×

โหมโรง APEC 2023 สหรัฐฯ คาดหวังอะไรกับเวทีประชุมนี้

โดย THE STANDARD TEAM
14.11.2023
APEC 2023

เชื่อว่าคนในยุคทศวรรษ 70 หรือคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปี จะต้องมีความคุ้นเคยกับเพลง San Francisco (Be Sure to Wear Flowers in Your Hair) ของ Scott McKenzie เป็นอย่างดี และบทเพลงที่บ่งบอกถึงความสวยงามของเมือง ความน่ารักของชาวซานฟรานซิสโก ก็ยังคงเป็นบทเพลงอมตะมาจนถึงทุกวันนี้ 

 

ในสัปดาห์นี้ระหว่างวันที่ 11-17 พฤศจิกายน ที่นครซานฟรานซิสโกของสหรัฐฯ จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation: APEC) โดยไฮไลต์จะอยู่ที่การประชุมระดับผู้นำประเทศและเขตเศรษฐกิจพิเศษ รวมถึงคณะผู้แทนจาก 21 ประเทศและดินแดน ในระหว่างวันที่ 15-17 พฤศจิกายน

 

ตั้งแต่ก่อตั้ง APEC ในปี 1989 สหรัฐฯ เคยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมมาแล้ว 2 ครั้ง และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในรอบ 12 ปีของสหรัฐฯ ภายใต้หัวข้อ ‘การสร้างอนาคตที่ยืดหยุ่นและยั่งยืนสำหรับทุกคน’

 

สหรัฐฯ ให้เหตุผลที่เลือกนครซานฟรานซิสโกเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ว่า ซานฟรานซิสโกเป็นตัวแทนของความยืดหยุ่นทั้งในด้านวัฒนธรรมและนวัตกรรม ที่นี่คือที่ตั้งของซิลิคอนวัลเลย์ มีบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 500 ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก รวมถึงมีชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียอาศัยอยู่มากถึง 33% จากประชากรทั้งหมดในซานฟรานซิสโก และยังถือเป็นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของสหรัฐฯ

 

แอรอน เพสกิน ประธานคณะกรรมการกำกับดูแลของซานฟรานซิสโก ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CBS ประจำเขตอ่าวซานฟรานซิสโกว่า “นี่เป็นเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในรอบศตวรรษที่ซานฟรานซิสโกกำลังจะได้อยู่บนเวทีโลก และเป็นการรวมตัวของผู้นำต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในซานฟรานซิสโกนับตั้งแต่มีการลงนามกฎบัตรสหประชาชาติในปี 1945”

 

ชาติสมาชิก APEC มีประชากร 40% ของประชากรโลก และคิดเป็นครึ่งหนึ่งของการค้าโลก คู่ค้าชั้นนำ 7 รายของสหรัฐฯ คือประเทศสมาชิกในกลุ่ม APEC แน่นอนว่าสหรัฐฯ จะใช้เวทีนี้ในการสร้างผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ และในขณะเดียวกันก็ใช้เวทีนี้ในการป้องกันไม่ให้มหาอำนาจอื่นๆ โดยเฉพาะจีน เข้ามามีอิทธิพลหรือขยายอิทธิพลในภูมิภาคแบบที่เรียกว่า ‘เนียนๆ และไม่น่าเกลียด’ ในการประชุมครั้งนี้ นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังจะใช้เวที APEC ในการตอกย้ำความก้าวหน้าของ IPEF อีกด้วย

 

รู้จัก Indo-Pacific Economic Framework for Prosperity หรือ IPEF (กรอบทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิกเพื่อความรุ่งเรือง) สิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการโชว์ในการประชุม APEC ครั้งนี้

 

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนตุลาคม 2021 ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐฯ และทีมงาน พยายามที่จะเปิดกลไกความร่วมมือด้านการค้า IPEF ว่าเป็นทางเลือกใหม่ที่สำคัญในด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มเอเชีย-แปซิฟิก แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนมองว่า IPEF คือความต้องการของสหรัฐฯ ที่จะรักษาบทบาทด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกโดยไม่มีจีน คำถามคือ ในภูมิภาคนี้มีกลไกที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศจำนวนมาก เช่น WTO, G20, APEC, ASEAN, RCEP ทำไมยังจำเป็นต้องมี IPEF

 

เวนดี คัตเลอร์ อดีตผู้เจรจาการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าสมาคมนโยบายเอเชียในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว Reuters ว่า “การประชุม APEC ในครั้งนี้ IPEF จะถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังก้าวผ่าน APEC และ IPEF เพื่อบอกว่าเรากลับมาในเอเชียแล้ว และจะยังคงเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดต่อไป” หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดี ลงนามถอนตัวในข้อตกลงการค้าเสรีหุ้นส่วนภาคพื้นแปซิฟิก หรือ TPP ในปี 2017

 

IPEF คือหัวใจสำคัญทางด้านเศรษฐกิจในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ ประกอบไปด้วยเสาหลักเศรษฐกิจ 4 ด้าน คือ เศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกัน, เศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นพร้อมรับมือกับผลกระทบ, เศรษฐกิจสะอาด และเศรษฐกิจที่มีความยุติธรรม โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตัวแทนเจรจาจาก 14 ประเทศกำลังเร่งปิดกรอบ IPEF เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพลังงานสะอาด การขจัดคอร์รัปชัน และการหลีกเลี่ยงภาษี เพื่อจะสามารถประกาศความร่วมมือได้ทันงาน APEC

 

จับตาการเผชิญหน้าระหว่างผู้นำสหรัฐฯ-จีน

 

แน่นอนว่าไฮไลต์การประชุมในครั้งนี้คงหนีไม่พ้นการพบกันระหว่างสองผู้นำของประเทศยักษ์ใหญ่อย่างประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ทั้งในระหว่างการประชุมและการเจรจานอกรอบ โดยประเด็นที่ต้องจับตามองจะเป็นเรื่องของการฟื้นฟูความสัมพันธ์และการค้าระหว่างสองประเทศ ประเด็นไต้หวัน ประเด็นด้านเทคโนโลยี เรื่องของยาเฟนทานิล และประเด็นของกองทัพ เป็นต้น 

 

ในขณะที่สหรัฐฯ ต้องการใช้เวทีนี้บอกกับทั้งโลกว่าอเมริกากลับมาสู่เอเชียแล้ว จีนเองก็ต้องการใช้เวทีนี้ในการสร้างความชอบธรรม โดยพยายามให้ทั่วโลกเป็นพยานในการที่จะบังคับสหรัฐฯ ให้ต้องกลับมาปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมจีน-สหรัฐฯ 3 ฉบับ ยอมรับนโยบายจีนเดียว รวมทั้งหยุดยั้งการแทรกแซงด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมของจีน แม้จะไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่าการพบกันของสองผู้นำในครั้งนี้จะมีผลลัพธ์อย่างไร หรืออาจไม่เกิดอะไรขึ้นเลย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการพบกันในครั้งนี้จะมีนัยสำคัญที่ส่งผลถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวันในเดือนมกราคม และการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนของปีหน้าแน่นอน

 

ภาพ: Kent Nishimura / Getty Images

อ้างอิง:


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories