×

ซาดิโอ มาเน บทพิสูจน์ของคำว่า ‘ตำนาน’ หล่อตั้งแต่ตัวยันขั้วหัวใจ

19.01.2026
  • LOADING...
ซาดิโอ มาเน บทพิสูจน์ ของคำว่า ‘ตำนาน’ หล่อ ตั้งแต่ ตัว ยัน ขั้วหัวใจ

ในช่วงเวลาแห่งความสับสน

 

ขุนพลนักเตะเซเนกัล ไม่รู้จะทำใจอย่างไรหลังจากผู้ตัดสินชาวดีอาร์คองโกไปพิจารณาเหตุการณ์ตามคำแนะนำของ VAR และกลับคำตัดสินให้ลูกจุดโทษแก่โมร็อกโกในช่วงนาที 90+8 ของเกมการแข่งขัน

 

มองจากจังหวะและเหตุการณ์มันยากที่จะทำใจยอมรับสำหรับพวกเขา

 

และมันยิ่งยากจะยอมรับลงเมื่อก่อนหน้านั้นไม่นาน ประตูจากการโหม่งซ้ำเผาขนของอิสไมลา ซาร์ ถูกริบจากจังหวะที่ถูกหาว่ามีการทำฟาวล์อัชราฟ ฮาคิมี ที่ก็ดูไม่ชัดเจนเช่นกัน

 

เซเนกัลกำลังรู้สึกว่าพวกเขาคือ ‘เหยื่ออธรรม’

 

นั่นนำไปสู่การตัดสินใจสั่งให้ลูกทีมทุกคนเดินออกจากสนาม ไม่แข่งขันต่อของปาเป ทิว โค้ชของทีม ‘สิงโตแห่งเตรังกา’ เพื่อเป็นการประท้วงต่อการตัดสินที่พวกเขามองว่าลำเอียงและเข้าข้างเจ้าภาพ ซึ่งมีกรณีการตัดสิน ‘ขัดตา’ ที่แฟนฟุตบอลจำนวนไม่น้อยมองว่า ‘เอียง’ และ ‘เอาใจ’ โมร็อกโกมาหลายนัด

 

การเดินออกจากสนามไม่แข่งขันต่อของเซเนกัล จะนำไปสู่บทสรุปเพียงอย่างเดียวคือการถูกปรับให้แพ้

 

นักเตะในทีมหลายคนไม่มีทางเลือกนอกจากทำตามคำสั่งของโค้ช ความรู้สึกขุ่นมัวทำให้สติไม่สมประดีนัก

 

แต่ในเวลาของความโกลาหลนั้นเองที่ทำให้เราได้เห็นตำนานบทใหม่ที่ยิ่งใหญ่ของซาดิโอ มาเน

 

ผู้ดึงเซเนกัลกลับมาในทางที่ถูกที่ควรอีกครั้ง

 

ซาดิโอ มาเน บทพิสูจน์ ของคำว่า ‘ตำนาน’ หล่อ ตั้งแต่ ตัว ยัน ขั้วหัวใจ 1

 

ความจริงเรื่องราวมันไม่ควรจะเดินไปสู่จุดนั้นเลย

 

เกมในสนามนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลแอฟริกัน คัพ ออฟ เนชันส์ ไม่ได้น่าเบื่อหรือย่ำแย่อะไรขนาดนั้น

 

โมร็อกโกในฐานะชาติเจ้าภาพมีโอกาส จังหวะ และช่วงเวลาของพวกเขา ไม่ต่างอะไรจากเซเนกัล ที่ยังคงเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมสมกับมาตรฐานในระดับสูงที่แสดงให้เห็นตลอดรายการที่ผ่านมา

 

หากมันจะตัดสินกันไม่ลงในเวลา ก็ขอให้ไปตัดสินกันในช่วงต่อเวลา หรือจะถึงฎีกาก็ไม่เป็นไร

 

แต่การพิจารณาของ VAR ใน 2 จังหวะสำคัญของช่วงการทดเวลา (Added time) นำไปสู่การปะทะของความรู้สึก โดยเฉพาะต่อฝั่งฝ่ายของเซเนกัล

 

จริงอยู่พวกเขารู้ว่าพวกเขาต่อสู้กับเจ้าภาพ และที่ผ่านมาก็เจอการปฏิบัติที่ไม่ดีจากโมร็อกโก ชาติที่พยายามสร้างภาพของการแข่งขัน ‘แอฟคอน’ (AFCON) ให้ยิ่งใหญ่ยกระดับไปอีกขั้นในเรื่องของความสวยงาม แต่กลับละเลยหัวใจสำคัญที่สุดของการเป็นเจ้าภาพ คือเรื่อง ‘สปิริตของเกมกีฬา’

 

เซเนกัล ต้องเจอกับทั้งการไม่มีการรักษาความปลอดภัยให้ทีมในระหว่างการเดินทางก่อนเกมนัดชิงชนะเลิศ ไปจนถึงการสั่งให้ซ้อมในสนามที่มองเห็นได้จากภายนอก

 

เรื่องเหล่านี้มีการประท้วงอย่างเป็นทางการ แต่ก็พอทำใจอดทน

 

แต่เรื่องการริบประตูที่พวกเขารู้สึกว่า ‘แฟร์’ และถูกตัดสินให้เสียจุดโทษในแบบที่รู้สึกว่า ‘ไม่แฟร์’ มันมากเกินกว่าที่เซเนกัลจะทนไหว

 

การตัดสินใจของ ปาเป ทิว ให้ลูกทีมเดินออกจากสนาม เป็นการตัดสินใจที่วู่วามที่เจ้าตัวเองก็เสียใจ

 

“เราไม่ได้ตกลงร่วมกัน แต่ผมไม่อยากจะลงลึกในรายละเอียดทั้งหมด ผมต้องขอโทษต่อวงการฟุตบอลด้วย” ทิวกล่าวหลังจบเกมการแข่งขัน

 

แต่คนที่เขาควรจะขอบคุณที่สุดคือ ซาดิโอ มาเน ผู้นำ (Leader) ตัวจริงของทีม

 

ในช่วงของความโกลาหล มาเน เป็นคนเดียวที่พยายามอดทนอดกลั้นความรู้สึกทุกอย่างและทำให้ทุกคนที่กำลังเดือดดาลสงบ

 

การประท้วงที่กินเวลายาวนานถึง 17 นาที ไม่ได้ช่วยให้อะไรเปลี่ยนแปลงได้ สำหรับกองหน้าวัย 33 ปี สิ่งที่ทีมกำลังทำไปไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง

 

ต่อให้จะมองว่าเป็นการตัดสินที่ผิดพลาด ก็ขอให้มันเป็นความผิดพลาดในเกม ทุกอย่างให้ตัดสินกันในสนาม

 

ถ้าจะแพ้ก็ขอแพ้ในเกมเถอะ ไม่ใช่การถูกปรับแพ้เพราะการกระทำที่ไม่มีน้ำใจนักกีฬา

 

ซาดิโอ มาเน บทพิสูจน์ ของคำว่า ‘ตำนาน’ หล่อ ตั้งแต่ ตัว ยัน ขั้วหัวใจ 2

 

มาเน คนเดียวที่ไม่ได้เดินออกจากสนามตัดสินใจที่จะตะโกนอย่างแข็งกร้าวบอกให้เพื่อนทุกคนเรียกสติและกลับมาทำหน้าที่ของตัวเองอีกครั้ง

 

โดยที่ระหว่างนั้นได้เดินไปคุยสั้นๆ กับ เอล-ฮัดจิ ดิยุฟ ตำนานรุ่นพี่ที่ตามมาให้กำลังใจอยู่ข้างสนาม ก่อนจะค่อยๆ เรียกเพื่อนกลับมาทีละคน

 

ไปจนถึงการวิ่งกลับไปในห้องแต่งตัวเพื่อพาทุกคนกลับมา

 

เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ แต่เป็นเรื่องของเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และน้ำใจนักกีฬาด้วย

 

ด้วยความเป็นผู้นำของมาเน ทำให้ทุกคนในทีมเซเนกัลที่เริ่มใจเย็นลงรับฟังและกลับมาในสนามอีกครั้ง

 

นั่นทำให้เซเนกัลยังไม่ถูกตัดสินให้แพ้และทำให้ทุกอย่างเดินหน้าไปสู่บทสรุปที่ควรจะเป็นต่อไป

 

ณ จุดนี้เอง สิ่งที่แฟนฟุตบอลมากมายทั่วโลกที่ได้เห็นเหตุการณ์ต่างรู้สึกไปในทิศทางเดียวกัน

 

เราได้เห็นตำนานนักเตะผู้ยิ่งใหญ่ที่น่ายกย่องจากใจจริง

 

ในถ้อยคำของกองหน้าวัย 33 ปีพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเอาไว้น่าฟัง และสะท้อนตัวตนของเขาได้ดี

 

”ฟุตบอลเป็นสิ่งที่พิเศษ โลกกำลังเฝ้าดูพวกเราอยู่ ดังนั้นเราต้องทำให้ทุกคนได้เห็นภาพที่ดีของฟุตบอล“

 

“ผมคิดว่าการจะไม่ลงเล่นในเกมนี้เพราะผู้ตัดสินให้จุดโทษแล้วเราไม่ยอมลงเล่นต่ออีกเลยเป็นเรื่องที่บ้ามาก แบบนั้นคือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อวงการฟุตบอลแอฟริกัน”

 

“ผมขอแพ้ดีกว่าจะให้เกิดสิ่งนี้กับเกมฟุตบอลของเรา”

 

ย้อนกลับไปในช่วงก่อนการแข่งขัน มีบทสัมภาษณ์ของมาเน ที่ปัจจุบันลงเล่นให้กับอัล-นาสเซอร์ สโมสรฟุตบอลในซาอุดีอาระเบีย ทีมเดียวกับคริสเตียโน โรนัลโด ที่พูดถึงเป้าหมายในชีวิตของเขาเอาไว้น่าฟัง

 

“ผมไม่ได้อยากให้คนจดจำผมในฐานะผู้ชนะได้แชมป์อะไรมากมาย” มาเน บอก

 

“ผมแค่อยากให้คนจดจำผมในฐานะคนที่ดีคนหนึ่ง”

 

ที่ผ่านมาคำนี้ก็ไม่ได้เกินเลยไปจากความจริง มาเน เป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในเรื่องของการวางตัวที่ดี ไม่เคยสร้างปัญหาทั้งในและนอกสนาม

 

มากกว่านั้นคือการใช้สิ่งที่ได้รับมาจากการเป็นนักฟุตบอลกลับมาดูแลบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองอย่างดีที่สุด

 

ในเมืองแบมบาลี ที่ประตูแห่งโอกาสเคยถูกปิดตายมาตลอด มาเนเป็นคนกลับมาเปิดประตูให้เมืองแห่งนี้อีกครั้งผ่านโรงเรียน โรงพยาบาล และอะไรอีกหลายอย่างมากมาย

 

เพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสในชีวิตเหมือนกับเขาที่เคยเกือบผ่านช่วงยากลำบากของชีวิตมาไม่ได้

 

ฟุตบอลไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต

 

แต่เรามีชีวิตที่ดีขึ้นได้เพราะฟุตบอล

 

และเขาก็อยากให้ทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้นเหมือนกับเขา

 

 

ซาดิโอ มาเน บทพิสูจน์ ของคำว่า ‘ตำนาน’ หล่อ ตั้งแต่ ตัว ยัน ขั้วหัวใจ 3

 

ภายหลังจากการดึงสติและเรียกเพื่อนทุกคนกลับมา การพลาดจุดโทษของบราฮิม ดิอาซ ที่ตัดสินใจเลือกวิธีการยิงแบบ “ปาเนนกา” (Panenka penalty) ทำให้เกมต้องลากถึงช่วงของการต่อเวลาพิเศษ

 

มาเน อยู่ในสนามจนครบ 120 นาทีและเป็นคนสำคัญที่เริ่มต้น ‘เพลย์’ ตัดสินเกม ด้วยการเป็นคนเซ็ตจังหวะลำเลียงบอลก่อนที่จะไปจบด้วยประตูชัยของ ปาเป เก ที่ซัดด้วยอีซ้ายเสียบสามเหลี่ยมสุดสนั่น

 

เซเนกัล ที่นำทีมโดยยอดศูนย์หน้ายืนหยัดต้านทานโมร็อกโกที่ค่อยๆ อ่อนแรงลงไปทั้งกำลังกายและกำลังใจจนหมดทั้งแรงและหมดเวลา

 

‘สิงโตแห่งเตรังกา’ กลับมาคว้าแชมป์แอฟคอนได้อีกครั้ง

 

ภาพของมาเน ที่ได้ชูถ้วยรางวัลโดยมีเพื่อนอุ้มขึ้น เป็นภาพที่น่าประทับใจ และเป็นภาพที่แฟนบอลแอฟริกันส่วนใหญ่ร่วมยินดีด้วย เพราะรู้สึกว่าเขาและทีมของเขาคู่ควรกับชัยชนะมากกว่าเจ้าภาพอย่างโมร็อกโก รวมถึงคนที่เกือบได้เป็นฮีโร่อย่างดิอาซ ที่จะถูกหลอกหลอนด้วยฝันร้ายนี้ต่อไปอีกยาวนาน

 

แต่มันไม่สำคัญเลยว่าเกมจะจบลงอย่างไร

 

เพราะในค่ำคืนนี้มาเน ได้ชัยชนะเหนือหัวใจผู้คนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

หล่อทั้งตัว หล่อถึงขั้วหัวใจ

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising