เงิน ทอง ทองแดง : สินแร่สามบทบาทในโลกเศรษฐกิจ

28.01.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดงแร่เงิน ทองคำ และทองแดง สื่อถึงบทบาทในเศรษฐกิจและการลงทุน

ในช่วงปีที่ผ่านมาราคาสินแร่มีค่าหลากหลายชนิดต่างปรับตัวขึ้น กลายเป็นพระเอกของโลกการเงินอย่างที่นักลงทุนหลายท่านไม่ทันตั้งตัว

 

แรงที่สุดคือราคาแร่เงินพุ่ง 200% จาก 30ดอลลาร์/ออนซ์ มาที่ 100ดอลลาร์/ออนซ์

 

ราคาทองคำปรับตัวขึ้น 60% มาที่ระดับ 5000 ดอลลาร์/ออนซ์

 

ขณะที่ราคาสินแร่อุตสาหกรรมอย่างทองแดงก็ไม่น้อยหน้า ปรับตัวขึ้นกว่า 30% มาที่ระดับ 12800 ดอลลาร์/ตัน เช่นกัน

 

นักลงทุนหลายท่านเริ่มมองหาจุดร่วมของการปรับตัวขึ้น และตั้งคำถามว่า ปีนี้สินแร่มีค่าจะไปต่อหรือพอได้แล้ว ผมถือเป็นจังหวะที่ดีที่เราจะมาเรียนรู้อดีตและมองอนาคตของสินแร่สำคัญเหล่านี้ไปพร้อมกัน

 

เริ่มที่ ‘เงิน’ เป็นสินแร่ที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด จากเงินตราสู่วัตถุดิบเทคโนโลยี ทำให้ราคามีความผันผวนมากที่สุด

 

ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แร่เงินถูกใช้เป็นส่วนประกอบของเงินเหรียญและทุนสำรองในหลายประเทศ ดีมานด์หลักมาจากเหรียญกษาปณ์และเครื่องประดับ ขณะที่อุปทานหลัก 70% มาจากผลพลอยได้จากเหมืองโลหะอื่น

 

ต่อมาเมื่อโลกเลิกมาตรฐานเงิน บทบาทด้านการเงินลดลง อุปสงค์จากฝั่งอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นแทนที่เพราะคุณสมบัติทางเคมีที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มโลหะนำไฟฟ้า นำความร้อนได้ดี ทนการกัดกร่อน และมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อ

 

สำหรับโลกการเงินปัจจุบัน โครงสร้างดีมานด์ของตลาดประกอบด้วย ภาคอุตสาหกรรมจริง 50–60% ตลาดการเงิน/การเก็งกำไร 30–40% และทุนสำรองของประเทศ 0–10%

 

ที่แร่เงินถูกใช้ในการเก็งกำไรมากที่สุด มาจากขนาดตลาดเงินที่เล็กเงินทุนไหลเข้าไม่มากก็ทำให้ราคาขยับแรง มีเรื่องราวซื้อขายได้สองฝั่งพร้อมกัน ทั้ง Safe haven รองจากทอง และโลหะเทคโนโลยี นอกจากนี้ก็ไม่มีธนาคารกลางหรือรัฐเป็นผู้เล่นใหญ่ที่มักควบคุมเสถียรภาพของราคาด้วย

 

ช่วงที่ดีที่สุด ของเงินในอดีตคือทศวรรษ 1970 – 1980 ที่เงินเฟ้อสูง การเก็งกำไรสูง ส่วนช่วงแย่ที่สุดคือหลังปี 1980 ที่ฟองสบู่โลกการเงินแตก ดอกเบี้ยขึ้น จนราคาเงินปรับตัวลงมากกว่า 90%

 

‘ทองคำ’ เป็นสินแร่ที่มีเรื่องราวมั่นคงที่สุด และมีบทบาทที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การเงิน และภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

ทองคำเป็นพื้นฐานของระบบเงินตราและทุนสำรองระหว่างประเทศมาตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยคุณสมบัติทางเคมีที่เสถียรที่สุดในธรรมชาติ ไม่เป็นสนิม และไม่เสื่อมคุณภาพตามกาลเวลา

 

ระบบเงินตราใช้มาตรฐานทองคำ (Gold Standard) อย่างแพร่หลายช่วงศตวรรษ 19-20 ต่อเนื่องมาถึงระบบ Bretton Woods (ดอลลาร์ผูกกับทองคำ) ดีมานด์หลักจึงมาจากธนาคารกลาง และการใช้เป็นเครื่องประดับ ขณะที่อุปทานมาจากเหมืองทองคำและการรีไซเคิล

 

เมื่อโลกเลิกผูกค่าเงินกับทองคำในปี 1971 บทบาทของทองคำเปลี่ยนจากเงินของรัฐมาเป็นหลักประกันของความเชื่อมั่น เช่นทุนสำรองระหว่างประเทศ ส่วนในมุมตลาดการเงิน ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยต่ำ และป้องกันความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

 

ปัจจุบันโครงสร้างดีมานด์ของทองคำประกอบด้วย เครื่องประดับและอุตสาหกรรมประมาณ 40–50% การลงทุนราว 30–40% และทุนสำรองของธนาคารกลางประมาณ 10–30% ทำให้ทองคำไม่ถูกเก็งกำไรมากเท่าเงิน

 

ช่วงที่ดีที่สุดของทองคำในอดีตคือทศวรรษ 1970 และช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008–2011 มักเป็นช่วงที่เงินเฟ้อสูง หรือความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินสั่นคลอน ขณะที่ช่วงแย่ที่สุด คือทศวรรษ 1980–1990 เมื่อดอกเบี้ยจริงสูง เศรษฐกิจเติบโตแข็งแกร่ง และโลกกลับมาเชื่อมั่นในระบบการเงิน

 

สุดท้าย ‘ทองแดง’ เป็นสินแร่ที่ผูกกับเศรษฐกิจจริงมากที่สุด และแทบไม่มีบทบาทในฐานะสินทรัพย์เก็งกำไรทางการเงินในอดีต

 

ทองแดงถูกใช้เป็นวัตถุดิบหลักของการพัฒนาโลกยุคอุตสาหกรรมนับตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า โทรศัพท์ รถยนต์ เครื่องจักร และโครงสร้างพื้นฐาน เพราะคุณสมบัติทางเคมีที่เหมาะสมสำหรับระบบไฟฟ้าและอุตสาหกรรม นำไฟฟ้าได้ดีมากรองจากเงินแต่มีต้นทุนต่ำกว่า นำความร้อนได้ดี แข็งแรง และยืดหยุ่น จึงเหมาะกับการใช้งานในระบบขนาดใหญ่ ตั้งแต่สายไฟ หม้อแปลง ไปจนถึงมอเตอร์และเครื่องจักรหนัก

 

ดีมานด์ของทองแดงเติบโตควบคู่ไปกับการลงทุนและการขยายตัวของเมือง ในเชิงโครงสร้าง ดีมานด์ของทองแดงมากกว่า 85–90% มาจากภาคเศรษฐกิจจริง อีกประมาณ 10–15% มาจากตลาดการเงินและการเก็งกำไรผ่านตลาดฟิวเจอร์ส หรือกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์ และแทบไม่มีบทบาทในฐานะทุนสำรองของประเทศ ขณะที่อุปทานต้องพึ่งพาเหมืองขนาดใหญ่ ใช้เงินลงทุนสูง และใช้เวลานานในการพัฒนา

 

แม้ทองแดงจะมีความยืดหยุ่นของอุปทานต่ำ แต่มักไม่ใช่สินแร่ที่นักเก็งกำไรนิยม เพราะราคาถูกขับเคลื่อนด้วยคำสั่งซื้อขายจริงของภาคอุตสาหกรรม ตลาดมีขนาดใหญ่และลึก การปั่นราคาทำได้ยาก อีกทั้งการถือครองมีต้นทุนด้านการขนย้ายและการจัดเก็บสูง ต่างจากทองหรือเงินที่ถือในรูปสินทรัพย์การเงินได้ง่าย

 

ช่วงที่ดีที่สุดของทองแดงในอดีตคือทศวรรษ 2000 จากการเติบโตของจีนและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ทั่วโลก ขณะที่ช่วงแย่ที่สุดคือ Great Depression และวิกฤตการเงินโลกปี 2008 เมื่อเศรษฐกิจโลกหยุดลงทุนพร้อมกัน ทำให้ราคาทองแดงปรับตัวลงมากกว่า 60%

 

รู้อย่างนี้…นักลงทุนควรลงทุนในสินแร่ปีนี้อย่างไร

 

ตรงไปตรงมาที่สุดสำหรับตลาดการเงินคือทองคำ นักลงทุนสามารถลงทุนเป็นสัดส่วนสินทรัพย์ทางเลือกสายปลอดภัยได้ สัดส่วนที่เหมาะสมคือ 5–10% ของพอร์ต ในปัจจุบันสามารถลงทุนได้ง่าย ซื้อขายได้ทั้งช่วงเช้าและกลางคืนผ่าน SET ด้วย DR GOLDUS19 ที่ลงทุนใน SPDR Gold ETF ตลาดสหรัฐฯ

 

เงินมักตามทองคำมาเป็นลำดับสอง เริ่มขึ้นจริงเมื่อทองยืนระดับสูง นักลงทุนเริ่มมองว่าทองแพง แต่ต้องการเก็งกำไรแร่มีค่าต่อเช่นปลายปีที่แล้ว การเก็งกำไรที่สะดวกที่สุดของนักลงทุนไทยตอนนี้ คือกองทุนรวมเช่น DAOL-SILVER ที่ลงทุนใน Global X Silver Miners ETF หรือ A-SLVP ที่ลงทุนใน iShares MSCI Global Silver and Metals Miners ETF

 

ราคาทองแดงมักปรับตัวขึ้นตามมาทีหลังสุด เพราะต้องรอแรงตอบสนองจากเศรษฐกิจจริง คำสั่งซื้อ การลงทุน และปริมาณความต้องการที่สูงขึ้นก่อน

 

สำหรับนักลงทุนไทย การลงทุนในทองแดง ยากกว่าทองคำและเงินเล็กน้อย เพราะต้องลงทุนตรงผ่าน ETF ต่างประเทศเช่น Global X Copper Miners ETF (COPX) ที่ประกอบด้วยกลุ่มบริษัทเหมืองขุดทองแดงทั่วโลก หรือ United States Copper Index Fund (CPER) ที่ใช้สถานะฟิวเจอร์สสร้างพอร์ตตามราคาทองแดงในตลาด COMEX

 

โดยสรุป ผมมองว่าการปรับตัวขึ้นของเงิน ทองคำ และทองแดงในปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นภาพสะท้อนของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงพร้อมกันหลายมิติ สินแร่แต่ละชนิด จึงตอบโจทย์ ความกลัว ความหวัง และการเติบโต ในจังหวะและสัดส่วนที่แตกต่างกันไปครับ

 

ภาพ: fotog/Getty Images

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising