×

ผู้เชี่ยวชาญผลักดัน WHO ประกาศให้วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโลก

โดย THE STANDARD TEAM
17.05.2026
  • LOADING...
ภาพโลกและสัญลักษณ์ WHO สื่อถึงวิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข

กลุ่มผู้เชี่ยวชาญชั้นนำระดับนานาชาติเรียกร้ององค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็น ‘ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ’ ชี้การยกระดับการเตือนภัยสูงสุดดังกล่าว จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศ และอาจช่วยรักษาชีวิตผู้คนหลายล้านจากผลกระทบของสภาพอากาศสุดขั้ว

 

 

คณะกรรมาธิการด้านสภาพภูมิอากาศและสุขภาพประจำภาคพื้นยุโรป

 

(Pan-European Commission on Climate and Health) ซึ่งเป็นคณะที่ปรึกษาอิสระจัดตั้งโดย WHO ได้ข้อสรุปว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพในระดับโลก จนถึงขั้นที่ WHO ควรประกาศให้เป็น ‘ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ’ หรือ PHEIC

 

รายงานของคณะกรรมาธิการระบุว่า การแพร่กระจายของโรคติดต่อนำโดยแมลง เช่น โรคไข้เลือดออก และโรคชิคุนกุนยา รวมถึงผลกระทบต่อสุขภาพจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว ปรากฏการณ์โลกร้อน ความไม่มั่นคงทางอาหาร และมลพิษทางอากาศ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้การประกาศภาวะฉุกเฉินนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยรายงานฉบับนี้จะถูกนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรียุโรปในวันอาทิตย์ (17 พ.ค.) ก่อนการประชุมสมัชชาอนามัยโลก (WHA) จะเริ่มขึ้นในวันจันทร์

 

PHEIC ถือเป็นการประกาศเตือนภัยด้านสุขภาพระดับสูงสุด ซึ่งก่อนหน้านี้เคยใช้กับการระบาดของโรคติดต่อ เช่น โควิด และเอ็มพ็อกซ์ (ฝีดาษวานร) แม้ว่าการประกาศภาวะฉุกเฉินเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถยับยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ แต่มันจะเป็นกลไกสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการตอบสนองร่วมกันในระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากต่อการรับมือวิกฤตสุขภาพในปัจจุบัน แต่ที่ผ่านมายังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

 

คณะกรรมาธิการซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ 11 คน รวมถึงอดีตรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงสิ่งแวดล้อมของหลายประเทศ ระบุว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือข่าวปลอม แต่เป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นทันทีและต่อเนื่องยาวนาน ต่อทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ อาหาร น้ำ สิ่งแวดล้อม ตลอดจนความมั่นคงทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และระดับชาติ”

 

คาทรีน ยาคอปสโตทีร์ อดีตนายกรัฐมนตรีไอซ์แลนด์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ให้สัมภาษณ์กับ Guardian ว่า “วิกฤตสภาพภูมิอากาศอาจไม่ใช่โรคระบาดใหญ่ แต่มันคือภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่คุกคามสุขภาพและการอยู่รอดของมนุษยชาติ หากเราไม่ดำเนินการให้รวดเร็วและครอบคลุมกว่านี้ ผู้คนอีกหลายล้านอาจต้องเสียชีวิตหรือเผชิญกับอาการเจ็บป่วยที่เปลี่ยนชีวิตพวกเขาไปตลอดกาล”

 

ทางด้าน เซอร์ แอนดรูว์ เฮนส์ ศาสตราจารย์ด้านการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข ที่ London School of Hygiene & Tropical Medicine และหัวหน้าที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ของคณะกรรมาธิการชุดนี้ เสริมว่า แม้ WHO ตระหนักดีอยู่แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามหลักต่อสุขภาพของผู้คนทั่วโลก แต่สิ่งที่ทางกลุ่มเรียกร้องคือการก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง

 

หยุดอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล

 

นอกจากนี้ รายงานยังเรียกร้องให้รัฐบาลต่าง ๆ ยุติการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นต้นเหตุโดยตรงของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึง 600,000 รายต่อปีเฉพาะในยุโรป โดยพบว่าใน 12 ประเทศยุโรป งบประมาณที่ใช้อุดหนุนฟอสซิลในปี 2023 นั้นสูงกว่า 10% ของงบประมาณสาธารณสุขระดับชาติ และใน 4 ประเทศ งบอุดหนุนส่วนนี้สูงกว่างบประมาณสาธารณสุขทั้งประเทศเสียด้วยซ้ำ

 

รายงานยังผลักดันให้มีมาตรการจัดการกับข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) การนำผลการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพจากสภาพภูมิอากาศในระดับชาติไปใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น และการยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตด้วยเช่นกัน

 

“วิธีที่จะท้าทายความเชื่อแบบผิดๆ และการบิดเบือนข้อมูลเรื่องสภาพภูมิอากาศนั้นง่ายมาก นั่นคือการทำให้มันเป็น ‘เรื่องส่วนตัว’ เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นที่อื่น เกิดกับคนอื่น หรือจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่มันกำลังทำให้อายุขัยของคนในเมืองต่างๆ ของยุโรปสั้นลงในขณะนี้ มันกำลังทำให้โรงพยาบาลเนืองแน่นไปด้วยผู้ป่วย และเป็นตัวการขับเคลื่อนความวิตกกังวล ความเครียด รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ”

 

“เมื่อข้อโต้แย้งด้านสุขภาพและข้อโต้แย้งด้านสภาพภูมิอากาศกลายเป็นเรื่องเดียวกัน เมื่อนั้นมันจะกลายเป็นเรื่องยากมากที่ใครจะคัดค้านได้” ยาคอปสโตทีร์กล่าว

 

นอกจากนี้ รายงานยังเสนอแนะว่าระบบสาธารณสุขของแต่ละประเทศจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เช่น การออกแบบโรงพยาบาลที่ไม่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและมีระบบจัดการความร้อนที่มีประสิทธิภาพ

 

รายงานสรุปว่า ภาคสาธารณสุขมีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 5% ของการปล่อยมลพิษทั่วโลก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการปรับตัวเพื่อสร้างความพร้อมรับมือให้มากขึ้น

 

เสียงขานรับ

 

นพ. ฮันส์ คลูเกอ ผู้อำนวยการ WHO ประจำภูมิภาคยุโรป ตอบรับข้อเสนอแนะนี้ โดยกล่าวว่า “ความขัดแย้งในยูเครนและตะวันออกกลางแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้นหมายถึงอะไร มันไม่ใช่แค่บิลค่าไฟที่แพงขึ้น แต่หมายถึงระบบสาธารณสุขที่ตึงตัวหรือพังทลาย การหยุดชะงักของแหล่งอาหารและเชื้อเพลิง รวมถึงสังคมที่ต้องอยู่ภายใต้ความกดดัน”

 

“การลงมือแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศในตอนนี้ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่มันคือเหตุผลด้านความมั่นคง สุขภาพ และเศรษฐกิจรวมกัน และมันคือความถูกต้องทางศีลธรรม” ผอ. WHO ยุโรป กล่าว พร้อมกับเสริมว่า การตัดสินใจของรัฐบาลในวันนี้จะเป็นตัวกำหนดภาระโรคภัยไข้เจ็บของเด็กๆ ในอนาคต

 

“ตอนนี้จึงเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้และปกป้องคนรุ่นหลัง ผมขอให้คำมั่นว่าจะทำให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้รับการปฏิบัติในฐานะภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพอย่างที่มันเป็นจริง ๆ ในทั้ง 53 ประเทศสมาชิก WHO ภูมิภาคยุโรป”

 

ขณะที่ โยฮัน ร็อกสตรอม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศพอทสดัม (Potsdam Institute for Climate Impact Research) ขานรับรายงานฉบับนี้เช่นกัน

 

“เรากำลังล่วงละเมิดขีดจำกัดของโลกในหลายด้าน และสิ่งนี้ปรากฏให้เห็นเป็นภัยคุกคามด้านสาธารณสุขต่อผู้คนนับล้านทั่วโลกแล้ว สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับโลกนี้คือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควรถูกประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่นานาชาติต้องให้ความสำคัญร่วมกัน”

 

แฟ้มภาพ: Leolintang / Shutterstock

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising