×

ม.หอการค้า เผยดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ค. 64 แตะ 40.9 ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ คาด GDP ปีนี้อาจติดลบถึง 4% หากต้องล็อกดาวน์เพิ่มเดือน ก.ย.

05.08.2021
Consumer Confidence Index

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค หรือ Consumer Confidence Index (CCI) เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยพบว่า ดัชนีปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 40.9 จุด จาก 43.1 จุดในเดือนก่อนหน้า ส่งผลให้ดัชนีแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 22 ปี 10 เดือน นับตั้งแต่เริ่มทำการสำรวจในเดือนตุลาคม 2541 เป็นต้นมา

 

ขณะที่การสำรวจดัชนีอื่นๆ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ระดับ 35.3 จุด ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวมอยู่ที่ระดับ 38.0 จุด และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 49.6 จุด โดยดัชนีเกือบทุกรายการปรับลดลงเมื่อเทียบกับในเดือนมิถุนายน 2564 และแตะระดับต่ำสุดนับตั้งเริ่มทำการสำรวจมา

 

ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนกรกฎาคมปรับตัวลดลง คือตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่ที่อยู่ในระดับสูงกว่า 15,000 รายต่อวัน และการประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์ใน 13 จังหวัด ซึ่งครอบคลุมขนาดเศรษฐกิจประมาณ 60% ของ​ GDP ซึ่งส่งผลเชิงจิตวิทยาต่ออารมณ์การใช้จ่ายของประชาชนในภาวะที่การฉีดวัคซีนยังล่าช้า

 

“เราประเมินว่าการล็อกดาวน์ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจประมาณ 2-3 แสนล้านบาท เนื่องจากในภาวะปกติการใช้จ่ายของผู้บริโภคในประเทศจะอยู่ที่ 2.2 หมื่นล้านบาทต่อวัน แต่ภายใต้ล็อกดาวน์การใช้จ่ายจะลดลงเหลือ 1 ใน 3 คิดเป็นความเสียหายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 7 พันล้านบาท” ธนวรรธน์กล่าว

 

ธนวรรธน์ระบุอีกว่า เมื่อพิจารณาจากการขยายมาตรการล็อกดาวน์เพิ่มขึ้นเป็น 29 จังหวัดล่าสุดของภาครัฐ ทำให้เชื่อว่าดัชนีความเชื่อมั่นทุกประเภทในเดือนสิงหาคมจะปรับลดลงทำลายสถิติได้อีก โดยศูนย์พยากรณ์ประเมินว่าความเสียหายจากมาตรการล็อกดาวน์ในเดือนสิงหาคมจะอยู่ที่ 3.5-4 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคมตามพื้นที่ได้รับผลกระทบที่เพิ่มขึ้น

 

“ภายในพื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัดนี้จะครอบคลุมขนาดเศรษฐกิจประมาณ 80% ของ GDP ครอบคลุมภาคอุตสาหกรรมประมาณ 90% และครอบคลุมระบบโลจิสติกส์ประมาณ 80% ของประเทศ ทำให้ความเสียหายจะสูงกว่าการล็อกดาวน์ในเดือนกรกฎาคม” ธนวรรธน์กล่าว

 

อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวอีกว่า หากรวมผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมเข้าด้วยกัน จะคิดเป็นความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยไม่น้อยกว่า 5 แสนล้านบาท ด้วยเหตุนี้ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจจึงได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยจากเติบโต 0-1% เป็นติดลบ 2-0%

 

โดยตัวเลขคาดการณ์ GDP ที่ติดลบ 2-0% คำนวณจากสมมติฐานที่สถานการณ์โควิดจะเริ่มคลี่คลายในเดือนกันยายนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวขึ้น แต่หากไทยยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในเดือนกันยายน และต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ต่ออีกหนึ่งเดือน GDP จะยิ่งแย่ลงกว่าเดิมเป็นติดลบ 2-4%

 

อย่างไรก็ดีในกรณีที่คุมควบสถานการณ์ได้ในเดือนกันยายน และภาครัฐมีการเร่งอัดฉีดเงินผ่านมาตรการเยียวยาและช่วยเหลือเพิ่มขึ้นอีก 5 แสนล้านบาทในช่วงที่เหลือของปี GDP อาจจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกที่ 1%

 

“ณ ตอนนี้เรามองว่าวงเงินกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาทไม่น่าจะเพียงพอแล้ว รัฐอาจต้องพิจารณากู้เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาทเป็นอย่างน้อย ซึ่งจะทำให้ต้องขยายเพดานเงินกู้เพิ่มจาก 60% ของ GDP เป็น 65-70% ของ GDP” ธนวรรธน์กล่าว


READ MORE






Latest Stories