ที่ประชุมคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) มีมติเห็นชอบในหลักการและรับทราบข้อสังเกตต่อแผนและกรอบนโยบายการลงทุน (Strategic Asset Allocation: SAA) ฉบับปรับปรุง หรือ ‘SAA เฟส 2’ ของปี 2567-2572
โดยสาระสำคัญคือการขยายกรอบสัดส่วนการลงทุนระหว่างสินทรัพย์เสี่ยงสูง (High Risk) และสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ (Low Risk) ให้อยู่ในระดับที่สมดุลกันคือ 50:50 เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนให้กองทุน ก่อนเข้าสู่ช่วงสังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ
ชลิต รัษฐาปานะ กรรมการประกันสังคมฝ่ายผู้ประกันตน เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ภายหลังการประชุมว่า บอร์ดประกันสังคมได้มีมติเห็นชอบการปรับปรุงแผน SAA ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะ 5 ปี ช่วงระหว่าง 2567-2572 โดยสาระสำคัญที่สุดคือการปรับเพิ่มกรอบความเสี่ยงในการลงทุนให้เป็นสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงสูงและเสี่ยงต่ำอย่างละ 50% ตามที่คณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ เสนอ
ทั้งนี้หากย้อนดูไทม์ไลน์การปรับพอร์ตของประกันสังคมจะพบพัฒนาการดังนี้
- อดีต สินทรัพย์เสี่ยงต่ำ 70% สินทรัพย์เสี่ยงสูง 30%
- เฟส 1 เริ่มปี 2568 สินทรัพย์เสี่ยงสูปรับเป็น 60% สินทรัพย์เสี่ยงต่ำ 40%
- เฟส 2 เริ่มปี 2570 เสนอปรับเป็นสินทรัพย์เสี่ยงสูง และสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ ที่ 50% เท่ากัน
บทความที่เกี่ยวข้อง:
- ปฏิรูปกองทุนประกันสังคม จุดยืนที่ทุกพรรคควรตอบคนไทย 25 ล้านคน ดึงออกจากระบบราชการใช่ทางออกหรือไม่?
- เจาะเงินสมทบประกันสังคมสูงสุด 875 บาท ผู้ประกันตนได้รับสิทธิอะไรบ้าง
- เจาะประเด็น รื้อระเบียบเลือกตั้ง ‘บอร์ดประกันสังคม’ ใครได้ประโยชน์? | THE STANDARD WEALTH
- ทางรอดวิกฤต ‘ประกันสังคม’ ที่กำลังจะล้มละลายใน 27 ปี (ตอน 2/2) | Exclusive Interview EP.41
เปิดเหตุผล ทำไมต้อง 50:50 และความจำเป็นเร่งด่วนก่อนถึงยุค ‘Sunset’
ชลิตระบุว่า การขยายเพดานการลงทุนครั้งนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมมีรายได้จากการจัดเก็บเงินสมทบเพิ่มขึ้นจากการปรับเพดานค่าจ้าง เป็น 17,500 บาท หรือเก็บสูงสุด 875 บาท ประกอบกับจำนวนผู้ประกันตนในระบบมาตรา 33 ที่แอคทีฟ (Active) จริงๆ อยู่ที่ประมาณ 12 ล้านคน จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ต้องเร่งสร้างดอกผล
สำหรับเหตุผลสำคัญเบื้องหลังการปรับพอร์ตครั้งนี้คือ การเตรียมรับมือกับช่วง ‘Sunset Period’ ของกองทุนในอีกประมาณ 15 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นช่วงที่ผู้ประกันตนเริ่มทยอยเกษียณอายุเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้กองทุนมีความจำเป็นต้องรีบกอบโกยผลตอบแทนจากการลงทุนให้ได้มากที่สุดในช่วงเวลานี้
ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ ได้มีการประมาณการว่า การปรับกรอบการลงทุนดังกล่าวอาจช่วยสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มกลับมาให้กองทุนได้ประมาณ 40,000-60,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการคาดการณ์ภายใต้กรอบการลงทุน ซึ่งผลลัพธ์จริงยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาดและฝีมือของผู้จัดการกองทุน
ย้ำชัดเป็นเพียงการ ‘ขยายกรอบ’ ไม่ใช่การบังคับเสี่ยง
สำหรับความกังวลในที่ประชุม โดยเฉพาะจากฝั่งนายจ้างที่ตั้งข้อสังเกตเรื่องความเสี่ยงที่สูงขึ้นนั้น ชลิตชี้แจงว่า ทางกองทุนได้ทำความเข้าใจว่า การปรับสัดส่วนเป็น 50:50 นั้น เป็นเพียงการ ‘เปิดกรอบการลงทุน’ เพื่อให้มีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ ไม่ได้หมายความว่ากองทุนจะต้องตะบี้ตะบันลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงตลอดเวลา

ภาพ : ชลิต รัษฐาปานะ กรรมการประกันสังคมฝ่ายผู้ประกันตน
“ถ้าหุ้นไม่ดี หรือตลาดติดลบ เราก็สามารถเลือกลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำได้ ไม่จำเป็นต้องไปเสี่ยงทุกตัว การขยายเพดานทำเพื่อให้เรามีทางเลือก หากเห็นโอกาสที่ควรทำเพื่อสร้างผลตอบแทน” ชลิตกล่าว
จับตา ‘กับดักระบบราชการ’ หวั่นแผน SAA ใหม่ล่าช้า 15 เดือน
แม้บอร์ดประกันสังคมจะมีมติเห็นชอบแล้ว แต่ชลิตได้แสดงความกังวลถึงขั้นตอนทางกฎหมายและระบบราชการที่ซับซ้อน โดยระบุว่ากระบวนการหลังจากนี้ต้องนำเรื่องเวียนเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงการคลัง และกรมบัญชีกลาง เพื่อแก้ไขกฎกระทรวงและระเบียบต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการนานถึง 15 เดือนกว่าที่แผนนี้จะมีผลบังคับใช้จริง
“ช่วงนี้เศรษฐกิจโลกอาจจะยังไม่ดี มีสงคราม แต่ถ้าสมมติปีหน้าตลาดหุ้นทั่วโลกกลับมาเป็นขาขึ้น แล้วเราอยากใช้แผนนี้เพื่อรับโอกาสนั้น ก็อาจจะไม่ทันการณ์ เพราะกว่าระเบียบจะเสร็จต้องรอถึง 15 เดือน ซึ่งถือว่าน่าเสียดายโอกาสในการเข้าซื้อของถูกหรือสร้างผลตอบแทนในช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสม” ชลิตกล่าว
ชลิต กล่าวต่อว่า สถานะผู้ประกันตนที่แท้จริง ชลิตยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อความชัดเจนเกี่ยวกับฐานข้อมูลสมาชิกว่า แม้ตัวเลขผู้ประกันตนรวมอาจดูเหมือนมีถึง 24-25 ล้านคน แต่ในความเป็นจริง ผู้ประกันตนที่เป็นกำลังหลักในการส่งเงินเข้ากองทุนสม่ำเสมอ คือ กลุ่มมาตรา 33 ซึ่งมีประมาณ 12 ล้านคน ส่วนกลุ่มมาตรา 40 ที่เคยพุ่งสูงถึง 11 ล้านคนในช่วงโควิดเพื่อรับเงินเยียวยานั้น ปัจจุบันเหลือผู้ที่ส่งเงินสมทบต่อเนื่องเพียงประมาณ 7 แสนคนเท่านั้น
ภาพปก: Feylite/Shutterstock


