คณะนักศึกษาหลักสูตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 15 (ปนป.15) กลุ่มเหยี่ยว สถาบันพระปกเกล้า ลงพื้นที่ตำบลยี่สาร อำเภออัมพวา ขับเคลื่อนโครงงานเชิงปฏิบัติการ ‘การพัฒนาภูมิปัญญาชุมชนป่าชายเลน เพื่อการจัดการและใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืน’ มุ่งยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านงานหัตถศิลป์ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ พร้อมสร้างกลไกการดูแลทรัพยากรด้วยหลัก ‘ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม’


ชู ‘น้ำกะเตา’ อัตลักษณ์แห่งป่าชายเลนยี่สาร
จากการลงพื้นที่ศึกษาชุมชน คณะนักศึกษาพบขุมทรัพย์ทางภูมิปัญญาที่สำคัญคือ ‘น้ำกะเตา’ ซึ่งเป็นน้ำที่ได้จากการต้มเคี่ยวเปลือกไม้ตะบูนและโกงกาง ภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ใช้ถนอมแหอวนของชาวบ้านยี่สารได้ถูกนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ 100% โดยให้โทนสีน้ำตาลอมแดงที่เป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ยังมีสีจากใบหูกวาง โพทะเล และลูกจาก ซึ่งสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศรอยต่อป่าชายเลนและป่าบก

จารีต ‘ป่าปลูกต่อ’ : กติกาชุมชนที่เข้มแข็งกว่ากฎหมาย
ข้อค้นพบที่สำคัญของโครงการนี้คือระบบการจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืนผ่าน ‘จารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น’ โดยเฉพาะระบบ ‘ป่าปลูกต่อ’ ในพื้นที่เอกชน ซึ่งเจ้าของที่ดินจะปลูกไม้โกงกางทดแทนทันทีหลังการตัดขาย และอนุญาตให้คนในชุมชนเข้ามาใช้ประโยชน์จากพืชชนิดอื่นหรือจับสัตว์น้ำได้ภายใต้ความถ้อยทีถ้อยอาศัย รวมไปถึงวิถีการลอกเปลือกไม้เพื่อทำสีเพียงครึ่งต้นเพื่อให้ต้นไม้ฟื้นฟูตัวเองได้ ซึ่งเป็นบรรทัดฐานทางสังคมที่ทรงประสิทธิภาพในการรักษาความสมดุลระหว่างมนุษย์และป่า



ยกระดับการตลาดดิจิทัลและบรรจุภัณฑ์
เพื่อตอบโจทย์ตลาดสมัยใหม่ กลุ่มเหยี่ยว ปนป.15 ได้ดำเนินการส่งเสริมใน 2 มิติหลัก
- บรรจุภัณฑ์สื่อสารเรื่องราว (Storytelling Packaging) พัฒนากล่องกระดาษคราฟท์ที่บอกเล่าเส้นทางของน้ำกะเตา เพื่อเปลี่ยนสถานะสินค้า OTOP สู่แบรนด์หัตถกรรมพรีเมียม
- คลังสารสนเทศดิจิทัล จัดทำระบบสารสนเทศสำเร็จรูปและ Coaching การจัดการ Facebook Page ให้กับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อขยายฐานลูกค้าสู่คนรุ่นใหม่ที่รักษ์สิ่งแวดล้อม



สร้าง ‘พลเมืองสิ่งแวดล้อม’ สู่ความยั่งยืน
หนึ่งในคณะนักศึกษา เปิดเผยว่า โครงงานนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงตัวเลขยอดขาย แต่หัวใจสำคัญคือการสร้าง ‘พลเมืองสิ่งแวดล้อม’ ผ่านกิจกรรม Workshop และเวทีล้อมวงเสวนา เพื่อให้คนในชุมชนเกิดจิตสำนึกแห่งความเป็นเจ้าของ โดยผลการดำเนินงานพบว่าสมาชิกกลุ่มและเยาวชนในพื้นที่มีความตระหนักในสิทธิและการมีส่วนร่วมจัดการทรัพยากรของตนเองอย่างชัดเจน
ทั้งนี้ โครงงานดังกล่าวถือเป็นโมเดลต้นแบบที่ยืนยันว่า ‘ป่าอยู่ได้ คนอยู่ได้’ บนรากฐานของความยุติธรรมและการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เป็นธรรม ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านการจัดการทรัพยากรโดยชุมชนต่อไป



