วันนี้ (14 ตุลาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงการเดินหน้าแก้ปัญหา 2 วาระเร่งด่วน ทั้งการเยียวยาสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และการจัดการขั้นเด็ดขาดกับโรงงานปล่อยมลพิษในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี
อุตสาหกรรมอ่วมน้ำท่วม เสียหายกว่า 1.8 หมื่นล้าน ข้อมูลจากศูนย์บริหารสถานการณ์วิกฤต กระทรวงอุตสาหกรรม (CMC) ล่าสุดระบุว่า มีสถานประกอบการได้รับผลกระทบถึง 4,635 ราย ใน 59 จังหวัด ประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นพุ่งสูงถึง 18,205.63 ล้านบาท แบ่งเป็นสถานประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม 17,845.69 ล้านบาท และนอกนิคมอุตสาหกรรม 359.94 ล้านบาท โดยจังหวัดชลบุรีมีมูลค่าความเสียหายสูงสุดกว่า 17,896.67 ล้านบาท
พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ระยอง ปราจีนบุรี และชลบุรี ครอบคลุมทั้งกลุ่มเอสเอ็มอี โรงงานอุตสาหกรรม และวิสาหกิจชุมชน ซึ่งการประเมินของ CMC พบว่า 77.6% ของผู้ประกอบการต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน โดยเฉพาะ ‘เงินทุนฟื้นฟูกิจการ’ รองลงมาคือการซ่อมแซมเครื่องจักรและการประเมินความเสียหายของธุรกิจโดยรวม
เร่งอัดฉีดทุน-พักหนี้ ซับน้ำตาผู้ประกอบการ เพื่อต่อลมหายใจให้ภาคธุรกิจ กระทรวงฯ ได้งัดมาตรการทางการเงินเข้ามาช่วยเหลือ นำโดย SME D Bank ที่เปิดให้พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุด 12 เดือน ซึ่งขณะนี้มีผู้เข้าร่วมแล้ว 539 ราย วงเงินรวม 1,807.32 ล้านบาท ควบคู่กับสินเชื่อ DIPROM Pay วงเงิน 50 ล้านบาท และมาตรการพักชำระหนี้จากกองทุนเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐเป็นเวลา 3 เดือน
นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดส่งทีมผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ประสานการซ่อมแซมเครื่องจักร ระบบไฟฟ้า และอาคาร พร้อมตรวจสอบความปลอดภัยของโรงงานหลังน้ำลด โดยเฉพาะจุดที่จัดเก็บหรือใช้สารเคมีอันตราย ขณะเดียวกัน ได้ส่งมอบกากน้ำตาล 16,000 ลิตร เพื่อนำไปผลิตน้ำหมักชีวภาพ 80,000 ลิตร สำหรับบำบัดน้ำเน่าเสียในพื้นที่อยุธยา สุพรรณบุรี ชัยนาท และนครนายก พร้อมกระจายถุงยังชีพอีกกว่า 15,468 ถุง โดยประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถแจ้งขอรับความช่วยเหลือผ่านสายด่วน 1564 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
อีกประเด็นที่สังคมจับตาคือ กรณีโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยสารเคมีรั่วไหลในจังหวัดปราจีนบุรี วราวุธระบุว่า กรมควบคุมมลพิษและกรมโรงงานอุตสาหกรรมตรวจพบสารโลหะหนักเจือปนในน้ำบ้างเล็กน้อย แต่สิ่งที่พบชัดเจนขึ้นเมื่อน้ำลดลงคือคราบน้ำมัน จึงขอเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำบริเวณดังกล่าว หากสัมผัสขอให้เร่งชำระล้างออกทันที
สำหรับการจัดการกับผู้กระทำผิด กระทรวงฯ ได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.โรงงาน มาตรา 37 สั่งปิดเพื่อปรับปรุงโรงงานไปแล้ว 3 แห่ง และเตรียมสั่งปิดเพิ่มเติม โดยย้ำว่าต้องดำเนินการตามขั้นตอนอย่างรัดกุมเพื่อให้โรงงานปรับปรุงแก้ไข หากฝ่าฝืนจึงจะยกระดับใช้มาตรา 39 เพื่อสั่งปิดทันที ป้องกันการถูกฟ้องร้องกลับ โดยขณะนี้ทีมงานกระทรวงอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ และกระทรวงมหาดไทย กำลังบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด
วราวุธทิ้งท้ายถึงการเอาผิดกลุ่มทุนที่ลักลอบทิ้งกากสารเคมีว่า เตรียมฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนและสิ่งแวดล้อมให้ถึงที่สุด พร้อมเตรียมผลักดันการแก้กฎหมายเพื่อเพิ่มโทษปรับ และยกระดับคดีลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมให้เป็นความผิดทางการเงิน เพื่อนำไปสู่กระบวนการ ‘ยึดทรัพย์’ ผู้ประกอบการ
เมื่อสื่อมวลชนถามถึงกรณีมีบริษัทนอมินีหรือกลุ่มทุนนามสกุลดังเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ วราวุธยืนยันหนักแน่นว่า “อันนี้ผมไม่สน ว่าจะเป็นนอมินีหรือนามสกุลใดก็แล้วแต่ ก่อนหน้านี้ก็ปิดไปแล้ว 3 โรงงาน ไม่ได้ดูว่าเป็นบริษัทใคร หากตรวจสอบพบว่าไม่ทำตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ก็จะดำเนินการตามขั้นตอนอย่างถึงที่สุด”


