×

สร้างอนาคตไทยวันนี้ ยกระดับเศรษฐกิจ สร้างงานคุณภาพ

โดย THE STANDARD TEAM
04.11.2026
สตีเฟน เอ็น. เนดกวา ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026

สตีเฟน เอ็น. เนดกวา (Stephen N. Ndegwa) ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา กล่าวบนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 ในหัวข้อ Building Thailand’s Future Today: Higher Value, Better Jobs ถึงแนวทางผลักดันเศรษฐกิจไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 โดยเน้นย้ำว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับผลิตภาพ (Productivity) เพื่อให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้อย่างรวดเร็วอีกครั้ง

 

เนดกวาย้อนถึงการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงทศวรรษ 1990 หลังเคยขยายตัวเฉลี่ยสูงถึง 8% ต่อปี นับเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยเติบโตเร็วที่สุด และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง ทว่าต่อมา เศรษฐกิจไทยกลับเติบโตเฉลี่ยเพียง 2-2.2% ต่อปี หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19

 

เนดกวาระบุว่า หากประเทศไทยต้องการก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 อัตราการเติบโตของรายได้ต่อหัวจะต้องอยู่ที่อย่างน้อย 5.4% ต่อปี แต่หากยังเติบโตในระดับ 2.2% ต่อปี ไทยอาจต้องรอจนถึงปี 2056 จึงจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

 

ขณะเดียวกัน เนดกวายังกล่าวถึงบทเรียนสำคัญจากการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก ที่เพิ่งสิ้นสุดลงในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยมี 3 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย ได้แก่ การนำ AI มาใช้เพื่อสร้างงาน การเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการระดมเงินทุนจากภาคเอกชน

 

ในประเด็นการลงทุน เนดกวาชี้ว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยมีสัดส่วนการลงทุนอยู่ที่ประมาณ 22% ของ GDP ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงที่มีสัดส่วนประมาณ 30% ของ GDP จึงยังมีช่องว่างให้ไทยสามารถเพิ่มการลงทุนเพื่อเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อีกมาก

 

จากบทเรียนดังกล่าว ธนาคารโลกมองว่า ประเทศไทยยังมีโอกาสสำคัญ 3 ด้านที่จะช่วยเพิ่มผลิตภาพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปสู่เป้าหมายประเทศรายได้สูง ได้แก่

 

1. ส่งเสริมการแข่งขัน เปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กเติบโต

 

เนดกวาระบุว่า แนวทางแรก คือ การลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดและส่งเสริมการแข่งขันทางธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการรายใหม่สามารถเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ธุรกิจที่มีผลิตภาพสูงก็ควรได้รับโอกาสในการขยายกิจการ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเพิ่มการจ้างงาน

 

ปัจจุบัน ธุรกิจขนาดเล็กคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 81% ของผู้ประกอบการในภาคการผลิตของไทย แต่กลับมีสัดส่วนการจ้างงานเพียง 16% รวมถึงยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มต่อแรงงานได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่

 

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการสนับสนุนให้ธุรกิจขนาดเล็กเติบโต โดยเนดกวาเสนอให้รัฐบาลลดต้นทุนในการเริ่มต้นและขยายกิจการ รวมถึงเดินหน้าปรับปรุงกฎระเบียบผ่านแนวทางปฏิรูปกฎหมาย (Regulatory Guillotine) เพื่อลดข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ

 

นอกจากนี้ ไทยยังควรส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรมระหว่างรัฐวิสาหกิจกับภาคเอกชน ตลอดจนปรับปรุงการกำกับดูแลการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ เพื่อป้องกันการครอบงำตลาดที่อาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขัน

 

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการเพิ่มโอกาสให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยเนดกวาเสนอให้นำข้อมูลธุรกรรมดิจิทัล เช่น ยอดขาย ฐานลูกค้า และวินัยในการบริหารบัญชี มาใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันสามารถเข้าถึงเงินทุนได้มากขึ้น

 

2. ผลักดันการใช้ AI และนวัตกรรมในธุรกิจขนาดเล็ก

 

เนดกวามองว่า แม้ประเทศไทยจะประสบความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนด้าน Data Center แต่โอกาสสำคัญในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจจาก AI อยู่ที่การนำเทคโนโลยีซึ่งมีราคาที่เข้าถึงได้และสามารถใช้งานได้จริง มาประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก

 

ปัจจุบัน ไทยมีธุรกิจขนาดเล็กเพียง 7% ที่นำ AI มาใช้ เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกาที่มีสัดส่วน 33% ซึ่งเนดกวามองว่า หากไทยสามารถเพิ่มสัดส่วนการใช้ AI ในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กได้เป็น 2-3 เท่า ก็จะช่วยสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจได้อย่างมาก

 

ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับการนำ AI มาใช้ทดแทนแรงงานนั้น เนดกวาระบุว่า ผลการศึกษาของธนาคารโลกพบว่า บริษัทไทยคาดการณ์ว่าการนำ AI และนวัตกรรมมาใช้จะช่วยเพิ่มผลิตภาพและการจ้างงาน มากกว่าจะทำให้จำนวนพนักงานลดลง

 

ด้วยเหตุนี้ ธนาคารโลกจึงเสนอให้ประเทศไทยปรับทิศทางนโยบายส่งเสริมเทคโนโลยี โดยให้ความสำคัญกับการสร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจขนาดเล็กนำ AI มาใช้มากขึ้น ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมภายในประเทศ

 

3. ขยายการค้าและเชื่อมโยงตลาดอาเซียนกว่า 700 ล้านคน

 

สำหรับโอกาสสุดท้าย เนดกวามองว่า ประเทศไทยควรยกระดับความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ โดยเฉพาะอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรมากกว่า 700 ล้านคน และอยู่ใกล้กับประเทศไทย

 

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการสนับสนุนให้ SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการผลิตสินค้าและส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ เนื่องจากบริษัทที่ประกอบธุรกิจส่งออกมีแนวโน้มที่จะมีผลิตภาพสูงกว่า และจ่ายค่าจ้างให้แรงงานสูงกว่าอย่างน้อย 10%

 

อย่างไรก็ตาม เนดกวาชี้ว่า การค้าระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนยังมีสัดส่วนเพียงประมาณ 1 ใน 5 ของมูลค่าการค้าทั้งหมด ขณะที่การค้าระหว่างประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) มีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 2 ใน 3 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า อาเซียนยังมีโอกาสอีกมากในการขยายการค้าภายในภูมิภาค

 

ธนาคารโลกจึงเสนอให้ประเทศสมาชิกอาเซียนยกระดับความร่วมมือด้านกฎระเบียบ อำนวยความสะดวกทางการค้า และลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงตลาดและขยายโอกาสทางเศรษฐกิจร่วมกัน

 

ขณะที่ในช่วงท้าย เนดกวาย้ำว่า ธนาคารโลกยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย เนื่องจากมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และเคยประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็วมาแล้วในอดีต โดยมองว่า หากประเทศไทยสามารถเดินหน้าปฏิรูปทั้ง 3 ด้านได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็มีโอกาสที่จะเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจและบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037

 


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories