13 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้เกิดปรากฏการณ์ความคึกคักครั้งใหม่ในย่านสยามสแควร์ เมื่อ ‘วิงสต๊อป’ (Wingstop) แบรนด์ร้านอาหารชื่อดังระดับโลกที่มีเครือข่ายกว่า 3,000 สาขาใน 18 ประเทศ ได้ฤกษ์เปิดตัวสาขาแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ณ บริเวณชั้น 2 ศูนย์การค้า MBK Center
การบุกตลาดไทยในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ เนม – ปราการ ไรวา ซึ่งหลายคนคุ้นเคยในบทบาทนักร้องนำวง Getsunova แต่ในวันนี้ได้ก้าวขึ้นแท่นผู้บริหารธุรกิจเต็มตัวเป็นครั้งแรกกับการเป็น ‘ผู้บริหารแบรนด์วิงสต๊อปประเทศไทย’ หรือ Wingstop Bro ซึ่งนี่อาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจนักเพราะในอีกด้านหนึ่งตัวปราการเองคือทายาทของเครือ S&P ซึ่งอยู่ในธุรกิจอาหารมานานกว่า 50 ปีด้วยกัน
การที่ภาพรวมอุตสาหกรรมไก่ทอดในไทยมีมูลค่าสูงถึง 30,000 ล้านบาท และยังมีอัตราการเติบโตเฉพาะกลุ่มเฉลี่ยปีละ 8 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นเหตุผลที่ทำให้ ปราการ ตัดสินใจลุยในเส้นทางนักธุรกิจหลังใช้เวลาศึกษาวางแผนยาวนานเกือบ 2 ปี เริ่มต้นจากการทำวิจัยและบินไปศึกษาต้นแบบธุรกิจที่สิงคโปร์ เพื่อทำความเข้าใจในแก่นของแบรนด์ ก่อนจะเริ่มฟอร์มทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหารเข้ารวมกัน
“เป้าหมายของเราในการนำวิงสต๊อปเข้ามาคือการขยายฐานไปสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ อย่าง New Generation หรือ Gen Z เราเชื่อว่า วิงสต๊อปเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งระดับโลกที่คนรุ่นใหม่ในไทยตั้งตาคอยมานานจากกระแสโซเชียลมีเดีย การผสมผสานระหว่างความเก๋าเกมของ S&P และความเป็นแบรนด์ New Gen ของ Wingstop จะสร้างโอกาสความสำเร็จที่เขย่าวงการ Food Industry ในไทยได้อย่างแน่นอน”
กลยุทธ์การเลือกทำเลของสาขาแรกที่ MBK Center ยึดหลักเกณฑ์สำคัญ 3 ประการ คือ ปริมาณผู้คนเดินผ่านต้องสูง (Traffic) แบรนด์ต้องมองเห็นได้ชัดเจนจากจุดเชื่อมต่อต่างๆ (Visibility) และขนาดพื้นที่ที่เหมาะสมประมาณ 150 ถึง 250 ตารางเมตร เพื่อรองรับระบบบริหารจัดการทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน
“MBK Center คือทำเลที่ตอบโจทย์เพราะเป็นจุดหมายปลายทางของทั้งนักท่องเที่ยวและคนไทย จากการทดลองเปิดร้านพบว่าลูกค้าที่พุ่งตัวเข้ามาสอบถามส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ เราคาดการณ์สัดส่วนลูกค้าที่สาขานี้ไว้ที่คนไทย 70% และต่างชาติ 30% ซึ่
จุดเด่นที่สร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนคือปรัชญาที่ว่าแบรนด์ไม่ได้อยู่ในธุรกิจไก่ทอด แต่อยู่ในธุรกิจแห่ง ‘รสชาติ’ (Flavor Business) โดยเน้นการปรุงสดใหม่ทุกออเดอร์หรือ Made to Order ไม่มีการทำทิ้งไว้ล่วงหน้าเหมือนร้าน QSR ทั่วไป เพื่อให้ลูกค้าได้รับรสชาติที่ดีที่สุดจากซอสทั้ง 9 รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์
นอกจากรสชาติอาหารแล้ว แบรนด์ยังสร้างความแตกต่างผ่านพันธมิตรระดับโลกอย่าง ‘โค้ก’ ด้วยการเปิดตัวเครื่องดื่ม ‘Fanta Fruit Punch’ สีเขียวที่มีจำหน่ายเฉพาะที่วิงสต๊อปเท่านั้น เพื่อให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์
สำหรับระบบการทำงานภายในเน้นความเป็นทีมเวิร์กและการบริหารจัดการแบบคนรุ่นใหม่ที่รวดเร็ว (Dynamic) โดยมีการดึงทรัพยากรที่แข็งแกร่งของ S&P ทั้งระบบซัพพลายเชนและโลจิสติกส์มาปรับใช้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการควบคุมต้นทุนและรักษามาตรฐานคุณภาพ
ด้านการจัดการเวลาในครัวมีการนำเทคโนโลยีระบบ ‘KDS’ (Kitchen Display System) มาใช้เพื่อควบคุมระยะเวลาการเสิร์ฟให้คงที่เฉลี่ย 6 ถึง 7 นาทีต่อออเดอร์ หากออเดอร์ใดเริ่มใช้เวลานานเกินกำหนด ระบบจะมีการแจ้งเตือนเพื่อให้ทีมงานเร่งดำเนินการทันทีตามมาตรฐานที่แบรนด์กำหนดไว้ทั่วโลก
ปราการยังระบุว่า การทำงานจะอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและตัวเลข แม้จะเป็นคนรุ่นใหม่ที่เน้นความสนุกและรวดเร็ว แต่ก็ยังยึดถือมาตรฐานการทำงานที่เข้มงวดของ S&P เพื่อให้มั่นใจว่าการขยายสาขาอีก 5 ถึง 6 แห่งภายในปี 2026 จะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ พร้อมกับเป้าหมายด้านรายได้ 100 ล้านบาท
“ในฐานะที่เติบโตมาในครอบครัวนักธุรกิจ ได้เรียนรู้จากคุณพ่อคุณแม่เสมอว่าเราต้องเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์และแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ถ้าเรามี Way ในการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น เราจะสามารถดึงดูดลูกค้าให้กลับมาหาเราได้เสมอ” ปราการ กล่าวทิ้งท้าย


