วิกฤตประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ในกรุงเตหะรานและหลายเมืองของอิหร่าน ผ่านพ้นไปแล้วกว่า 2 สัปดาห์ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังตึงเครียด ซึ่งจนถึงวันนี้ (13 มกราคม) มีรายงานผู้ประท้วงเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 648 คน ในขณะที่หลายเมืองยังมีผู้ประท้วงปักหลักชุมนุมและเกิดการปะทะกับกองกำลังความมั่นคง
การประท้วงที่มีจุดเริ่มต้นจากภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่และเงินเฟ้อขั้นรุนแรงจากผลของมาตรการคว่ำบาตร ยังไม่มีท่าทีว่าจะคลี่คลายหรือบรรเทาลง
ขณะที่แรงกดดันจากภายนอกต่อรัฐบาลอิหร่านก็ยังคงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากท่าทีของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ขู่แทรกแซงสถานการณ์หากทางการอิหร่านใช้กำลังปราบรามและสังหารประชาชนที่ออกมาชุมนุมประท้วง
ท่าทีของทรัมป์ ที่ขู่เรื่องนี้ผ่านสื่อหลายครั้ง ทำให้ทั่วโลกจับจ้องว่าเขาจะเปิดปฏิบัติการช็อกโลก เช่น กรณีการส่งหน่วยรบพิเศษบุกจับผู้นำเวเนซุเอลาอีกหรือไม่
ขณะที่คำถามสำคัญ คือตอนนี้ทรัมป์กำลังวางแผนอะไรอยู่ และเขามีตัวเลือกอะไรบ้าง หากตัดสินใจที่จะดำเนินการแทรกแซงเพื่อยับยั้งเหตุประท้วงนองเลือดในอิหร่าน และเป็นไปได้แค่ไหนที่การแทรกแซงอาจไปไกลถึงขั้นโค่นล่มระบอบเผด็จการ
การทูตคือตัวเลือกแรก
ท่ามกลางจำนวนผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นและความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้น
มีรายงานว่า อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้ติดต่อกับสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษด้านตะวันออกกลางของสหรัฐฯ ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อหารือเกี่ยวกับเหตุประท้วงที่เกิดขึ้น แต่ไม่ได้ระบุว่าทั้งสองพูดคุยกันทางโทรศัพท์หรือส่งข้อความ โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และทำเนียบขาวต่างปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้
สำนักข่าว Axios ของสหรัฐฯ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่ทราบเรื่องนี้ว่า การติดต่อของอารักชี ดูเหมือนจะเป็นความพยายามของเตหะรานในการลดความตึงเครียดกับสหรัฐฯ หรือชะลอการแทรกแซงด้วยการโจมตีทางทหารที่อาจเกิดขึ้น ตามที่ทรัมป์ขู่ไว้
ขณะที่แหล่งข่าวอีกรายหนึ่งเสริมว่า วิตคอฟฟ์ และอารักชีได้หารือกันถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการพบปะหารือกันในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
“ช่องทางการสื่อสารระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของเรา อับบาส อาราคชี และทูตพิเศษของสหรัฐฯ เปิดอยู่ และมีการแลกเปลี่ยนข้อความเมื่อใดก็ตามที่จำเป็น” เอสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านกล่าวเมื่อวันจันทร์
ทั้งนี้ อารักชีกล่าวในการประชุมทูตต่างประเทศในเตหะรานซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ของรัฐก่อนหน้านี้ว่า “อิหร่านไม่ได้แสวงหาสงคราม แต่พร้อมอย่างเต็มที่สำหรับสงคราม เราพร้อมสำหรับการเจรจาเช่นกัน แต่การเจรจาเหล่านั้นควรเป็นไปอย่างยุติธรรม มีสิทธิเท่าเทียมกัน และอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน”
ด้าน แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวกับ Fox News เมื่อวันจันทร์ (12 มกราคม) ว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงออกเสมอว่า การทูตเป็นทางเลือกแรก”
“อย่างไรก็ตาม เขาไม่เกรงกลัวที่จะใช้กำลังและแสนยานุภาพของกองทัพสหรัฐฯ หากและเมื่อใดก็ตามที่เขาเห็นว่าจำเป็น ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ดีไปกว่ารัฐบาลเผด็จการของอิหร่าน”
เธอชี้ว่า “อำนาจต่อรองที่สำคัญที่สุดของอิหร่านเมื่อไม่กี่เดือนก่อนคือโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์และกองทัพสหรัฐฯ ได้ทำลายล้างไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว” พร้อมเสริมว่า มีเพียงทรัมป์เท่านั้นที่รู้ว่าเขาจะดำเนินการอย่างไรในท้ายที่สุด
“โลกจะต้องรอและคาดเดาต่อไป และเราจะปล่อยให้เขาเป็นผู้ตัดสินใจ”
โจมตีทางทหาร โค่นระบอบ?
