การเติบโตของการจ้างงานในสหรัฐฯ ชะลอตัวลงมากกว่าคาดในเดือนธันวาคม ท่ามกลางการเลิกจ้างในภาคการก่อสร้าง การค้าปลีก และภาคการผลิต อย่างไรก็ตาม อัตราการว่างงานสหรัฐฯ ยังปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4.4% บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานยังไม่ได้อยู่ในภาวะทรุดตัวลงอย่างรุนแรง ตอกย้ำคาดการณ์ว่า Fed อาจไม่ลดดอกเบี้ยเดือนนี้ (27-28 มกราคม)
สำนักงานสถิติแรงงาน (BLS) กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) เพิ่มขึ้น 50,000 ตำแหน่งในเดือนธันวาคม 2025 หลังจากที่มีการปรับลดตัวเลขของเดือนพฤศจิกายนลงเหลือเพิ่มขึ้น 56,000 ตำแหน่ง ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ (จากการสำรวจของรอยเตอร์ส) ได้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า การจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 60,000 ตำแหน่ง หลังจากที่มีรายงานเดิมว่าเพิ่มขึ้น 64,000 ตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน
ตัวเลขดังกล่าว อาจสะท้อนว่า ตลาดแรงงานสูญเสียแรงส่งไปอย่างมากในปีที่ผ่านมา โดยมีการจ้างงานเพิ่มเพียง 584,000 ตำแหน่ง หรือเฉลี่ย 49,000 ตำแหน่งต่อเดือน ส่วนในปี 2024 มีการสร้างงานประมาณ 2 ล้านตำแหน่ง แต่ตัวเลขนี้อาจถูกปรับลดลงเมื่อ BLS เผยแพร่การปรับปรุงข้อมูลฐาน (Benchmark Revision) ในเดือนหน้าพร้อมกับรายงานการจ้างงานเดือนมกราคม
BLS ประเมินว่า จำนวนงานที่สร้างขึ้นจริงในช่วง 12 เดือนสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2025 นั้น น้อยกว่าที่เคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้ประมาณ 911,000 ตำแหน่ง การนับจำนวนที่สูงเกินจริงนี้ถูกระบุว่าเป็นผลมาจาก “แบบจำลองการเกิด-ดับ” (Birth-Death Model) ซึ่ง BLS ใช้ในการประเมินการเปลี่ยนแปลงของจำนวนงานจากการเปิดหรือปิดกิจการของบริษัท ทั้งนี้ BLS ประกาศเมื่อเดือนที่แล้วว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นไป จะมีการปรับเปลี่ยนแบบจำลองดังกล่าวโดยนำข้อมูลกลุ่มตัวอย่างปัจจุบันมาใช้ในการคำนวณแต่ละเดือน
โดยการเพิ่มขึ้นของการจ้างงานในเดือนธันวาคมกระจุกตัวอยู่ในเพียงไม่กี่อุตสาหกรรม ได้แก่ ร้านอาหารและบาร์ที่จ้างงานเพิ่มขึ้น 27,000 ตำแหน่ง อุตสาหกรรมสาธารณสุขที่ เพิ่มขึ้น 21,000 ตำแหน่ง โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล (แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรายเดือนของปี 2025 และ 2024) ส่วนภาคสวัสดิการสังคม จ้างงานเพิ่มขึ้น 17,000 ตำแหน่ง
ในทางตรงกันข้าม อุตสาหกรรมค้าปลีกปรับลดการจ้างงานลง 25,000 ตำแหน่ง ขณะที่ภาคการผลิตสูญเสียตำแหน่งงานอีก 8,000 ตำแหน่ง โดยนักเศรษฐศาสตร์ระบุว่าการสูญเสียงานในโรงงานเป็นผลจากการขึ้นภาษีศุลกากรของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งทรัมป์ได้กล่าวปกป้องมาตรการภาษีนำเข้านี้อย่างย้อนแย้งว่าเป็นสิ่งจำเป็นในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการผลิต ส่วนภาคก่อสร้างมีการจ้างงานลดลง 11,000 ตำแหน่ง
อย่างไรก็ตาม ค่าจ้างโดยรวมปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.8% เมื่อเทียบรายปี (Year-over-Year) หลังจากที่เพิ่มขึ้น 3.6% ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งมีส่วนช่วยพยุงเศรษฐกิจผ่านการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค
รายงานการจ้างงานของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่ตลาดจับตามองอย่างใกล้ชิด ที่ยังแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของค่าจ้างที่แข็งแกร่งในเดือนที่แล้ว ช่วยตอกย้ การคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิมในการประชุมวันที่ 27-28 มกราคมนี้
โดยนักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า ภาวะการจ้างงานที่เติบโตอย่างเชื่องช้านั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากนโยบายการค้าและการเข้าเมืองที่แข็งกร้าวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งส่งผลให้ทั้งอุปสงค์และอุปทานของแรงงานลดลง
นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังชะลอการจ้างงานเนื่องจากความไม่มั่นใจในความต้องการบุคลากร ขณะที่ระดมลงทุนมหาศาลด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับภาวะการขยายตัวโดยปราศจากการจ้างงานเพิ่ม (Jobless Expansion) โดยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจและผลิตภาพแรงงานที่พุ่งสูงขึ้นในไตรมาสที่ 3 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นอานิสงส์จากเทคโนโลยี AI
Olu Sonola หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจสหรัฐฯ จาก Fitch Ratings ให้ความเห็นว่า “ทุกปัจจัยบ่งชี้ไปที่อัตราการว่างงาน ซึ่งน่าจะช่วยลดความเร่งด่วนของ Fed นช่วงที่ผ่านมาในการเข้ามาพยุงตลาดแรงงานที่อ่อนแอลง อย่างไรก็ดี ประเด็นการจ้างงานที่เติบโตอย่างอ่อนแอนั้นไม่อาจมองข้ามได้ เนื่องจาก การจ้างงานยังคงอยู่ในภาวะชะงักงัน และการเติบโตของงานในภาคเศรษฐกิจที่ผันแปรตามวัฏจักร (Cyclical Sectors) ก็ไม่ได้ส่งสัญญาณที่ดีนัก”
ภาพ: Strigana/Shutterstock
อ้างอิง:


