×

ราคาน้ำมันเบนซินในเวียดนามลดลง 19% หลังจากการยกเลิกภาษี 3 ชนิด รัฐคาดสูญรายได้ 8.64 พันล้านบาทต่อเดือน

28.03.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดงราคาน้ำมันเบนซินในเวียดนามลดลง 19% หลังยกเลิกภาษี 3 ชนิด พร้อมพื้นหลังเป็นเมืองดาลัด

ราคาน้ำมันเบนซินในประเทศเวียดนามปรับตัวลดลง 19% เมื่อวันศุกร์ (27 มี.ค.) ที่ผ่านมา หลังจากรัฐบาลประกาศยกเลิกการจัดเก็บภาษีคุ้มครองสิ่งแวดล้อม, ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันเบนซิน, น้ำมันดีเซล และเชื้อเพลิงอากาศยาน

 

 
 

ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยควบคุมราคาพลังงานภายในประเทศที่กำลังพุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางวิกฤตการณ์ความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงได้ในเร็ววันนี้

 

สำนักข่าว Reuters รายงานว่ามาตรการดังกล่าวของเวียดนามเกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากที่ประเทศอินเดียประกาศหั่นภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันเบนซินลงจาก 13 รูปี (ประมาณ 4.55 บาท) เหลือเพียง 3 รูปี (ประมาณ 1.05 บาท) นอกจากนี้ทางการอินเดียยังได้ทำการยกเลิกการจัดเก็บภาษีสำหรับน้ำมันดีเซลในอัตรา 10 รูปี (ประมาณ 3.50 บาท) เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชนในประเทศ

 

ในขณะเดียวกัน ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลในประเทศไทยกลับพุ่งสูงขึ้นถึง 18% เมื่อวันพฤหัสบดี (26 มีนาคม) ที่ผ่านมา หลังจากที่รัฐบาลไทยตัดสินใจลดการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงลงอย่างมีนัยสำคัญ ทางการไทยระบุว่าจะเปลี่ยนวิธีการไปเป็นการให้ความช่วยเหลือโดยตรงแก่กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบหนักแทน ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มคนขับรถบรรทุก กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

 
 

คาดสูญรายได้ 8.64 พันล้านบาทต่อเดือน

 

ราคาน้ำมันเบนซิน RON95-III ในเวียดนามที่อ้างอิงจาก PVOIL มีการเสนอราคาอยู่ที่ 24,330 ดอง (ประมาณ 29.20 บาท) ต่อลิตรในวันศุกร์ ซึ่งปรับตัวลดลง 28% จากจุดสูงสุดเมื่อวันอังคาร (24 มี.ค.) อย่างไรก็ตาม ระดับราคาดังกล่าวยังคงสูงกว่าช่วงก่อนที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลจะเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านถึง 21% โดยมาตรการปรับลดภาษีในครั้งนี้จะมีผลบังคับใช้ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 15 เมษายน

 

รัฐบาลเวียดนามได้ออกแถลงการณ์ผ่านทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการว่า “นี่ถือเป็นทางออกที่เร่งด่วนและมีประสิทธิภาพในการรักษาเสถียรภาพของตลาดปิโตรเลียม และเพื่อรับประกันความมั่นคงทางพลังงานของชาติ”

 

มาตรการนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกำลังสร้าง ‘คอขวดด้านพลังงานครั้งใหญ่ที่สุด’ จนดันราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,286 บาท) ต่อบาร์เรล

 

กระทรวงการคลังของเวียดนามประเมินว่า การใช้นโยบายปรับลดภาษีในครั้งนี้จะส่งผลทำให้รายได้ของบประมาณแผ่นดินปรับตัวลดลงประมาณ 7.2 ล้านล้านดอง (ประมาณ 8.64 พันล้านบาท) ต่อเดือน

 

กระทรวงการคลังระบุในแถลงการณ์ว่า “อย่างไรก็ตาม นี่จะเป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่จะเข้ามาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และยังช่วยกระตุ้นการผลิตตลอดจนการดำเนินธุรกิจสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการ”

 

ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงมาก โดยมีการเสนอราคาขายเมื่อวันศุกร์อยู่ที่ระดับ 35,440 ดอง (ประมาณ 42.53 บาท) ต่อลิตร ตัวเลขดังกล่าวเป็นการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นถึง 81% จากช่วงก่อนที่จะเกิดการสู้รบในตะวันออกกลาง และเพิ่งจะปรับตัวลดลงมาเพียง 11% จากจุดสูงสุดที่บันทึกไว้เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

 

เวียดนามถือเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบมากกว่าส่งออก โดยเมื่อปีที่แล้วประเทศได้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทนี้สูงถึง 14.2 ล้านตัน ซึ่งสัดส่วน 80% เป็นการนำเข้ามาจากประเทศคูเวตในช่วงก่อนสงคราม ในขณะเดียวกัน เวียดนามก็ได้ทำการส่งออกน้ำมันดิบจำนวน 2.5 ล้านตัน โดยมีปลายทางในการส่งออกส่วนใหญ่ไปยังประเทศออสเตรเลียและประเทศไทย

 
 

หลายสายการบินเตรียมลดเที่ยวบิน

 

เมื่อ 26 มีนาคมที่ผ่านมา Nghi Son Refinery and Petrochemical ซึ่งเป็นโรงกลั่นน้ำมันที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ออกมาระบุว่าทางโรงกลั่นได้ดำเนินการผลิตด้วยกำลังการผลิตสูงสุดในช่วงเดือนมีนาคม ทางโรงกลั่นยังระบุเพิ่มเติมด้วยว่า สามารถจัดหาอุปทานได้เพียงพอที่จะดำเนินการผลิตอย่างเหมาะสมที่สุดไปจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม โดยเพิ่งได้รับน้ำมันดิบล็อตล่าสุดจากคูเวตเมื่อช่วงกลางเดือนมีนาคม

 

ในช่วงครึ่งแรกของเดือนมีนาคม ปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบของเวียดนามลดลง 7% มาอยู่ที่ระดับ 2.8 ล้านตัน ในขณะที่ประเทศต้องนำเข้าน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลประเภทต่างๆ จำนวน 2.7 ล้านตัน ปริมาณการนำเข้าดังกล่าวถือว่าเพิ่มขึ้น 43% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งสถานการณ์ที่ตึงเครียดนี้ทำให้รัฐบาลต้องออกมาเรียกร้องให้ประชาชนทำงานจากที่บ้านกันให้มากขึ้นเพื่อลดการใช้พลังงาน

 

สำนักข่าว Nikkei Asia ได้รายงานความเคลื่อนไหวสำคัญว่า นายกรัฐมนตรี ฝ่าม มิญ จิ๊ญ ของเวียดนามได้ดำเนินการส่งจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 17 มีนาคม เพื่อขอความช่วยเหลือจัดหาน้ำมันดิบ หนังสือพิมพ์ Tuoi Tre ของเวียดนามรายงานอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานการบินพลเรือนเมื่อวันพฤหัสบดีว่า สายการบินในประเทศหลายแห่งมีแผนที่จะปรับลดการให้บริการลงตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป

 

Vietnam Airlines อาจลดเที่ยวบินไปกลับสูงสุดถึง 1,700 เที่ยวต่อเดือนในไตรมาสที่ 2 ซึ่งการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับราคาเชื้อเพลิงเครื่องบิน โดยครอบคลุมทั้งเส้นทางระหว่างประเทศและเส้นทางในประเทศ ทางด้านสายการบิน Vietjet มีแผนที่จะลดปริมาณเที่ยวบินรวมทั่วทั้งเครือข่ายลง 18% ในเดือนเมษายน โดยได้เริ่มลดความถี่ของเส้นทางบินทั้งในและต่างประเทศลงแล้ว รวมถึงเที่ยวบินที่มุ่งหน้าไปยังสิงคโปร์และกรุงเทพมหานคร

 

Pacific Airlines คาดว่าจะต้องลดขีดความสามารถในการให้บริการลง 8%-30% ในไตรมาสที่ 2 เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน ขณะที่ Bamboo Airways คาดว่าจะลดเที่ยวบินลงมากกว่า 50% เหลือเพียง 15 ถึง 17 เที่ยวต่อวัน Sun PhuQuoc Airways ซึ่งเป็นสายการบินน้องใหม่ล่าสุดของเวียดนาม ยังคงรักษาการดำเนินงานปัจจุบันไว้ที่ 60 เที่ยวบินต่อวัน เนื่องจากบริษัทสามารถจัดหาเชื้อเพลิงได้เพียงพอจนถึงสิ้นเดือนเมษายน

 

ส่วน Vietravel Airlines มีแผนที่จะคงเที่ยวบินไว้ที่ 12-14 เที่ยวต่อวันในเดือนเมษายน และหากสถานการณ์ปรับตัวดีขึ้น ทางสายการบินก็มีแผนที่จะเพิ่มเครื่องบินอีก 2 ลำเพื่อรองรับช่วงพีค ซึ่งจะทำให้สามารถให้บริการได้ถึง 28 ถึง 30 เที่ยวบินต่อวัน

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน

 

  • 1 ดงเวียดนาม เท่ากับ 0.0012 บาท ณ วันที่ 27 มีนาคม 2569
  • 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.86 บาท ณ วันที่ 28 มีนาคม 2569
  • 1 รูปีอินเดีย เท่ากับ 0.35 บาท เท่ากับ 32.86 บาท ณ วันที่ 28 มีนาคม 2569

 

ภาพ : KIEUTRUONG / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories