สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านที่เปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดำเนินมานานเกือบ 3 สัปดาห์เต็มและอาจส่อเค้ากลายเป็น ‘สงครามพลังงานครั้งใหญ่’ ที่สร้างแรงกระเพื่อมให้กับหลายประเทศทั่วโลก
โดยฟากฝั่งของสหรัฐฯ มีสัญญาณสำคัญที่น่าจับตามองอย่างมากในช่วงเวลานี้ ซึ่งอาจเป็นท่าทีที่มีส่วนช่วยยกระดับความรุนแรงให้กับสงครามครั้งนี้ ได้แก่
1. การพิจารณา ‘เพิ่มกำลังทหาร’ ในตะวันออกกลาง
รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาส่งทหารอเมริกันหลายพันนายไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อเสริมกำลังและขยายปฏิบัติการทางทหารในสงครามกับอิหร่านซึ่งยืดเยื้อมานานหลายสัปดาห์
แม้ทรัมป์จะ ‘เคยต่อต้าน’ การทำสงครามในต่างแดน แต่ล่าสุดเขากลับปฏิเสธที่จะตัด ‘ทางเลือก’ ในการส่งทหารราบลงพื้นที่ (Boots on the Ground) ในสมรภูมิอิหร่านออกไป โดยทำเนียบขาวระบุชัดเจนว่า ทรัมป์ ‘เปิดกว้างสำหรับทุกทางเลือก’ และมีการหารือถึงการส่งทหารไปประจำการตามแนวชายฝั่งของอิหร่านอีกด้วย
เป้าหมายทางยุทธศาสตร์หลักของสหรัฐฯ ในขณะนี้นั้น สหรัฐฯ กำลังประเมินทางเลือกหลายทาง ได้แก่ การส่งกองกำลังไปรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ, การส่งทหารราบไปยึดเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันถึง 90% ของอิหร่าน และการส่งกองกำลังพิเศษเข้าไปควบคุมคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่าน ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่เสี่ยงและซับซ้อนมาก
โดยเฉพาะแผนยึดครองเกาะคาร์ก เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงทางเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ไม่ได้มองแค่การโจมตีทางอากาศ แต่กำลังหารือถึงความเป็นไปได้ในการ ‘เข้าควบคุม’ เกาะคาร์ก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางทหารมองว่า ‘เป็นทางเลือกที่ดีกว่าการทำลายทิ้ง’ เนื่องจากเกาะนี้มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของอิหร่านอย่างยิ่งยวด การส่งทหารราบเข้าไปยึดครองพื้นที่นี้ถือเป็นการยกระดับความรุนแรงและมีความเสี่ยงสูงมากที่จะถูกตอบโต้ด้วยโดรนและขีปนาวุธ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า การใช้ทหารราบถือเป็น ‘ความเสี่ยงทางการเมือง’ อย่างมากสำหรับทรัมป์ เนื่องจากเสียงสนับสนุนในประเทศต่ำ และขัดกับสัญญารณรงค์หาเสียงที่เขาเคยประกาศว่า จะไม่นำสหรัฐฯ ไปพัวพันกับสงครามต่างชาติ นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังต้องเผชิญปัญหาการสูญเสียกำลังรบสำคัญอย่างเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford ที่ต้องส่งไปซ่อมบำรุงที่กรีซหลังเกิดเหตุไฟไหม้
2. ‘ของบประมาณเพิ่มเติม’ เพื่อทำสงครามกับอิหร่าน
เพนตากอนสหรัฐฯ กำลังของบประมาณเพิ่มเติมราว 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.56 ล้านล้านบาท) เพื่อใช้ทำสงครามกับอิหร่าน โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเปิดเผยกับหนังสือพิมพ์ The Washington Post ว่า จำนวนเงินดังกล่าวจะสูงกว่าต้นทุนปฏิบัติการของรัฐบาลทรัมป์ที่ผ่านมาอย่างมาก โดยงบก้อนนี้จะถูกนำไปใช้เพื่อเพิ่มการผลิตอาวุธสำคัญที่ถูกใช้ไปอย่าง ‘เร่งด่วน’
ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เพนตากอนได้เสนอคำของบประมาณในหลายรูปแบบ และ The Washington Post ชี้ว่า ข้อเสนอล่าสุดนี้น่าจะก่อให้เกิดการต่อสู้ทางการเมืองครั้งใหญ่ในสภาคองเกรส เนื่องจากเสียงสนับสนุนจากประชาชนต่อความพยายามดังกล่าวยังคงอยู่ในระดับต่ำ และพรรคเดโมแครตก็เดินหน้าวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง
ในขณะที่พรรครีพับลิกันได้ส่งสัญญาณสนับสนุนคำของบประมาณเพิ่มเติมที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ยังไม่มีข้อผูกมัดในด้านยุทธศาสตร์ทางนิติบัญญัติ หรือพบแนวทางที่ชัดเจนในการรวบรวมเสียงให้ผ่านเกณฑ์ 60 เสียงของวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทั้งเพนตากอนและทำเนียบขาวต่างปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติมต่อหนังสือพิมพ์ฉบับนี้
นักวิเคราะห์มองว่า ที่ผ่านมาทรัมป์มักจะโจมตีรัฐบาลโจ ไบเดนเกี่ยวกับจำนวนเงินที่อนุมัติให้เป็นทุนในสงครามยูเครนซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยทรัมป์มักจะพูดเกินจริงหรือโกหกเกี่ยวกับจำนวนเงินที่สหรัฐฯ ใช้ไปเพื่อช่วยยูเครนสกัดกั้นรัสเซีย โดยเสนอตัวเลขประเมินที่สูงเกินจริงอย่างมาก ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนสงครามกับอิหร่านของเขา ‘ดูเล็กน้อยหรือดูถูกกว่า’ ในสายตาพลเมืองอเมริกันเมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน
โดยงบประมาณที่สภาคองเกรสอนุมัติให้ความช่วยเหลือยูเครนสะสมตั้งแต่เริ่มต้นสงคราม จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2025 ซึ่งได้รับความเห็นชอบในสมัยไบเดนนั้นอยู่ที่ 1.88 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
แฟ้มภาพ: Hapelinium / Shutterstock
Kevin Lamarque / Reuters
อ้างอิง:
- https://www.reuters.com/world/middle-east/us-weighs-military-reinforcements-iran-war-enters-possible-new-phase-2026-03-18/
- https://www.theguardian.com/world/live/2026/mar/18/iran-war-live-updates-oil-prices-hormuz-trump-larijani-key-leader-killed-israel-strikes?page=with%3Ablock-69bb39078f08376ddad1db4e&filterKeyEvents=false#liveblog-navigation
- https://www.thetimes.com/us/news-today/article/iran-live-pentagon-usa-israel-trump-latest-news-krj3ls7zm