โมนา ยาคูเบียน (Mona Yacoubian) ผู้อำนวยการโครงการตะวันออกกลางของศูนย์เพื่อการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์และระหว่างประเทศ (CSIS) กล่าวว่า “สถานการณ์ที่มีแนวโน้มมากที่สุดที่จะผลักดันให้สหรัฐฯ เข้าไปแทรกแซงทางทหารต่อสถานการณ์ประท้วงในอิหร่าน คือหากปรากฏชัดอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ว่า มีผู้ประท้วงจำนวนมากถูกสังหารโดยรัฐบาลเผด็จการ”
อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าการขาดข้อมูลที่ตรวจสอบได้ อาจทำให้การตัดสินใจแทรกแซงด้วยการโจมตีทางทหารนั้นเป็นเรื่องยาก
เธอกล่าวว่า หากไม่มีเกณฑ์ดังกล่าว วอชิงตันอาจเห็นว่าการบั่นทอนสถานะของเตหะรานต่อไปนั้นมีประโยชน์มากกว่า และไม่ต้องถึงขั้นแทรกแซงด้วยการโจมตีหรือทำสงคราม
“หากรัฐบาลทรัมป์รู้สึกว่ามีวิธีใดที่จะบั่นทอนระบอบการปกครองของอิหร่านได้มากพอจนต้องยอมเจรจาตามเงื่อนไขของสหรัฐฯ นั่นอาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง” ยาคูเบียน กล่าว
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นตรงกันว่า สิ่งที่ยากจะเป็นไปได้คือการที่สหรัฐฯ ผลักดันอย่างเต็มกำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง
ยาคูเบียนแย้งว่า การโค่นล้มด้วยกำลังทหารนั้นขัดแย้งกับแนวทางที่ทรัมป์ใช้รับมือกับอิหร่านในช่วงที่ผ่านมา และด้วยสถานะของอิหร่านในตะวันออกกลาง ทำให้อิหร่านเป็นกรณีที่ซับซ้อนกว่าเวเนซุเอลามาก อีกทั้งยังขาดฝ่ายค้านที่มีความเป็นเอกภาพและมีศักยภาพในการปกครองประเทศได้
“ความพยายามที่จะโค่นล้มระบอบการปกครองจะนำไปสู่ความวุ่นวายในระดับหนึ่ง และฉันคิดว่า รัฐบาลทรัมป์ระมัดระวังที่จะไม่เข้าไปพัวพันกับความวุ่นวายและความไม่แน่นอนในระดับนั้น”
เบน ทาเลบลู ผู้อำนวยการอาวุโสของโครงการอิหร่านของ FDD ตั้งคำถามต่อท่าทีของทรัมป์ ที่จนถึงตอนนี้ ยังไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าเขาจะดำเนินการอย่างไรหรือไม่
การไม่ระบุรายละเอียดดังกล่าว ส่งผลกระทบอย่างมากต่อทางเลือกในทางทหารที่กำลังพิจารณาอยู่ โดยการโจมตีแบบจำกัดวง เช่น พุ่งเป้าที่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม, อาคารกระทรวงข่าวกรอง หรือศูนย์บัญชาการทางทหา อาจออกแบบมาเพื่อส่งสัญญาณแก้ไขปัญหาโดยไม่จุดชนวนความขัดแย้งในวงกว้าง
แต่การโจมตีเช่นนั้นมีความเสี่ยงที่จะปลุกระดมความรู้สึกชาตินิยมของชาวอิหร่าน และปิดกั้นความเป็นไปได้ของการแปรพักตร์ภายในกองกำลังความมั่นคง อีกทั้งยังยากที่กดดันให้รัฐบาลเผด็จการวางอาวุธ ซึ่งผลที่ออกมาอาจจะตรงกันข้าม
ตัวเลือกอื่นๆ
เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเผยว่า ทรัมป์ยังได้หารือเกี่ยวกับมาตรการแทรกแซงที่ไม่รุนแรงนัก เช่น ปฏิบัติการทางไซเบอร์ต่อเครือข่ายทางทหารและรัฐบาลอิหร่าน ตลอดจนปฏิบัติการลับ และความพยายามในการฟื้นฟูการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตภายในประเทศ ซึ่งทรัมป์ได้เสนอแนวคิดที่จะช่วยเหลือชาวอิหร่านในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต โดยแนะนำให้ติดต่อกับอีลอน มัสก์ ซึ่งให้บริการระบบอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink
นักวิเคราะห์ชี้ว่า การคว่ำบาตร ซึ่งเป็นนโยบายหลักของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านมานานนั้น ให้ผลลัพธ์ที่แย่ลงเรื่อยๆ เนื่องจากข้อจำกัดที่มีอยู่มากมาย โดยมาตรการที่รอบคอบกว่า เช่น การแทรกแซงทางไซเบอร์, ปฏิบัติการข่าวกรอง หรือการกระทำที่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้อย่างแนบเนียน อาจช่วยให้วอชิงตันสามารถกดดันเตหะรานได้โดยไม่ต้องบังคับให้เกิดการตอบโต้ทางทหาร
นอกจากนี้ ล่าสุดทรัมป์ยังเพิ่มแรงกดดัน ด้วยการขู่ ‘ขึ้นภาษีศุลกากร’ ต่อประเทศที่ทำการค้ากับอิหร่าน 25% ซึ่งยังไม่แน่ว่าจะส่งผลให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้นอีกหรือไม่
ภาพ : Stringer/WANA (West Asia News Agency) via REUTERS
อ้างอิง :
- https://www.aljazeera.com/news/liveblog/2026/1/13/iran-protests-live-tehran-says-its-prepared-for-any-move-by-trump
- https://time.com/7345744/trump-iran-protesters-strike-explainer/
- https://www.timesofisrael.com/death-toll-rises-in-iran-whose-fm-speaks-to-witkoff-in-de-escalation-attempt/


