ในช่วงเวลาแห่งความสับสน
ขุนพลนักเตะเซเนกัล ไม่รู้จะทำใจอย่างไรหลังจากผู้ตัดสินชาวดีอาร์คองโกไปพิจารณาเหตุการณ์ตามคำแนะนำของ VAR และกลับคำตัดสินให้ลูกจุดโทษแก่โมร็อกโกในช่วงนาที 90+8 ของเกมการแข่งขัน
มองจากจังหวะและเหตุการณ์มันยากที่จะทำใจยอมรับสำหรับพวกเขา
และมันยิ่งยากจะยอมรับลงเมื่อก่อนหน้านั้นไม่นาน ประตูจากการโหม่งซ้ำเผาขนของอิสไมลา ซาร์ ถูกริบจากจังหวะที่ถูกหาว่ามีการทำฟาวล์อัชราฟ ฮาคิมี ที่ก็ดูไม่ชัดเจนเช่นกัน
เซเนกัลกำลังรู้สึกว่าพวกเขาคือ ‘เหยื่ออธรรม’
นั่นนำไปสู่การตัดสินใจสั่งให้ลูกทีมทุกคนเดินออกจากสนาม ไม่แข่งขันต่อของปาเป ทิว โค้ชของทีม ‘สิงโตแห่งเตรังกา’ เพื่อเป็นการประท้วงต่อการตัดสินที่พวกเขามองว่าลำเอียงและเข้าข้างเจ้าภาพ ซึ่งมีกรณีการตัดสิน ‘ขัดตา’ ที่แฟนฟุตบอลจำนวนไม่น้อยมองว่า ‘เอียง’ และ ‘เอาใจ’ โมร็อกโกมาหลายนัด
การเดินออกจากสนามไม่แข่งขันต่อของเซเนกัล จะนำไปสู่บทสรุปเพียงอย่างเดียวคือการถูกปรับให้แพ้
นักเตะในทีมหลายคนไม่มีทางเลือกนอกจากทำตามคำสั่งของโค้ช ความรู้สึกขุ่นมัวทำให้สติไม่สมประดีนัก
แต่ในเวลาของความโกลาหลนั้นเองที่ทำให้เราได้เห็นตำนานบทใหม่ที่ยิ่งใหญ่ของซาดิโอ มาเน
ผู้ดึงเซเนกัลกลับมาในทางที่ถูกที่ควรอีกครั้ง

ความจริงเรื่องราวมันไม่ควรจะเดินไปสู่จุดนั้นเลย
เกมในสนามนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลแอฟริกัน คัพ ออฟ เนชันส์ ไม่ได้น่าเบื่อหรือย่ำแย่อะไรขนาดนั้น
โมร็อกโกในฐานะชาติเจ้าภาพมีโอกาส จังหวะ และช่วงเวลาของพวกเขา ไม่ต่างอะไรจากเซเนกัล ที่ยังคงเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมสมกับมาตรฐานในระดับสูงที่แสดงให้เห็นตลอดรายการที่ผ่านมา
หากมันจะตัดสินกันไม่ลงในเวลา ก็ขอให้ไปตัดสินกันในช่วงต่อเวลา หรือจะถึงฎีกาก็ไม่เป็นไร
แต่การพิจารณาของ VAR ใน 2 จังหวะสำคัญของช่วงการทดเวลา (Added time) นำไปสู่การปะทะของความรู้สึก โดยเฉพาะต่อฝั่งฝ่ายของเซเนกัล
จริงอยู่พวกเขารู้ว่าพวกเขาต่อสู้กับเจ้าภาพ และที่ผ่านมาก็เจอการปฏิบัติที่ไม่ดีจากโมร็อกโก ชาติที่พยายามสร้างภาพของการแข่งขัน ‘แอฟคอน’ (AFCON) ให้ยิ่งใหญ่ยกระดับไปอีกขั้นในเรื่องของความสวยงาม แต่กลับละเลยหัวใจสำคัญที่สุดของการเป็นเจ้าภาพ คือเรื่อง ‘สปิริตของเกมกีฬา’
เซเนกัล ต้องเจอกับทั้งการไม่มีการรักษาความปลอดภัยให้ทีมในระหว่างการเดินทางก่อนเกมนัดชิงชนะเลิศ ไปจนถึงการสั่งให้ซ้อมในสนามที่มองเห็นได้จากภายนอก
เรื่องเหล่านี้มีการประท้วงอย่างเป็นทางการ แต่ก็พอทำใจอดทน
แต่เรื่องการริบประตูที่พวกเขารู้สึกว่า ‘แฟร์’ และถูกตัดสินให้เสียจุดโทษในแบบที่รู้สึกว่า ‘ไม่แฟร์’ มันมากเกินกว่าที่เซเนกัลจะทนไหว
การตัดสินใจของ ปาเป ทิว ให้ลูกทีมเดินออกจากสนาม เป็นการตัดสินใจที่วู่วามที่เจ้าตัวเองก็เสียใจ
“เราไม่ได้ตกลงร่วมกัน แต่ผมไม่อยากจะลงลึกในรายละเอียดทั้งหมด ผมต้องขอโทษต่อวงการฟุตบอลด้วย” ทิวกล่าวหลังจบเกมการแข่งขัน
แต่คนที่เขาควรจะขอบคุณที่สุดคือ ซาดิโอ มาเน ผู้นำ (Leader) ตัวจริงของทีม
ในช่วงของความโกลาหล มาเน เป็นคนเดียวที่พยายามอดทนอดกลั้นความรู้สึกทุกอย่างและทำให้ทุกคนที่กำลังเดือดดาลสงบ
การประท้วงที่กินเวลายาวนานถึง 17 นาที ไม่ได้ช่วยให้อะไรเปลี่ยนแปลงได้ สำหรับกองหน้าวัย 33 ปี สิ่งที่ทีมกำลังทำไปไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง
ต่อให้จะมองว่าเป็นการตัดสินที่ผิดพลาด ก็ขอให้มันเป็นความผิดพลาดในเกม ทุกอย่างให้ตัดสินกันในสนาม
ถ้าจะแพ้ก็ขอแพ้ในเกมเถอะ ไม่ใช่การถูกปรับแพ้เพราะการกระทำที่ไม่มีน้ำใจนักกีฬา

มาเน คนเดียวที่ไม่ได้เดินออกจากสนามตัดสินใจที่จะตะโกนอย่างแข็งกร้าวบอกให้เพื่อนทุกคนเรียกสติและกลับมาทำหน้าที่ของตัวเองอีกครั้ง
โดยที่ระหว่างนั้นได้เดินไปคุยสั้นๆ กับ เอล-ฮัดจิ ดิยุฟ ตำนานรุ่นพี่ที่ตามมาให้กำลังใจอยู่ข้างสนาม ก่อนจะค่อยๆ เรียกเพื่อนกลับมาทีละคน
ไปจนถึงการวิ่งกลับไปในห้องแต่งตัวเพื่อพาทุกคนกลับมา
เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ แต่เป็นเรื่องของเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และน้ำใจนักกีฬาด้วย
ด้วยความเป็นผู้นำของมาเน ทำให้ทุกคนในทีมเซเนกัลที่เริ่มใจเย็นลงรับฟังและกลับมาในสนามอีกครั้ง
นั่นทำให้เซเนกัลยังไม่ถูกตัดสินให้แพ้และทำให้ทุกอย่างเดินหน้าไปสู่บทสรุปที่ควรจะเป็นต่อไป
ณ จุดนี้เอง สิ่งที่แฟนฟุตบอลมากมายทั่วโลกที่ได้เห็นเหตุการณ์ต่างรู้สึกไปในทิศทางเดียวกัน
เราได้เห็นตำนานนักเตะผู้ยิ่งใหญ่ที่น่ายกย่องจากใจจริง
ในถ้อยคำของกองหน้าวัย 33 ปีพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเอาไว้น่าฟัง และสะท้อนตัวตนของเขาได้ดี
”ฟุตบอลเป็นสิ่งที่พิเศษ โลกกำลังเฝ้าดูพวกเราอยู่ ดังนั้นเราต้องทำให้ทุกคนได้เห็นภาพที่ดีของฟุตบอล“
“ผมคิดว่าการจะไม่ลงเล่นในเกมนี้เพราะผู้ตัดสินให้จุดโทษแล้วเราไม่ยอมลงเล่นต่ออีกเลยเป็นเรื่องที่บ้ามาก แบบนั้นคือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อวงการฟุตบอลแอฟริกัน”
“ผมขอแพ้ดีกว่าจะให้เกิดสิ่งนี้กับเกมฟุตบอลของเรา”
ย้อนกลับไปในช่วงก่อนการแข่งขัน มีบทสัมภาษณ์ของมาเน ที่ปัจจุบันลงเล่นให้กับอัล-นาสเซอร์ สโมสรฟุตบอลในซาอุดีอาระเบีย ทีมเดียวกับคริสเตียโน โรนัลโด ที่พูดถึงเป้าหมายในชีวิตของเขาเอาไว้น่าฟัง
“ผมไม่ได้อยากให้คนจดจำผมในฐานะผู้ชนะได้แชมป์อะไรมากมาย” มาเน บอก
“ผมแค่อยากให้คนจดจำผมในฐานะคนที่ดีคนหนึ่ง”
ที่ผ่านมาคำนี้ก็ไม่ได้เกินเลยไปจากความจริง มาเน เป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในเรื่องของการวางตัวที่ดี ไม่เคยสร้างปัญหาทั้งในและนอกสนาม
มากกว่านั้นคือการใช้สิ่งที่ได้รับมาจากการเป็นนักฟุตบอลกลับมาดูแลบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองอย่างดีที่สุด
ในเมืองแบมบาลี ที่ประตูแห่งโอกาสเคยถูกปิดตายมาตลอด มาเนเป็นคนกลับมาเปิดประตูให้เมืองแห่งนี้อีกครั้งผ่านโรงเรียน โรงพยาบาล และอะไรอีกหลายอย่างมากมาย
เพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสในชีวิตเหมือนกับเขาที่เคยเกือบผ่านช่วงยากลำบากของชีวิตมาไม่ได้
ฟุตบอลไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต
แต่เรามีชีวิตที่ดีขึ้นได้เพราะฟุตบอล
และเขาก็อยากให้ทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้นเหมือนกับเขา

ภายหลังจากการดึงสติและเรียกเพื่อนทุกคนกลับมา การพลาดจุดโทษของบราฮิม ดิอาซ ที่ตัดสินใจเลือกวิธีการยิงแบบ “ปาเนนกา” (Panenka penalty) ทำให้เกมต้องลากถึงช่วงของการต่อเวลาพิเศษ
มาเน อยู่ในสนามจนครบ 120 นาทีและเป็นคนสำคัญที่เริ่มต้น ‘เพลย์’ ตัดสินเกม ด้วยการเป็นคนเซ็ตจังหวะลำเลียงบอลก่อนที่จะไปจบด้วยประตูชัยของ ปาเป เก ที่ซัดด้วยอีซ้ายเสียบสามเหลี่ยมสุดสนั่น
เซเนกัล ที่นำทีมโดยยอดศูนย์หน้ายืนหยัดต้านทานโมร็อกโกที่ค่อยๆ อ่อนแรงลงไปทั้งกำลังกายและกำลังใจจนหมดทั้งแรงและหมดเวลา
‘สิงโตแห่งเตรังกา’ กลับมาคว้าแชมป์แอฟคอนได้อีกครั้ง
ภาพของมาเน ที่ได้ชูถ้วยรางวัลโดยมีเพื่อนอุ้มขึ้น เป็นภาพที่น่าประทับใจ และเป็นภาพที่แฟนบอลแอฟริกันส่วนใหญ่ร่วมยินดีด้วย เพราะรู้สึกว่าเขาและทีมของเขาคู่ควรกับชัยชนะมากกว่าเจ้าภาพอย่างโมร็อกโก รวมถึงคนที่เกือบได้เป็นฮีโร่อย่างดิอาซ ที่จะถูกหลอกหลอนด้วยฝันร้ายนี้ต่อไปอีกยาวนาน
แต่มันไม่สำคัญเลยว่าเกมจะจบลงอย่างไร
เพราะในค่ำคืนนี้มาเน ได้ชัยชนะเหนือหัวใจผู้คนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หล่อทั้งตัว หล่อถึงขั้วหัวใจ


