×

เปิด 3 กลลวงมิจฉาชีพพุ่งเป้าหลอกเยาวชน 17-23 ปี สูญเงินแล้วกว่า 11 ล้านบาท

โดย THE STANDARD TEAM
06.03.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบแสดงถึงภัยคุกคามจากมิจฉาชีพทางออนไลน์ที่พุ่งเป้าหลอกลวงเยาวชน

วันนี้ (6 มีนาคม) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.) และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดเผยข้อมูลการติดตามแผนประทุษกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพในช่วงระหว่างเดือนธันวาคม 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569

 

พบว่ามีพฤติการณ์มุ่งเป้าหลอกลวงไปที่กลุ่มเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะช่วงอายุระหว่าง 17-23 ปี โดยจากการรวบรวมข้อมูลรับแจ้งความผ่านระบบ Thaipoliceonline พบว่ามีคดีที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนในช่วงวัยดังกล่าวรวมทั้งสิ้น 18 คดี ซึ่งทีมวิเคราะห์ได้ถอดรหัสออกมาเป็น 3 รูปแบบกลลวงที่มิจฉาชีพมักใช้บ่อยที่สุด ดังนี้

 

1. ข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวก่อนหลอกโอนเงิน (พบ 16 คดี ความเสียหายกว่า 11 ล้านบาท) แผนประทุษกรรมในรูปแบบแก๊งคอลเซ็นเตอร์นี้แบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ เริ่มจากการโทรศัพท์ติดต่อและแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ (เช่น ตำรวจ, DSI, ปปง.) หรือเจ้าหน้าที่เครือข่ายโทรศัพท์มือถือ เพื่อแจ้งว่าเหยื่อเข้าไปพัวพันกับคดีร้ายแรง เช่น การฟอกเงิน หรือเว็บพนันออนไลน์

 

จากนั้นจะทำการควบคุมและบงการโดยให้เหยื่อแอดไลน์เพื่อพูดคุยกับตำรวจปลอม พร้อมสั่งกำชับห้ามนำเรื่องนี้ไปบอกผู้ปกครองโดยเด็ดขาด ต่อมามิจฉาชีพจะหลอกใช้เด็กเป็นเครื่องมือโดยบังคับให้กุเรื่องขอเงินจากพ่อแม่ (เช่น อ้างว่าใช้เป็นค่าดำเนินการเรียนต่อต่างประเทศ) และหลอกให้โอนเงินเหล่านั้นเข้าบัญชีม้า โดยอ้างว่าเป็นการนำไปตรวจสอบเส้นทางการเงินเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ เมื่อเหยื่อหลงเชื่อและโอนเงินเสร็จสิ้น คนร้ายจะบล็อกช่องทางการติดต่อและหลบหนีไปทันที ทำให้เหยื่อสูญเสียเงินทั้งหมด โดยมีกรณีตัวอย่างที่มิจฉาชีพอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ปปง. หลอกเยาวชนหญิงอายุ 18 ปี จนสูญเงินไปกว่า 1.4 ล้านบาท

 

2. หลอกลวงทางเทคโนโลยีรูปแบบอื่น (พบ 1 คดี ความเสียหาย 58,982 บาท) สำหรับรูปแบบนี้ มิจฉาชีพจะเริ่มจากการโทรศัพท์ติดต่อโดยอ้างตัวเป็นพนักงานบริษัท แจ้งว่าสินค้าที่เหยื่อสั่งซื้อไม่ได้คุณภาพและยินดีจะคืนเงินให้เต็มจำนวน จากนั้นจะขอให้เหยื่อแอดไลน์เพื่อติดต่อกับฝ่ายการเงินปลอม และหลอกให้ทำรายการผ่านแอปพลิเคชัน เมื่อเหยื่อหลงเชื่อกดทำตามขั้นตอนที่อ้างว่าเพื่อยืนยันการรับเงิน เงินในบัญชีของเหยื่อจะถูกดูดออกไปทั้งหมด ก่อนที่มิจฉาชีพจะบล็อกการติดต่อและหายตัวไป

 

3. หลอกลวงให้สำรองจ่ายเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ (พบ 1 คดี ความเสียหาย 32,833 บาท) แผนประทุษกรรมรูปแบบงานออนไลน์ นี้ มิจฉาชีพจะโพสต์โฆษณาชักชวนให้ทำงานที่อ้างว่าง่าย รายได้ดี และได้ค่าคอมมิชชันสูง โดยมีเงื่อนไขเพียงแค่ต้องสำรองจ่ายค่าสินค้าไปก่อน ในช่วงแรกมิจฉาชีพจะให้เหยื่อสำรองจ่ายในยอดเงินที่น้อยและโอนเงินคืนให้จริงเพื่อสร้างความตายใจ จากนั้นจะยกระดับภารกิจให้ลงทุนในยอดเงินที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเหยื่อต้องการถอนเงิน คนร้ายจะปฏิเสธโดยอ้างว่าทำผิดกฎหรือต้องจ่ายภาษีเพิ่มเติม สุดท้ายเหยื่อจะสูญเงินทั้งหมดและถูกบล็อกการติดต่อเช่นเดิม

 

ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอแจ้งเตือนประชาชนให้ตระหนักว่า เจ้าหน้าที่รัฐหรือหน่วยงานราชการจริงจะไม่มีการโทรศัพท์ไปแจ้งข้อกล่าวหาทางโทรศัพท์ ไม่มีการให้แอดไลน์เพื่อส่งเอกสารราชการ และไม่มีการให้โอนเงินมาเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินในทุกกรณี

 

นอกจากนี้ หากมีบุคคลอ้างว่าสินค้าไม่ได้คุณภาพและจะคืนเงินให้ ขออย่าเพิ่งหลงเชื่อ ให้ตรวจสอบกลับไปยังบริษัทต้นทางโดยตรง และห้ามกดลิงก์หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชันแปลกปลอมเด็ดขาด เพราะอาจเป็นการติดตั้งแอปพลิเคชันรีโมทเพื่อดูดเงิน สุดท้ายนี้ ขอให้ระมัดระวังโฆษณาชวนเชื่อเรื่องงานที่ได้เงินง่ายและต้องสำรองจ่ายไปก่อน เพราะนั่นคือกลลวงของมิจฉาชีพที่หวังหลอกเอาเงินก้อนใหญ่ ขอให้ประชาชนตั้งสติและตรวจสอบข้อมูลให้แน่ชัดก่อนทำธุรกรรมใดๆ เพื่อความปลอดภัยจากภัยไซเบอร์

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising