วันนี้ (2 พฤศจิกายน) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ปิยะรัชต์ ติยะไพรัชต์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการ ‘ปุ๋ยสั่งตัด…เพื่อ(เกษตรกร)ไทย’
โดยมี ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ให้การต้อนรับ และ ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) รายงานผลการดำเนินงาน
ภายในงานมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง วว. หน่วยงานในกำกับกระทรวง อว. กับ 4 หน่วยงานในสังกัดและกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และกรมวิชาการเกษตร เพื่อขยายผลโครงการและถ่ายทอดเทคโนโลยีตั้งแต่การตรวจวิเคราะห์ดิน ไปจนถึงการใช้เครื่องมือผสมปุ๋ยให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่
ศ.ดร.ยศชนันกล่าวว่า ปัจจุบันปุ๋ยที่นำเข้ามาในประเทศไทยมีราคาสูงขึ้น จึงได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยเฉพาะการนำแม่ปุ๋ยเข้ามาผลิตปุ๋ยให้เหมาะสมกับความต้องการของเกษตรกรแต่ละราย ผ่านการตรวจวิเคราะห์สภาพดิน เนื่องจากดินและพืชในแต่ละพื้นที่มีความต้องการใช้ปุ๋ยแตกต่างกัน
ทั้งนี้ เกษตรกรไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมี 100% แต่สามารถนำปุ๋ยอินทรีย์เข้ามาผสมเพื่อลดสัดส่วนการใช้ปุ๋ยเคมี พร้อมช่วยปรับปรุงคุณภาพดินให้ดีขึ้น โดยโครงการปุ๋ยสั่งตัดเป็นโครงการที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้เพิ่งเริ่มดำเนินการ และมีการนำเครื่องผลิตปุ๋ยไปทดลองใช้ในพื้นที่นำร่องแล้วประมาณ 4-5 เดือน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรว่าการใช้ปุ๋ยสูตรใหม่ที่เหมาะสมกับสภาพดิน จะยังสามารถรักษาคุณภาพและปริมาณผลผลิตได้ดีเช่นเดิม
ศ.ดร.ยศชนันกล่าวอีกว่า ขณะนี้ผลการดำเนินงานในพื้นที่นำร่องเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม จึงนำไปสู่การขยายผลร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้เกษตรกรสามารถผลิตปุ๋ยสูตรที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง เพื่อลดปริมาณการใช้ปุ๋ยที่ไม่จำเป็นและลดรายจ่ายด้านต้นทุนการเพาะปลูก ซึ่งเกษตรกรไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องผลิตปุ๋ยรูปแบบใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถใช้เครื่องผสมปุ๋ยทั่วไปที่มีอยู่เดิมได้เช่นกัน
เมื่อถามว่า โครงการดังกล่าวจะสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยและเกษตรกรอย่างไร ศ.ดร.ยศชนันกล่าวว่า ในช่วงที่เกิดปัญหาราคาน้ำมัน ส่งผลกระทบต่อการนำเข้าปุ๋ย และทำให้เกษตรกรกังวลว่าต้นทุนการผลิตจะสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
เริ่มจากการผสมแม่ปุ๋ยให้ถูกสัดส่วน เพื่อลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีที่ไม่จำเป็น ซึ่งจะช่วยลดรายจ่ายได้ส่วนหนึ่ง แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้น เกษตรกรก็ยังสามารถควบคุมต้นทุนด้านปุ๋ยได้ และหากราคาน้ำมันกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ก็จะยิ่งช่วยลดรายจ่ายได้มากขึ้น ขณะเดียวกันการปรับปรุงคุณภาพดินยังช่วยเพิ่มผลิตภาพทางการเกษตร และส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของเกษตรกร
สำหรับแผนขยายผลโครงการ ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า มีแผนดำเนินการนำร่องใน 3 จังหวัด โดยจังหวัดที่ 2 คือเชียงราย ซึ่งจะนำรูปแบบการดำเนินงานลักษณะเดียวกันไปใช้ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 30,000 ไร่ ส่วนจังหวัดที่ 3 อยู่ระหว่างพิจารณาจังหวัดชัยนาทหรือจังหวัดใกล้เคียง เพื่อกระจายการดำเนินงานไปยังหลายภูมิภาค พร้อมเปิดโอกาสให้สหกรณ์และชุมชนที่สนใจประสานงานกับกระทรวง อว. เพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนำไปขยายผลได้ด้วยตนเอง
ภายหลังพิธีเปิด ศ.ดร.ยศชนันและคณะได้ส่งมอบเครื่องจักรผสมปุ๋ยอัตโนมัติจำนวน 5 ชุด ให้กับสหกรณ์แม่ข่ายในจังหวัดอุดรธานี 5 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. อุดรธานี จำกัด, สหกรณ์การเกษตรกุมภวาปี จำกัด, สหกรณ์การเกษตรเมืองหนองหาน จำกัด, สหกรณ์การเกษตรสร้างคอม จำกัด และสหกรณ์การเกษตรหนองวัวซอ จำกัด เพื่อนำไปต่อยอดให้บริการเกษตรกรในพื้นที่ โดยมุ่งให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุด และสามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ลดต้นทุนการผลิตได้อย่างยั่งยืน

