หนึ่งในสิ่งที่ทำให้เกมฟุตบอลหมดสนุกลงไปมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือมาตรฐานการตัดสินที่ตกต่ำลงอย่างน่าใจหายของผู้ตัดสินในยุคปัจจุบันที่มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือการทำหน้าที่แล้วก็ตาม
เหตุการณ์หนึ่งตัดสินอย่างหนึ่ง อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ใกล้เคียงกันกลับตัดสินอีกอย่างหนึ่ง และบางครั้งก็มีความลังเลในการตัดสิน
มันชวนให้คิดถึง ‘สิงห์เชิ้ตดำ’ ในตำนานคนหนึ่งขึ้นมา
ผู้ตัดสินที่เด็ดขาด ชัดเจน ไม่เคยหวั่นเกรงต่อนักฟุตบอลคนไหน มีแต่นักเตะที่ต้องเกรงใจ แต่ไม่เคยเข้าข้างใครเพราะทุกการตัดสินอยู่บนพื้นฐานของ ‘ความถูกต้อง’ ที่สำคัญเหนืออื่นใด

ปิแอร์ลุยจิ คอลลินา ผู้ตัดสินที่ดีที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลกฟุตบอล
สำหรับใครที่พอจะทันเกมฟุตบอลในช่วงกลางยุค 90 ตั้งแต่ปี 1995 เรื่อยมาจนถึงปี 2005 คงคุ้นกับชื่อและหน้าของผู้ตัดสินฟุตบอลคนนึงเสมอไม่ว่าเราจะเปิดเกมใหญ่เกมสำคัญนัดไหน
ฟุตบอลโอลิมปิก, ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย, นัดชิงฟุตบอลสโมสรยุโรป ก็จะเห็นเขาคนนี้ในชุดดำเข้มขรึม สีหน้าทะมึนทึง พร้อมกับนกหวีดประจำตัวที่ทำหน้าที่เป็นดาบอาญาสิทธิ์อยู่ในสนามเสมอ
ผู้ตัดสินคนดังกล่าว (ซึ่งเป็นคนดังจริงๆ) คือปิแอร์ลุยจิ คอลลินา ผู้ตัดสินชาวอิตาลีที่ได้รับการยกย่องและยอมรับ – หากไม่ใช่ก็ใกล้เคียง – ในฐานะผู้ตัดสินที่ดีที่สุดตลอดกาลของโลกฟุตบอล
เพียงแต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่เคยรู้คือก่อนจะมาเป็นผู้ตัดสินในสนาม ความฝันของคอลลินาก็ไม่ต่างจากเด็กผู้ชายทุกคนที่อยากจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพ
ปิแอร์ลุยจิในวัยเยาว์เกิดและเติบโตในเมืองโบโลญญา และหลงรักเกมฟุตบอลมาตั้งแต่แรกพบ
ด้วยความเป็นเด็กที่มีรูปร่างสูงใหญ่ทำให้เขาดูโดดเด่นโดยเฉพาะยามเล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟซึ่งเป็นตำแหน่งความภาคภูมิใจของบรรดานักเตะเมืองมะกะโรนี (สปาเก็ตตีและพิซซ่า) จนดูมีแววว่าอาจจะเป็นนักฟุตบอลได้จริงๆ
ถึงอย่างนั้นการจะได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพจริงๆยากยิ่งกว่ายาก ถ้าไม่ได้เป็นนักเตะที่เก่งพอและดีพอแล้วความฝันก็ยังเป็นแค่ความฝันไม่อาจจะเป็นความจริงได้ ซึ่งคอลลินาเองก็เป็นหนึ่งในเด็กที่ยอมรับความจริงว่าเขาไม่มีวันดีพอจะเป็นนักเตะในสนาม
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่มีโอกาสได้อยู่ในสนามเดียวกับนักเตะ!

สำหรับคนรักฟุตบอล หากไม่ได้เป็นนักฟุตบอลแล้วก็อาจจะทำอย่างอื่นที่อยู่ในจักรวาลของฟุตบอล เช่น หันไปเอาดีทางการเป็นโค้ช เป็นทีมสตาฟ แมวมอง นักวิเคราะห์ นักกายภาพบำบัด นักจิตวิทยา
หรือแม้แต่การเป็นเจ้าของผับ บาร์ ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก มีอีกมากมายที่เราสามารถเลือกได้
แต่คอลลินาเลือกในสิ่งที่น้อยคนจะทำนั่นคือการลงทะเบียนเข้าอบรมการเป็นผู้ตัดสินตั้งแต่อายุ 17 ปี!
ในยุคสมัยที่โลกยังไม่รู้จักกับสิ่งที่เรียกว่าโซเชียลมีเดีย เรื่องการเข้าอบรมของผู้ตัดสินอายุน้อยแค่นี้ไม่ได้ถูกแพร่กระจายไปในวงกว้างมากนัก แต่ในแวดวงผู้ตัดสินชาวอิตาลียุคนั้นแล้วชื่อของคอลลินากลายเป็นชื่อที่ได้รับการพูดถึงปากต่อปากมากที่สุด
เหตุผลนั้นไม่ใช่เพราะแค่ยังเป็นผู้ตัดสินเด็กอายุน้อย แต่เป็นเพราะฝีไม้ลายมือในการตัดสินของเขาไม่ธรรมดาเอาเสียเลย
เรียกได้ว่าคอลลินาเป็น ‘วันเดอร์คิด’ ของวงการผู้ตัดสินเลยทีเดียว และเริ่มมีการพูดกันว่าเขามีโอกาสจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ตัดสินระดับชั้นนำของวงการได้ในอนาคต
เรื่องนี้ไม่เกินเลยไปจากความจริง เพราะหลังจากที่เริ่มจากการทำหน้าที่ตัดสินเกมในระดับภูมิภาค ควบคู่ไปกับการเกณฑ์ทหาร ในปี 1988 คอลลินาก็ได้โอกาสในการทำหน้าที่ตัดสินเกมฟุตบอลอาชีพจริงๆ
ความโดดเด่นของเขาคือความสามารถพิเศษในการสร้าง ‘ความสงบ’ ให้เกิดขึ้นในสนามฟุตบอลที่วุ่นวาย
ลองจินตนาการภาพตามนะครับว่าในสนามฟุตบอลที่เต็มไปด้วยผู้เล่นปากแจ๋วหัวร้อนมากมายถึง 22 คน มันย่อมมีจังหวะและเหตุการณ์ที่ผู้เล่นทั้ง 2 ทีมเห็นไม่ตรงกันอยู่แล้ว และหากเกิดเหตุการณ์นั้นย่อมหมายถึงความวุ่นวาย เสียงบ่น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งของชาวอิตาลี!) เสียงด่า มวลของความไม่พอใจที่ปะทุเหมือนภูเขาไฟ ในยุคสมัยที่ยังไม่มีแคมเปญ ‘Respect’ ให้เคารพผู้ตัดสินและไม่มีกฎที่ออกมาปกป้องผู้ตัดสินเหมือนทุกวันนี้ด้วย
แต่คอลลินาสามารถใช้ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหวได้อย่างน่าอัศจรรย์
ที่สำคัญคือทุกการตัดสินนั้นเป็นการยึดตามกฎกติกาที่ชัดเจน ถูกต้อง ไม่มีคำว่าโลเล ถ้าผิดก็คือผิดไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม เหมือนกับ ‘เปาเจิ่ง’ หรือ ‘เปาบุ้นจิ้น’ ผู้พิพากษาแห่งเมืองไคฟง ที่เป็นตำนานผู้พิทักษ์คุณธรรมของชาวจีน
สิ่งนี้ทำให้เขาได้รับการยอมรับในวงการฟุตบอลอิตาลี และก้าวกระโดดจากลีกระดับ C1 และ C1 เลื่อนขึ้นเรื่อยมาสู่ระดับ เซเรีย อา (Serie A) และในปี 1995 เขาได้รับการบรรจุในฐานะผู้ตัดสินของ FIFA
เป็นจุดที่เรียกได้ว่าคอลลินา ก้าวขึ้นมาสู่การเป็นดาวเด่น ซึ่งไม่ใช่เฉพาะในแวดวงของผู้ตัดสินเท่านั้น
เขาพาตัวเองไปได้ไกลกว่านั้นมาก

การเป็นผู้ตัดสิน FIFA ทำให้คอลลินา ได้โอกาสในการตัดสินทัวร์นาเมนต์ระดับนานาชาติ โดยรายการแรกคือกีฬาโอลิมปิก 1996 ที่แอตแลนตา ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งแม้จะได้ลงทำหน้าที่แค่ 2 นัดและยังไม่ได้เป็นที่สนใจอะไรมากมาย (ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ควรมีใครมาสนใจผู้ตัดสินด้วยเพราะไม่ใช่ดารานักเตะ)
แต่อย่างน้อยมันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะหลังจากนั้นเขาได้โอกาสในการลงตัดสินทัวร์นาเมนต์ใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่ในระดับลีก หรือในทัวร์นาเมนต์ทีมชาติ แต่เป็นการลงทำหน้าที่ในรายการใหญ่อย่างแชมเปียนส์ ลีกด้วย
ในปี 1999 คอลลินา ได้รับเลือกทำหน้าที่ในเกมนัดชิงแชมเปียนส์ ลีก ที่สนามคัมป์ นู ในเกมระดับตำนานระหว่างบาเยิร์น มิวนิค และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งการทำหน้าที่ได้อย่างถูกต้องเข้มแข็งของเขา รวมกับภาพลักษณ์ของผู้ตัดสินที่ดูขึงขังจริงจังน่าเกรงขามทำให้เขาได้รับการพูดถึงและชื่นชมในทางที่ดี
โดยสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความขึงขังน่าเกรงขามของคอลลินา (ซึ่งอาการป่วยทำให้ผมและขนร่วงทั้งตัวตอนอายุ 45) นั้นมาจากครอบครัว เพราะคุณแม่เป็นคุณครู ขณะที่คุณพ่อเป็นทหาร จึงถูกอบรมสั่งสอนมาให้อยู่ใต้กฎระเบียบมาโดยตลอด
นอกจากนี้เมื่อโตขึ้นในช่วงที่เริ่มเข้าวงการผู้ตัดสิน อย่างที่บอกว่าเขาเคยเข้ากรมทหารรับใช้ชาติมาก่อน ซึ่งช่วงเวลานั้นได้มอบของขวัญที่ล้ำค่า นั่นคือประสบการณ์และสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากการอยู่ในกรมทหาร ซึ่งคำว่า ‘ระเบียบวินัย’ สำคัญเท่าชีวิต
คอลลินารู้วิธีที่จะจัดการทำให้ทุกคนอยู่ในกฎเดียวกันได้ และมีหลายโหมดให้เลือกใช้ไม่ว่าจะเป็นผู้ตัดสินหน้านิ่ง ผู้ตัดสินที่ขึงขัง ผู้ตัดสินที่โหดเฮี้ยบ ไปจนถึงผู้ตัดสินใจดี ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในวันนั้น
“ผมคือผู้คุมกฎ” คือคำพูดติดปากของผู้ตัดสินชาวเมืองโบโลญญาคนนี้ “คุณต้องเป็นที่ยอมรับในสนาม แต่มันต้องไม่ใช่เพราะว่าคุณคือผู้ตัดสิน แต่เป็นเพราะทุกคนเชื่อคุณ”
“งานของผู้ตัดสินเป็นหนึ่งในบริการของเรา” งานบริการของคอลลินาคือการตัดสินเกมฟุตบอลให้ถูกต้อง เที่ยงธรรม ส่วนผลการแข่งขันให้มันเป็นเรื่องของนักเตะ 22 คน และโค้ชอีก 2 คนที่อยู่ข้างสนามของแต่ละทีม
เขาทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นที่ยอมรับของทุกคน และไปถึงจุดสูงสุดของชีวิตในการตัดสินเกมนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2002 ระหว่างบราซิลและเยอรมนี
คอลลินา ได้รับรางวัลผู้ตัดสินยอดเยี่ยมของเซเรีย อา 7 สมัย (1998-2003 และ 2005) ผู้ตัดสินยอดเยี่ยมของโลกจาก IFFHS 6 สมัย (1998-2003)

อย่างไรก็ดีเขาตัดสินใจวางมือจากวงการในปี 2005 เนื่องจากถูกสหพันธ์ฟุตบอลอิตาลีห้ามลงทำหน้าที่ตัดสินหลังจากที่ได้รับสปอนเซอร์จากค่ายรถยนต์ Opel ซึ่งเวลานั้นเป็นสปอนเซอร์หลักของเอซี มิลาน และหวั่นว่าจะมีผลประโยชน์ทับซ้อน
เรื่องนี้ทำให้เขาตัดสินใจยื่นใบลาออกจากการเป็นผู้ตัดสินทันที
ก่อนที่ในเวลาต่อมาเมื่อมีคดีอื้อฉาว ‘Calciopoly’ ที่มีการว่าจ้างล้มบอลมากมาย แต่การสอบสวนพบว่าคอลลินา เป็นหนึ่งในผู้ตัดสินที่ปฏิเสธเงินอามิสสินจ้างจากลูชาโน มอจจี ผู้จัดการทั่วไปของยูเวนตุส ยังคงทำหน้าที่ตัดสินเกมอย่างเที่ยงธรรมโดยไม่หวั่นไหวต่ออำนาจมืด
สิ่งนี้คือบทพิสูจน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดถึงจุดยืนของผู้ตัดสินคนนี้
ก่อนที่ในอีก 6 ปีให้หลังจะได้รับเลือกเข้าสู่หอเกียรติยศของฟุตบอลอิตาลี โดยได้ก่อนตำนานผู้ยิ่งใหญ่ของทีมเอซี มิลานอย่างเปาโล มัลดินี หรือดีโน ซอฟฟ์ ผู้รักษาประตูวีรบุรุษฟุตบอลโลก 1982 ซึ่งเป็นการประกาศเกียรติคุณที่ยิ่งใหญ่ และยังคงทำงานในวงการฟุตบอลในฐานะที่ปรึกษาขององค์กรผู้ตัดสิน
แม้ว่าผู้ตัดสินจะไม่ได้รับการยกย่องมากเท่ากับนักฟุตบอลหรือบรรดาโค้ชและผู้จัดการทีม แต่แท้จริงแล้วบทบาทและหน้าที่ของพวกเขาสำคัญไม่น้อยไปกว่าใคร ซึ่งคอลลินา แสดงให้ทุกคนได้เห็นว่าการมีผู้ตัดสินที่ดีจริงๆ สักคนมันดีต่อเกมฟุตบอลแค่ไหน
โดยที่เวลาผ่านมา 20 ปีแล้วนับจากที่เขาวางมือ โลกก็ยังไม่มีผู้ตัดสินคนไหนที่มาถึงจุดเดียวกับเขาได้อีกเลย
ผู้ตัดสินที่เป็นตัวแทนของความยุติธรรมตัวจริง


