×

กลิ่นสงครามโลกครั้งที่ 3?

09.03.2026
  • LOADING...
ภาพความขัดแย้งในตะวันออกกลาง บ่งชี้สถานการณ์ตึงเครียดที่อาจนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3

ช่วงนี้คงไม่มีเรื่องไหนที่ร้อนแรงไปกว่าเหตุการณ์ที่อิสราเอลและสหรัฐอเมริกาจับมือกันถล่มอิหร่านอย่างหนัก จรวดนับร้อยนับพันบินกันว่อนอย่างกับภาพยนตร์ หรือนี่อาจเป็นสัญญาณการเริ่มต้นของ ‘สงครามโลกครั้งที่ 3’?

 

สหรัฐฯ กับอิหร่านเคยเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันเมื่อสมัยที่อิหร่านยังเป็นราชอาณาจักร มีกษัตริย์ที่ชื่อชาร์ อิหร่านในยุคนั้นถือว่าทันสมัยมาก ผู้คนใช้ชีวิตกันอย่างเสรี ไม่ได้เคร่งศาสนา วัฒนธรรมป๊อบของสหรัฐฯ ไหลเข้าไปแบบเต็มๆ สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนในแทบทุกด้าน ปกป้องราชวงศ์ ช่วยพัฒนาในหลายมิติ แลกกับการที่อิหร่านดูแลผลประโยชน์ และหยิบยื่นผลประโยชน์ให้แก่สหรัฐฯ ซึ่งแน่นอนว่าคือผลประโยชน์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ และน้ำมัน

 

เพราะอิหร่าน เป็นหนึ่งในประเทศที่มีภูมิศาสตร์ดีที่สุดในโลก ติดทะเลหลายด้าน และอยู่กึ่งกลางระหว่างเอเชียและยุโรป เรียกได้ว่าในอดีตใครจะไปไหนก็ต้องผ่านอิหร่าน นี่จึงเป็นหัวใจของการเดินทาง และการค้าขายของโลกนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และเป็นเหตุผลของความเจริญในอดีตของอาณาจักร ‘เปอร์เซีย’ ที่อยู่บริเวณนี้มาก่อนที่จะกลายร่างเป็นอิหร่าน

 

นอกจากนี้ ยังมีช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz Strait) ที่เป็นเส้นทางเดินเรือที่มีความสำคัญลำดับต้นๆ ของดาวดวงนี้ สินค้า น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ทั้งหมดทั้งปวงล้วนผ่านช่องทางนี้ก่อนออกไปสู่ประเทศต่างๆ

 

ในมิติด้านภูมิรัฐศาสตร์ อิหร่านจึงมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างมาก ใครคุมพื้นที่นี้ได้ ก็เท่ากับคุม logistics ของโลก ทั้งมิติของพลังงาน การขนส่ง การเดินทาง และ supply chain

 

ต่อมาเมื่ออิหร่านเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์ไปสู่ระบอบศาสนาอย่างเคร่งครัด ผู้นำที่ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งและอยู่ในตำแหน่งอย่างยาวนาน มีความไม่ไว้ใจสหรัฐฯ และชาติตะวันตกอย่างรุนแรง สหรัฐฯ จึงจำเป็นต้องถอยออกมา และแน่นอนเป็นที่สุด สหรัฐฯ เสียผลประโยชน์ที่เคยได้ นำมาซึ่งความขัดแย้งยาวนานระหว่างสหรัฐ (รวมถึงอิสราเอล) กับอิหร่าน

 

จากเหตุผลของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ออกมาประกาศถึงเหตุผลของการบุกถล่มอิหร่านในครั้งนี้ ก็ต้องบอกว่า ไม่ได้ต่างอะไรกับการฟังประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ย้อนกลับไปถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเย็น ฟังแล้วเหมือนว่า สหรัฐฯ หมดความอดทนกับอิหร่าน ในฐานะประเทศที่สนับสนุนการก่อการร้ายและพยายามจะสะสมอาวุธนิวเคลียร์ จนนำมาซึ่งปฏิบัติการทหารเต็มรูปแบบในครั้งนี้ จนคร่าชีวิตผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้สำเร็จอย่างที่ทั่วโลกเห็นแล้วต้องเบะปากมองบน เพราะมันดูป่าเถื่อนและตามใจเสียเหลือเกิน

 

แต่เหตุผลลึกๆ จะมีอะไรในกอไผ่มากกว่านั้นหรือไม่ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับจีน?

 

จากการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอิหร่านพบว่า จีนมีการลงทุนในอิหร่านไม่น้อย โดยเฉพาะในการเป็นผู้ซื้อพลังงานรายสำคัญของอิหร่าน ส่งผลให้จีนกับอิหร่านมีความสัมพันธ์ทางการทูตที่ค่อนข้างดี และมีอิทธิพลในอิหร่านมากพอดูเลยทีเดียว

 

แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่หากลองวิเคราะห์กันดูดีๆ การโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ มีความคล้ายกับการโจมตีเวเนซุเอลาและการพยายามจะซื้อกรีนแลนด์อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมิติที่พื้นที่ทั้งหมดนี้คือพื้นที่ที่จีนมีอิทธิพลอยู่เหมือนๆ กัน อีกทั้งยังเป็นที่ที่จีนพึ่งพาในด้านอุปทาน (Supply) และมีเส้นทางการขนส่งสินค้าที่สำคัญ

 

หากเรื่องนี้มีส่วนจริง ก็อาจจะต้องมองเหตุการณ์นี้ใหม่ ว่านี่อาจไม่ใช่แค่การโจมตีอิหร่านด้วยเหตุผลว่าอิหร่านสนับสนุนการก่อการร้ายและสะสมนิวเคลียร์ แต่อาจเป็นการมุ่งเป้าไปที่การตัดอิทธิพลและห่วงโซ่อุปทานของจีนหรือไม่?

 

ถ้าใช่ สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ น่าจะเป็นเพียงแค่ trailer ของภาพยนตร์เรื่องยาว ที่อาจนำไปสู่ ‘สงครามโลกครั้งใหม่’

 

ย้อนกลับมาสู่เหตุการณ์ในปัจจุบัน การที่อิหร่านโจมตีประเทศรอบข้างโดยเฉพาะที่มีฐานทัพสหรัฐฯ และโลกตะวันตกอยู่เสมือนการลากทุกคนรอบตัวเข้าสู่สงคราม จนหลายประเทศลุกขึ้นมาประกาศสงครามและพร้อมตอบโต้หากได้รับผลกระทบ รวมถึงการที่จีนลุกขึ้นมาเล่นบทผู้นำการรักษาไว้ซึ่งระเบียบกติกาสากลของโลกเดิม และกติกาของ UN พร้อมประณามการกระทำของสหรัฐฯ อย่างตรงไปตรงมา

 

ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณบอกว่างานนี้ การขยายวงและการยกระดับของสงคราม มีความเป็นไปได้สูง

 

เมื่อสงครามปะทุ ผู้คนในประเทศอิหร่านก็แตกออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งสรรเสริญสหรัฐฯ ที่เข้ามาช่วยปลดปล่อยจากระบอบเผด็จการที่โหดร้าย แต่อีกฝั่งร่ำไห้เพราะการจากไปของผู้นำสูงสุด ภาพเหล่านี้ชี้ให้เห็นบทเรียนที่น่าสนใจ คือความแตกกันทางความคิดของคนในชาติ เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่หล่อลื่นให้การแทรกแซงจากภายนอกทำได้ง่ายขึ้น

 

ประเทศอย่างเราก็ต้องพึงระลึกเสมอว่า การเมืองระหว่างประเทศ กับการเมืองภายในประเทศ อยู่ใกล้กันมากกว่าที่คิด จะแยกขาดจากกันเป็นเรื่องยาก การเอาตัวรอด รวมถึงการคว้าไว้และรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของชาติ จึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ต้องใส่ใจ

 

สำหรับประเทศไทยและคนไทยเรา สิ่งที่จะกระทบแน่ๆ ด้านหนึ่ง ก็คงหนีไม่พ้น ราคาน้ำมัน ก๊าซ รวมถึงสินค้าต่างๆ ที่ส่งมาจากต่างประเทศ เพราะเมื่อช่องแคบปิด การเดินทางก็ชะงัก น้ำมันที่ส่งออกมาชะงัก ก็น่าจะส่งผลถึงราคาน้ำมันและการเดินทาง รวมไปถึงสินค้าและบริการที่ใช้น้ำมันเป็นปัจจัยก็น่าจะทยอยขึ้นราคา ซึ่งเรื่องนี้น่าจะกระทบเป็นวงกว้างไม่ใช่แค่ประเทศไทย

 

อีกด้านหนึ่ง ก็ต้องมองกันในมุมความมั่นคงด้วยเช่นกัน เพราะประเทศไทยเป็นแหล่งรวมของคนทุกชาติทุกภาษา ทั้งอเมริกัน อิสราเอล อิหร่าน และอื่นๆ ล้วนมีชุมชนในประเทศไทยทั้งสิ้น อันนี้ก็ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าสงครามในตะวันออกกลางจะกระเด็นมาถึงประเทศไทยได้หรือไม่ เช่น ในรูปแบบการก่อการร้ายหรือการก่อวินาศกรรมต่อชุมชนต่างชาติต่างๆ เหล่านี้

 

ในด้านภาพใหญ่ของประเทศ งานนี้ต้องหูตาไว ต้องเล่นเกมให้เป็น หาหลังพิงให้ได้ โดยเฉพาะถ้าพิงอาเซียนได้ก็น่าจะปลอดภัยมากขึ้น แต่อย่างว่า…อาเซียนจะพิงได้หรือไม่ใครๆ ก็รู้กันดี ถ้าพิงแล้วจะพากันล้มก็คงต้องพอก่อน แบบที่วัยรุ่นเค้าบอกว่า “อาจจะยังน้า”

 

หรืออาจจะถึงเวลาที่ต้องลุกขึ้นมาปัดฝุ่นอาเซียน ทำให้อาเซียนแข็งแรงพอที่จะพิงได้เสียที

 

หรือนี่อาจเป็นบทบาทที่ไทยต้องเป็นผู้นำ แล้วทำอาเซียนให้เป็นปึกแผ่น แล้วพากันผ่านวิกฤตโลกไปด้วยกัน

 

อาจจะดีนะ ดีกว่าอยู่ไปวันๆ แล้วรั้งท้ายอาเซียนในทุกมิติ

 

สุดท้ายก็หวังว่าวันนี้โลกทั้งใบจะยังพอมีโอกาสที่จะป้องกัน สกัดกั้น ไม่ให้เกิดสงครามโลกครั้งใหม่ หวังว่าประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กอื่นๆ จะร่วมมือร่วมใจกันรักษากติกาของโลกไว้ให้ได้ อย่างน้อยก็ให้คนที่ตายไปหลายล้านคนในสงครามโลกก่อนหน้านี้…ไม่เสียเปล่า

 

ดูจากพฤติกรรมของมหาอำนาจวันนี้แล้ว คงต้องยอมรับกันตรงๆ ว่า น่าเป็นห่วง ฟางเส้นสุดท้าย ก็ยังเชื่อว่าเป็นเกาะที่ชื่อ ‘ไต้หวัน’ แตะเมื่อไร มังกรจะตื่นและวันนั้นคงจะได้เห็น ‘สงครามโลกครั้งที่ 3’ เป็นแน่

 

ภาพ: Majid Asgaripour/WANA (West Asia News Agency) via REUTERS

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising