ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรี (ครม.) คนที่ 3 ซึ่งได้ลุกขึ้นกล่าวชี้แจงข้อซักถามของสมาชิกรัฐสภา ในวันที่ 2 ของการประชุมร่วมกันของรัฐสภา วาระการแถลงนโยบายของ ครม. ต่อรัฐสภา
ยศชนันระบุถึงการใช้แนวทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็น ‘กระดูกสันหลัง’ หลักในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยวางยุทธศาสตร์สำคัญไว้ 4 ด้าน เริ่มจากการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เชื่อมโยงงานวิจัยเชิงลึก หรือ Deep Tech จากรั้วมหาวิทยาลัยสู่การใช้ประโยชน์จริงในภาคอุตสาหกรรม
“นวัตกรรมจะเกิดจากงานวิจัยเชิงลึกและนวัตกรรมก็จะเกิดจากสิ่งที่เอกชนมีอยู่แล้ว แต่ภาคการศึกษามีความจำเป็นที่จะต้องช่วยเรื่องเกี่ยวกับทุนมนุษย์ นักคิดต้องอยู่ร่วมกับนักปฏิบัติ” ยศชนันกล่าว
รองนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยระบุถึงกลไกการยกระดับเทคโนโลยีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ (TRL 1-9) ซึ่งจะมีการสนับสนุนทั้งงบประมาณภาครัฐและเงินร่วมลงทุนจากเอกชน พร้อมให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในและต่างประเทศ (PCT) เพื่อให้นักวิจัยได้รับรายได้อย่างทั่วถึงและไม่เสียโอกาสในการแข่งขันระดับโลก
ส่วนนโยบายด้านความมั่นคง ยศชนันระบุว่า จะทำอย่างไรให้เรามีเอกราชด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งกระทรวง อว. จะทำงานร่วมกับกระทรวงกลาโหม เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน ขณะที่ประเด็นความปลอดภัยทางไซเบอร์ ต้องเชื่อมโยงกับการสื่อสารเชิงควอนตัม ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ที่เราจำเป็นจะต้องรู้
ทั้งนี้ ในมิติทางเศรษฐกิจ กระทรวง อว. มุ่งเป้าไปที่การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่โดยมี ‘เศรษฐกิจสุขภาพ’ (Wellness Economy) เป็นแกนหลักที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบสูง
“ถ้าวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ Wellness ประเทศไทยสามารถขึ้นเป็นอันดับหนึ่งได้ และแน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่มีใครที่จะเถียงเราได้”
แนวทางดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมการแพทย์ขั้นสูง เช่น การบำบัดด้วยเซลล์และยีน (Cell and Gene Therapy) เพื่อรักษามะเร็งและโรคอุบัติใหม่ การผลิตเครื่องมือแพทย์มูลค่าสูง ไปจนถึงการยกระดับอุตสาหกรรมดิจิทัลผ่านการสร้าง Supply Chain ของ AI และ Data Center ที่เน้นการพัฒนาชิปประมวลผลและการจัดการพลังงานเพื่อสร้างการจ้างงานใหม่
ขณะเดียวกัน ยังคงให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานรากผ่านเกษตรมูลค่าสูง โดยใช้นวัตกรรมเพิ่มผลิตภาพให้กับแรงงานในภาวะสังคมสูงวัยอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ นวัตกรรมจะถูกนำมาใช้แก้ปัญหาสังคมและความมั่นคงอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศร่วมกับกระทรวงกลาโหมเพื่อให้ไทยมีเอกราชทางเทคโนโลยี การใช้ควอนตัมคอมมิวนิเคชั่นเพื่อเสริมความปลอดภัยทางไซเบอร์ การสร้างความโปร่งใสผ่านระบบ Open Data เพื่อต่อต้านคอร์รัปชัน รวมถึงการรับมือกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติอย่างแม่นยำ
สำหรับยุทธศาสตร์สุดท้ายที่ถือเป็นหัวใจสำคัญคือ การพลิกโฉมมหาวิทยาลัยไทยให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) โดยยศชนันให้ทิศทางว่า มหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยน ต้องรับทุกคน ตั้งแต่ต้นทางไปถึงผู้สูงอายุ เพื่อที่จะสามารถอัปสกิลและรีสกิลได้ พร้อมทั้งปรับปรุงระบบการเข้าศึกษาอย่าง T-CAS เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มคุณภาพทางการศึกษา
“การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงเรื่องของภาครัฐ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน และผมจะทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุดเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อความหวังของคนไทย” ยศชนันทิ้งท้าย


