกันต่อไป และรอว่าเมื่อไหร่ที่รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้

 

4. เสนอแก้กติกาเลือกตั้งบอร์ดครั้งใหม่

 

ประเด็นร้อนเกี่ยวกับประกันสังคมกลับมาปะทุอีกครั้งช่วงต้นปีนี้ จากการเสนอแก้ระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งใหม่ หลังจากที่บอร์ดเดิมจะครบวาระการทำงานในเดือนกุมภาพันธ์ 2569

 

การแก้ระเบียบครั้งนี้อยู่ระหว่างการทำประชาพิจารณ์จนถึง 14 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้าไปแสดงความเห็นว่า ‘เห็นด้วย’ หรือ ‘ไม่เห็นด้วย’ กับเกณฑ์ใหม่ เช่น เรื่องสิทธิการออกเสียงลงคะแนน เดิมกำหนดให้ผู้ประกันตน 1 คน สามารถเลือกผู้สมัครได้ยกทีมจำนวน 7 คน ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนกรรมการในสัดส่วนคณะกรรมการไตรภาคี เสนอให้เปลี่ยนเป็น ผู้ประกันตน 1 คน สามารถเลือกผู้สมัครได้เพียง 1 คน (1 หมายเลข) เท่านั้น

 

รศ.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคมสัดส่วนผู้ประกันตนจากทีมประกันสังคมก้าวหน้า ตั้งข้อสังเกตว่า กติกาใหม่นี้จะทำให้คะแนนเสียงของผู้ประกันตนเกิดความแตกแยก และเปิดโอกาสให้ผู้สมัครจากกลุ่มจัดตั้งหรือกลุ่มที่มีฐานคะแนนเฉพาะเจาะจงสามารถแทรกตัวเข้ามาเป็นกรรมการได้ง่ายขึ้น

 

สำนักงานประกันสังคมชี้แจงว่า การเลือกตั้งรูปแบบใหม่ ผู้ประกันตน 1 คน 1 สิทธิ์ 1 เสียง ไม่ใช่การตัดสิทธิของใคร แต่ปรับเปลี่ยนเพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยจำนวนผู้แทนยังคงเดิม

 

5. ปิดระบบออนไลน์ เงินชดเชยว่างงานชะงัก

 

ระบบออนไลน์ของประกันสังคมที่ปิดปรับปรุง ก่อนจะเลื่อนแล้วเลื่อนอีก เป็นอีกหนึ่งประเด็นซ้ำเติมให้กระแสยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีก เพราะทำให้ผู้ประกันตนบางส่วนที่ว่างงานไม่สามารถขอรับเงินชดเชยจากการว่างงานได้ จนทำให้ปลัดกระทรวงแรงงานต้องแถลงข่าวพร้อมกับกล่าวขอโทษผู้ประกันตน

 

6. ลงทุน TU DOME ขาดทุนย่อยยับ?

 

การลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน TU-PF ที่เป็นเจ้าของหอพัก TU DOME บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เป็นอีกหนึ่งดีลลงทุนที่สังคมตั้งคำถามว่า เกณฑ์พิจารณาเข้าลงทุนเป็นอย่างไร หลังจากมีการเปิดเผยข้อมูลว่าใช้เงินลงทุนไปราว 800 ล้านบาท แต่ปัจจุบันเหลือมูลค่าไม่ถึง 100 ล้านบาท

 

7. ทำปฏิทิน เสื้อ หมวก สร้างโรงอาหาร ตัดสูท ดูงานต่างประเทศ…

 

นอกจากเรื่องลงทุน คำถามที่ตามมาไม่หยุดไม่หย่อนคือ การใช้เงินกองทุนไปกับการทำสิ่งต่างๆ ที่สังคมตั้งคำถามว่าเหมาะสมและคุ้มค่าจริงหรือไม่ ไล่ตั้งแต่การทำเสื้อและหมวก มูลค่า 4.98 ล้านบาท การทำปฏิทินมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท การสร้างโรงอาหาร มูลค่า 12 ล้านบาท การตัดสูท 7,000 ชุด ด้วยงบ 35 ล้านบาท รวมไปถึงงบประมาณในการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ

 

เงินจากกองทุนประกันสังคมควรจะถูกนำไปใช้ในโครงการเหล่านี้หรือไม่ และงบประมาณของแต่ละโครงการสมเหตุสมผลแล้วหรือยัง คือสิ่งที่สังคมกำลังสงสัย

 

8. “สื่อเฮงซวย” & “กำไร 8 หมื่น จำใส่กะโหลกเสียบ้าง”

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ประกันสังคมกลายเป็นกระแสสังคม ส่วนหนึ่งมีที่มาจาก ‘แชตหลุด’ ของบอร์ดประกันสังคมฝ่ายนายจ้างที่มีการส่งข้อความว่า “สื่อเฮงซวย” และ “เงินกำไร ที่ลงทุน 8 หมื่นกว่าให้พวกเขาจำใส่กะโหลกเสียบ้าง”

 

ข้อความเหล่านี้ยิ่งทำให้สังคมและสื่อหันมาสนใจประเด็นประกันสังคมกันมากขึ้น

 

9. เริ่มเดือนแรก! สมทบเพิ่มเป็น 875 บาท ได้อะไรเพิ่มบ้าง

 

ผู้ประกันตนบางส่วนที่ได้รับเงินเดือนแล้ว ใครที่มีเงินเดือนตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไป เมื่อเปิดสลิปออกมาน่าจะได้เห็นแล้วว่านี่คือเดือนแรกที่เริ่มจ่ายเงินสมทบมากขึ้นจากเดือนละ 750 บาท เป็น 875 บาท

 

จริงๆ แล้วเพดานเงินสมทบต่อเดือนจะค่อยๆ ถูกปรับเพิ่ม ในปี 2572 – 2574 คนที่เงินเดือนตั้งแต่ 20,000 บาท จะถูกหักสมทบ 1,000 บาท และตั้งแต่ปี 2575 คนที่เงินเดือนตั้งแต่ 23,000 บาท จะถูกหักสมทบ 1,150 บาท

 

ถามว่าตอนนี้จ่ายสมทบเพิ่มเดือนละ 125 บาท ได้อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง

 

  • เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย 8,750 บาท/เดือน เพิ่มจาก 7,500 บาท/เดือน
  • เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ 8,750 บาท/เดือน เพิ่มจาก 7,500 บาท/เดือน
  • เงินทดแทนกรณีว่างงาน 8,750 บาท/เดือน เพิ่มจาก 7,500 บาท/เดือน
  • เงินสงเคราะห์กรณีคลอดบุตร 26,250 บาท/ครั้ง เพิ่มจาก 22,500 บาท/ครั้ง
  • เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 105,000 บาท เพิ่มจาก 90,000 บาท
  • เงินบำนาญส่งเงินสมทบครบ 15 ปี 3,500 บาท/เดือน เพิ่มจาก 3,000 บาท/เดือน
  • เงินบำนาญส่งเงินสมทบครบ 25 ปี 6,125 บาท/เดือน เพิ่มจาก 5,250 บาท/เดือน

 

10. ออกจากระบบราชการ ‘ดี vs ไม่ดี’

 

แล้วทางออกที่จะช่วยให้ประกันสังคมไทยดีขึ้นได้คืออะไร หนึ่งในข้อเสนอที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันในสังคมคือ การผลักดันให้ประกันสังคมออกจากระบบราชการ คล้ายกับกรณีของ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)

 

ล่าสุด ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ก็บอกว่า เห็นด้วยกับการนำประกันสังคมออกนอกระบบราชการ หลังจากมอบหมายให้ปลัดกระทรวงแรงงาน ตั้งคณะกรรมการศึกษารูปแบบที่เหมาะสม

 

ขณะที่บางส่วนก็เชื่อว่าการอยู่ในระบบราชการจะช่วยให้ตรวจสอบการทำงานได้โปร่งใสกว่าการปล่อยให้อยู่ในมือของเอกชน

 

ภัณฑิราเชื่อว่า ทางออกของประกันสังคม ก้าวแรกคือการออกจากระบบราชการ แต่สิ่งที่จะช่วยได้เร็วกว่านั้น คือ

 

1.เปลี่ยนวิธีการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด รวมทั้งรูปแบบการรายงานผลการลงทุน ให้ทุกอย่างออนไลน์ ทุกคนสามารถเข้าถึงได้

2.ถ่ายทอดสดการประชุมบอร์ดทุกครั้ง และรายงานผลการประชุมให้ตรงกับข้อเท็จจริง

 

การทำ 2 ข้อนี้ให้สำเร็จ จะช่วยลดการคอร์รัปชันลงได้ 80% ตั้งแต่วันแรก

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising