×

จะเกิดอะไรขึ้นต่อ หลังสนธิสัญญาจำกัดนิวเคลียร์สหรัฐฯ-รัสเซียหมดอายุ

06.02.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบแสดงขีปนาวุธนิวเคลียร์ สื่อถึงการสิ้นสุดของสนธิสัญญาจำกัดอาวุธนิวเคลียร์ New START ระหว่างสหรัฐฯ-รัสเซีย

สนธิสัญญา ‘New START’ สนธิสัญญาจำกัดนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและรัสเซียได้ ‘หมดอายุลงแล้ว’ ส่งผลให้ช่วงเวลานี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่สองมหาอำนาจนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ‘ไม่มีข้อจำกัด’ ทางกฎหมายเกี่ยวกับขนาดคลังแสงอาวุธนิวเคลียร์ของตน

 

รู้จัก New START คืออะไร สำคัญอย่างไร

 

New START เป็นสนธิสัญญาจำกัดนิวเคลียร์ ‘ฉบับสุดท้าย’ ระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียที่ผู้นำทั้งสองประเทศร่วมลงนามเมื่อปี 2010 และเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2011 เป็นส่วนต่อขยายจากข้อตกลงฉบับก่อนหน้าอย่าง START I ซึ่งต่อมา New START ถูกขยายเวลาออกไปอีก 5 ปีในปี 2021 และหมดอายุลงเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2026

 

สนธิสัญญาฉบับนี้ ทำให้ทั้งสหรัฐฯ และรัสเซียอยู่ภายใต้ข้อตกลงที่กำหนดให้ แต่ละประเทศประจำการหัวรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ได้ไม่เกิน 1,550 หัวรบ และมีขีปนาวุธพิสัยไกลรวมถึงเครื่องบินทิ้งระเบิดได้ไม่เกิน 700 ลำ รวมถึงจำกัดจำนวนขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ที่ประจำการไว้ไม่เกิน 800 ลูก

 

อีกทั้งยังอนุญาตให้มีการตรวจสอบพื้นที่ติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ของอีกฝ่ายได้สูงสุด 18 ครั้งต่อปี เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการละเมิดข้อตกลง โดยสนธิสัญญาอนุญาตให้แต่ละประเทศส่งผู้ตรวจสอบไปยังพื้นที่นิวเคลียร์ของอีกฝ่ายได้ โดยการแจ้งล่วงหน้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

แม้ว่า ภายหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครน วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียจะเคยประกาศระงับการเข้าร่วม ในสนธิสัญญา New START โดยอ้างเหตุผลว่า สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนยูเครนในระหว่างสงคราม ทำให้รัสเซีย หยุดเข้าร่วมการตรวจสอบและหยุดแบ่งปันข้อมูล แต่ในทางนิตินัยยังคงเป็นภาคีของสนธิสัญญาอยู่

 

New START จึงถือเป็นสนธิสัญญาที่มีความสำคัญอย่างมาก ในการจำกัดและควบคุมปริมาณอาวุธนิวเคลียร์ของทั้งสองมหาอำนาจ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้นในอนาคต ซึ่งปัจจุบันทั้งสหรัฐฯ และรัสเซียมีหัวรบนิวเคลียร์รวมกันคิดเป็นราว 90% ของหัวรบนิวเคลียร์ทั่วโลก

 

จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้

 

ผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านนิวเคลียร์มีความกังวลว่า การไม่มีข้อจำกัดจะนำไปสู่ความไม่แน่นอนและเสี่ยงต่อการเกิดการแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ครั้งใหม่ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงยุคสงครามเย็น

 

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯจะไม่ปฏิบัติตามข้อจำกัดเดิมอีกต่อไป โดยมองว่าเป็นข้อตกลงที่เจรจาไว้ไม่มีประสิทธิภาพ และต้องการสนธิสัญญาฉบับใหม่ที่ทันสมัยกว่า

 

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้เริ่มวางแผนสำหรับอนาคตที่ไม่มีสนธิสัญญา New START แล้ว โดยมีการอ้างถึงความเสี่ยงที่ทั้งสองฝ่าย อาจเริ่มติดตั้งหัวรบเพิ่มเข้าไปในขีปนาวุธที่มีอยู่ เนื่องจากการประเมินสถานการณ์ต้องอิงจากกรณีที่เลวร้ายที่สุด (Worst-Case Assessments) เมื่อขาดกระบวนการตรวจสอบความโปร่งใส

 

ทางด้านรัสเซียแถลงว่า เมื่อสหรัฐฯ ไม่ตอบรับข้อเสนอขยายสัญญา ทั้งสองฝ่ายจึงถือว่าหลุดพ้นจากพันธะกรณีทั้งหมดและมีอิสระในการดำเนินการเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ของตน อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้ New START จะหมดอายุลงแล้ว แต่รัสเซียจะยังคงทำหน้าที่เป็น ‘มหาอำนาจนิวเคลียร์ที่มีความรับผิดชอบ’ ต่อไป

 

ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่ ‘การแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์แบบสามฝ่าย’ ระหว่างสหรัฐฯ รัสเซีย และจีน

 

ขณะที่รัฐบาลทรัมป์ยืนยันว่า การควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ในศตวรรษที่ 21 จะทำไม่ได้ หากไม่รวม ‘จีน’ เข้ามาด้วย เนื่องจากจีนกำลังขยายคลังแสงนิวเคลียร์อย่างรวดเร็ว และอาจมีหัวรบถึง 1,500 ลูกภายในปี 2035

 

อย่างไรก็ตาม จีนได้ ‘ปฏิเสธ’ ที่จะเข้าร่วมการเจรจาสามฝ่ายมาโดยตลอด ขณะที่นักยุทธศาสตร์บางส่วนมองว่าข้อจำกัดเดิมของ New START นั้น ‘ไม่เพียงพอ’ ที่จะป้องปรามสงครามนิวเคลียร์จากทั้งรัสเซียและจีนที่มีกองกำลังขนาดใหญ่ขึ้นได้พร้อมกัน

 

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังคาดการณ์ว่า การที่สหรัฐฯ ไม่แสดงความมุ่งมั่นทางนิวเคลียร์ (Nuclear Resolve) หรือปล่อยให้รัสเซียและจีนสร้างอาวุธนำหน้า อาจทำให้พันธมิตรของสหรัฐฯ เกิดความกังวลว่าจะไม่ได้รับความช่วยเหลือ และอาจตัดสินใจพัฒนาโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของตนเองขึ้นมา ซึ่งนั่นก็อาจจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่อาจจะเกิดความขัดแย้งทางด้านอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นในอนาคต

 

แฟ้มภาพ: Shutterstock

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising