×

Vampire Weekend หัวหอกวงอินดี้ร็อกปลายยุค 2000 ที่วันนี้กำลังล่าความสำเร็จในสายเมนสตรีม

22.01.2020
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

6 mins. read
  • Vampire Weekend มีสมาชิกแรกเริ่มทั้งหมด 4 คน ประกอบไปด้วย เอซรา โคนิก, รอสแทม แบตแมงลิจ, คริส ทอมสัน และคริส ไบโอ โดยพวกเขาฟอร์มวงขึ้นมาด้วยกันในปี 2006 ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย
  • ในปี 2008 ผลงานเดบิวต์อัลบั้มชื่อเดียวกับวงทำให้ Vampire Weekend กลายเป็นกลุ่มศิลปินดาวรุ่งพุ่งแรงที่ถูกจับตามองมากที่สุดแห่งวงการเพลงอินดี้ยุคนั้น โดยสื่อดนตรีที่ทรงอิทธิพลอย่าง Rolling Stone ถึงกับยกให้เป็นอัลบั้มแห่งทศวรรษอันดับที่ 56
  • พวกเขาเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงตัวผลงานอย่างหนักหน่วงมาก่อน โดยถูกค่อนขอดจากเหล่านักวิจารณ์ว่าเป็นวงดนตรีที่ดังได้เพราะมีสิทธิพิเศษเหนือคนอื่น เนื่องด้วยภาพลักษณ์ที่ค่อนข้างไฮโซ มีความผู้ดี และสมาชิกทุกคนมาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

สหรัฐอเมริกาถือเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยวงดนตรีร็อกชั้นดี ซึ่งหากให้นึกแบบเร็วๆ ตอนนี้ เชื่อว่าหลายคนคงคิดถึงวงอย่าง The Strokes, The Killers, Kings of Leon และอีกมากมาย หรือถ้าเป็นวงรุ่นใหญ่หน่อยก็ต้องมีชื่อของ Foo Fighters, Rage Against the Machine, Red Hot Chili Peppers ผุดขึ้นมาในหัวเป็นอันดับต้นๆ แน่นอน 

 

อย่างไรก็ดี Vampire Weekend คืออีกหนึ่งศิลปินผู้มีฝีไม้ลายมือโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ แม้พวกเขาอาจไม่ได้โด่งดังในเส้นทางสายเมนสตรีม แต่ก็สามารถพูดได้ว่าประสบความสำเร็จพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่เป็นคอเพลงอินดี้แล้วย่อมรู้ดีว่าเหล่าแวมไพร์หนุ่มแห่งมหานครนิวยอร์กนี้เก่งกาจขนาดไหน

 

Vampire Weekend วงอเมริกันอินดี้ร็อก ศิลปินที่เป็นหัวหอกสำคัญและค่อนข้างมีอิทธิพลต่อวงการดนตรีซีนอินดี้ช่วงปลายยุค 2000 มีสมาชิกแรกเริ่มทั้งหมด 4 คน ประกอบไปด้วย เอซรา โคนิก (ร้องนำ, กีตาร์), รอสแทม แบตแมงลิจ (Multi-Instrumentalist), คริส ทอมสัน (กลอง) และคริส ไบโอ (เบส) โดยพวกเขาฟอร์มวงขึ้นมาด้วยกันในปี 2006 ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

 

ส่วนชื่อวงสุดแหวกนี้มีที่มาจากโปรเจกต์หนังสั้นของเอซรา นักร้องนำ ที่เขาทำไว้ตอนเรียนมหาวิทยาลัยปีแรกๆ ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยเรื่องราวของชายหนุ่มนามว่า Walcott ผู้ที่ต้องเดินทางไปยังเมือง Cape Cod เพื่อแจ้งข่าวคราวว่าสหรัฐอเมริกากำลังจะถูกแวมไพร์โจมตี (ภายหลัง Walcott และ Cape Cod ถูกนำไปใช้เป็นชื่อเพลงในอัลบั้มแรกด้วย)

 

Vampire Weekend ในปี 2008 ที่ซานฟรานซิสโก
ภาพ: Wendy Redfern / Redferns 

 

 

 

จุดเริ่มต้นของพวกเขานั้นแทบไม่ต่างอะไรกับนักศึกษาผู้มีความหลงใหลคลั่งไคล้ในดนตรี ที่ส่วนใหญ่มักจะฟอร์มวงเป็นของตัวเองแล้วเริ่มตระเวนออกโชว์ตามงานต่างๆ ให้มากที่สุดเพื่อสร้างชื่อและพัฒนาฝีมือไปเรื่อยๆ ซึ่ง Vampire Weekend ก็เป็นเช่นนั้น พวกเขาเริ่มจากการประกวดบนเวทีเล็กๆ ในมหาวิทยาลัย ก่อนจะออกมามุ่งมั่นตั้งใจทำอัลบั้มเต็มชุดแรกไปพร้อมกับการทำงานประจำหลังเรียนจบ

 

มกราคม ปี 2008 พวกเขาปล่อยเดบิวต์อัลบั้มชื่อเดียวกับวงออกมาภายใต้สังกัด XL Recordings ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวที่ยอดเยี่ยมมาก เนื่องจากผลงานชุดนี้ทำให้ Vampire Weekend กลายเป็นกลุ่มศิลปินดาวรุ่งพุ่งแรงที่ถูกจับตามองมากที่สุดแห่งวงการเพลงอินดี้ยุคนั้น ทั้งยังประสบความสำเร็จด้านคำวิจารณ์และรายได้ในสหรัฐอเมริกา รวมถึงสหราชอาณาจักร โดยสื่อดนตรีที่ทรงอิทธิพลอย่าง Rolling Stone ถึงกับยกให้เป็นอัลบั้มแห่งทศวรรษอันดับที่ 56 ส่วนภายในก็บรรจุไปด้วยบทเพลงเด่นดังมากมายที่นักฟังเพลงนอกกระแสคุ้นหู เช่น A-Punk, Mansard Roof, Oxford Comma, Walcott และ Cape Cod Kwassa Kwassa 

 

คริส ทอมสัน และเอซรา โคนิก ที่เทศกาลดนตรี Coachella ปี 2010
ภาพ: Wendy Redfern / Redferns 

 

 

 

หากถามว่าอะไรทำให้ Vampire Weekend แตกต่างหรือโดดเด่นกว่าวงดนตรีวงอื่น คำตอบที่ชัดเจนมากที่สุดเห็นจะเป็นเรื่อง ‘ความหลากหลายทางดนตรี’ อันเป็นเอกลักษณ์ ที่วงชอบหยิบเอาวัตถุดิบจากหลากหลายแนวมาขยำรวมกันภายใต้กรอบการทำงานแบบอิสระ ในภาพกว้างอาจเรียกพวกเขาว่าอินดี้ร็อก แต่จริงๆ แล้วส่วนผสมทางดนตรีของ Vampire Weekend มันเลยเถิดไปไกลกว่านั้นมาก เพลงส่วนใหญ่จะเน้นจังหวะคึกคัก ชวนโยก เมโลดี้สวยงาม มีความเป็นศิลปะร่วมสมัย ให้กลิ่นอายของดนตรีพื้นเมืองและความคลาสสิก แถมใช้เครื่องดนตรีหลายชนิด โดยเป็นไปได้ว่ารากฐานความหลากหลายนี้อาจมาจากสมาชิกวงแต่ละคนที่มีเชื้อสายและรสนิยมแตกต่างกัน (ฮังการี, อิหร่าน, อิตาลี และยูเครน) ซึ่งแนวทางดนตรีแบบนี้มักถูกนิยามว่า ‘World Music’

 

Contra (2010) สตูดิโออัลบั้มเต็มชุดที่ 2 นับเป็น ‘ปรากฏการณ์’ ของ Vampire Weekend อย่างแท้จริง เพราะนี่คือผลงานที่ทำให้พวกเขาโด่งดังถึงขีดสุด เริ่มจากการที่ตัวอัลบั้มสามารถขึ้นอันดับหนึ่งได้หลายชาร์ต โดยเฉพาะ Billboard 200 ที่ทำได้ตั้งแต่สัปดาห์แรก อีกทั้งเหล่านักวิจารณ์ทั่วโลกก็ต่างพร้อมใจกันเทคะแนนให้ในระดับ A+ ได้เข้าชิง Grammy Awards ครั้งแรก และได้ออกทัวร์ขึ้นโชว์ในเทศกาลดนตรีระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Coachella, Glastonbury, T in the Park ฯลฯ ซึ่งความสำเร็จทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ก็เปรียบเสมือนเครื่องมือช่วยยืนยันว่า Vampire Weekend นั้นได้ก้าวข้ามจากการเป็นวงอินดี้มาเป็นวงดนตรีที่ได้รับการยอมรับในกระแสหลักแล้ว

 

เอซรา โคนิก ที่เทศกาลดนตรี Glastonbury ปี 2010
ภาพ: REBEL Media / WireImage 

 

 

ที่สำคัญคือผลงานชุดนี้ยังเป็นการตอกย้ำให้เห็นอีกครั้งว่าการทำเพลงในสไตล์ World Music ของพวกเขานั้นเด็ดดวงมากขนาดไหน โดย Contra เป็นอัลบั้มที่ยังคงไว้ซึ่งตัวตนของ Vampire Weekend ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม แต่มีการลดทอนเสียงกีตาร์ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่เปรียบดั่งพระเอกของงานชุดก่อนและแนวเพลงร็อกลงไปเยอะ ซึ่งก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงของเครื่องดนตรีสังเคราะห์และเครื่องดนตรีชนิดอื่นอีกมากมาย นั่นจึงทำให้อัลบั้มนี้มีความหลากหลายทางดนตรีมากขึ้น ตั้งแต่ร็อก เรกเก้ สกา ซินธ์ป๊อป แรป ไปจนถึงคลาสสิก จนสื่อดนตรียักษ์ใหญ่ฝั่งอังกฤษอย่าง NME ยังบอกว่า Vampire Weekend คือ ‘วงดนตรีที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่สุดในโลก’ 

 

ถ้ามองดูแต่ภายนอก หลายคนคงคิดว่า Vampire Weekend เป็นวงที่มีเส้นทางการเติบโตราบรื่น ไร้อุปสรรค แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่แบบนั้น เพราะก่อนจะโด่งดังมีชื่อเสียง ในช่วงแรกเริ่มของวงพวกเขาก็เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงตัวผลงานอย่างหนักหน่วงมาก่อน โดยถูกค่อนขอดจากเหล่านักวิจารณ์ว่าเป็นวงดนตรีที่ดังได้เพราะมีสิทธิพิเศษเหนือคนอื่น เนื่องด้วยภาพลักษณ์ที่ค่อนข้างไฮโซ มีความผู้ดี และสมาชิกทุกคนมาจากมหาวิทยาโคลัมเบีย ซึ่งเป็นสถาบันระดับไอวีลีกที่มีชื่อเสียงระดับโลก พูดง่ายๆ ว่าพวกเขาถูกกล่าวหาว่าไม่ได้เก่งจริงและเป็นพวกชอบใช้เส้นสายนั่นเอง

 

อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ไม่ได้แคร์หรือสนใจคำวิจารณ์เหล่านั้น เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมานับแต่วันแรกที่ตั้งวงก็ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่าฝีมือและความสำเร็จของ Vampire Weekend นั้นคือของจริง ไม่ใช่เรื่องฟลุกแต่อย่างใด

 

วงรับรางวัล Best Alternative Music Album ที่งาน Grammy Awards ปี 2014
ภาพ: Kevork Djansezian / Getty Images

 

 

ปี 2013 ภายหลังประสบความสำเร็จอย่างสูงจากอัลบั้ม Contra พวกเขากลับมาพร้อมกับ Modern Vampires of the City สตูดิโออัลบั้มชุด 3 ที่เติบโตและมีความดาร์กมากขึ้นจากสองอัลบั้มก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด สังเกตจากเนื้อหาของเพลงที่ส่วนใหญ่พูดถึงเรื่องความตาย ความเชื่อทางศาสนา และภาระหน้าที่ของการเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งว่ากันตามตรงก็คือ Modern Vampires of the City นับเป็นอัลบั้มที่ดี แต่ไม่ได้ฮิตเปรี้ยงปร้างเท่าสองชุดก่อน แม้จะสามารถขึ้นอันดับหนึ่งได้หลายชาร์ต และไปไกลถึงการเป็นผู้ชนะ Grammy Awards สาขา Best Alternative Music Album ก็ตาม อีกทั้งนี่ยังเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านและเหมือนเป็นการพักวงกลายๆ เพราะหลังเสร็จจากงานชุดนี้ รอสแทม แบตแมงลิจ สมาชิกคนสำคัญได้ประกาศออกจากวง รวมถึงสมาชิกคนอื่นก็ได้แยกย้ายกันไปทำโปรเจกต์ส่วนตัวอีกพักใหญ่

 

เวลาผ่านไปหลายปี ก่อนสมาชิกหลักที่เหลืออยู่ 3 คน ได้แก่ เอซรา โคนิก, คริส ไบโอ และคริส ทอมสัน จะกลับมารวมตัวทำงานกันอีกครั้งราวปี 2016 ภายใต้การดูแลของค่ายเพลงใหม่อย่าง Columbia Records และอีก 3 ปีถัดมาหลังจากปล่อยให้แฟนเพลงต้องรอคอยมายาวนานถึง 6 ปีเต็ม ก็ได้ฤกษ์ที่ Vampire Weekend จะปล่อยผลงานใหม่เสียที 

 

เอซรา โคนิก ที่เทศกาลดนตรี Lollapalooza ปี 2018
ภาพ: Josh Brasted / FilmMagic 

 

 

Father of the Bride (2019) อัลบั้มเต็มชุดล่าสุดของวงที่เพิ่งออกเมื่อช่วงกลางปีก่อน อัดแน่นไปด้วยบทเพลงอินดี้ป๊อปร็อก ส่วนผสมหลากหลาย ฟังง่าย ฟังเพลินกว่า 18 แทร็ก ที่ถูกเขียนขึ้นโดย เอซรา โคนิก ฟรอนต์แมนผู้แทบจะเป็นทุกอย่างของ Vampire Weekend ณ ปัจจุบัน ส่วนเนื้อหาโดยรวมว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนผ่านของช่วงวัย ทั้งด้านการงาน ความรัก รวมถึงการสูญเสีย ซึ่งคาดว่าเขาน่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากการที่ตัวเองเพิ่งมีลูกชายคนแรกขณะกำลังทำงานสร้างอัลบั้มนี้อยู่พอดิบพอดี และแน่นอนว่าชื่ออัลบั้มเองก็มีที่มาจากสาเหตุเดียวกัน

 

หลังอัลบั้มถูกปล่อยออกมาได้ไม่นาน พวกเขา 3 คนก็กลับมาขึ้นเวทีออกทัวร์อีกครั้งเพื่อโปรโมตผลงาน โดยได้ทีมนักดนตรีแบ็กอัพฝีมือดีหลายคนเข้ามาเสริมทัพ เป็นการเดินสายโชว์ในหลายประเทศทั่วโลก เน้นโซนอเมริกากับยุโรป ส่วนเอเชียและประเทศไทยบ้านเราคงต้องรอกันต่อไป ไม่รู้ว่าพวกเขาจะกลับมาเยือนอีกเมื่อไร (Vampire Weekend เคยมาเปิดคอนเสิร์ตในไทยแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2010)

 

Vampire Weekend ที่วอชิงตันพาร์ก ในมหานครนิวยอร์ก ปี 2019
ภาพ: Taylor Hill / Getty Images 

 

 

ทางด้านความสำเร็จนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะการกลับมาในรอบ 6 ปีครั้งนี้ แฟนๆ ของพวกเขาให้การต้อนรับอย่างดีอยู่แล้ว Father of the Bride กลายเป็นอัลบั้มเต็มชุดที่ 3 ถัดจาก Contra และ Modern Vampires of the City ที่สามารถขึ้นอันดับหนึ่งชาร์ต Billboard 200 ได้ตั้งแต่สัปดาห์แรก นับเป็นอีกหนึ่งผลงานมาสเตอร์พีซของวงที่น่าจะถูกพูดถึงไปอีกนานพอดู มากไปกว่านั้น ในงาน Grammy Awards 2020 ที่กำลังจะจัดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ พวกเขายังถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลถึง 3 สาขา ได้แก่ Album of the Year, Best Alternative Music Album และ Best Rock Song ซึ่ง Vampire Weekend จะสามารถคว้ารางวัลเหล่านี้กลับไปนอนกอดได้หรือไม่ก็ต้องคอยติดตามกัน อีกไม่กี่อึดใจเท่านั้น

 

 

Cover Photo: Patricia De Melo Moreira / AFP via Getty Images 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories