×

สรุปปมสหรัฐฯ ขับนักการทูตคิวบาพ้นประเทศ หลังปะทะคารมเดือดกลางที่ประชุม UN

29.10.2026
การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติพิจารณาข้อมติคว่ำบาตรคิวบา

รัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา สั่งขับนักการทูตคิวบาออกจากประเทศ โดยกล่าวหาว่าใช้กำลังทำร้ายเจ้าหน้าที่การทูตสหรัฐฯ หลังเกิดเหตุเผชิญหน้าระหว่างทั้งสองฝ่ายกลางที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN) ซึ่งกำลังพิจารณาข้อมติเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อคิวบา

 

 

ขณะที่สื่อต่างประเทศตั้งข้อสังเกตว่า เสียงสนับสนุนคิวบาในเวที UN ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังมีประเทศลงมติเห็นชอบให้ยุติการคว่ำบาตรลดลงถึง 35 ประเทศจากปี 2025 ขณะที่จำนวนประเทศงดออกเสียงเพิ่มขึ้นจาก 12 เป็น 25 ประเทศ ท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ในการกดดันให้ประเทศต่างๆ เปลี่ยนจุดยืน

 

เกิดอะไรขึ้นกลางที่ประชุม UN?

 

วันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา ไมค์ วอลซ์ (Mike Waltz) เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำ UN เปิดเผยว่า มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ลงนามในเอกสารขับ ริชาร์ด ตูร์ เด ลา กอนเซปซิออน (Richard Tur de la Concepcion) เลขานุการเอกประจำคณะผู้แทนคิวบา ออกจากสหรัฐฯ พร้อมกล่าวหาว่า นักการทูตคนดังกล่าวผลักและพยายามทำร้ายเจ้าหน้าที่การทูตของสหรัฐฯ

 

ทั้งนี้ วอลซ์กล่าวให้สัมภาษณ์กับ Fox News ว่า นักการทูตคนดังกล่าวจะถูกส่งตัวกลับกรุงฮาวานาภายใน 24 ชั่วโมง พร้อมย้ำว่า รัฐบาลทรัมป์จะไม่ยอมให้เกิดการใช้กำลังกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ขณะที่ในวันที่ 28 ตุลาคม กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันผ่าน CNN และ AP ว่า กอนเซปซิออนได้เดินทางออกจากประเทศเป็นที่เรียบร้อย

 

ย้อนกลับไปในวันที่ 27 ตุลาคม เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในการประชุมสมัชชาใหญ่ โดยหัวข้อการพิจารณา คือ การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ต่อคิวบาที่ดำเนินมานานหลายศตวรรษ ปรากฏว่า ผู้แทนคิวบาหลายคนได้ส่งเสียงทุบโต๊ะประท้วงในระหว่างที่วอล์ซกำลังกล่าวสุนทรพจน์วิจารณ์ฮาวานา

 

ขณะนั้น บรูโน โรดริเกซ ปาร์ริยา (Bruno Rodríguez Parrilla) รัฐมนตรีการกระทรวงการต่างประเทศคิวบา เดินเข้ามาบริเวณแท่นปราศรัย พร้อมกล่าวหาว่า วอลซ์โกหก และพยายามขอให้ประธานที่ประชุมเปิดโอกาสให้ชี้แจงตามระเบียบการประชุม

 

อย่างไรก็ตาม วอลซ์ตะโกนตอบโต้ว่า บุคคลนี้ต้องถอยออกจากแท่นปราศรัย เพราะจะมาข่มขู่ทูตสหรัฐฯ ในแผ่นดินของตนเองไม่ได้ ก่อนกล่าวต่อว่า “คุณรู้ไหมว่ากำลังเผชิญหน้ากับใครอยู่ นี่คืออเมริกา ถอยออกไป” ขณะที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและบุคลากรของ UN พยายามเข้าระงับเหตุการณ์

 

ภายหลัง โรดริเกซโพสต์ข้อความผ่าน X ตอบโต้ว่า วอลซ์กำลังกล่าวสุนทรพจน์ในสำนักงานใหญ่ของ UN ไม่ใช่การประชุมด้านความมั่นคงแห่งชาติที่ทำเนียบขาว พร้อมกล่าวหาว่า รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามใช้ข้อมูลเท็จสร้างความชอบธรรมให้กับมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่อคิวบา

 

นอกจากนี้ วอลซ์ยังเผยแพร่คลิปวิดีโอผ่าน X ซึ่งแสดงให้เห็นนักการทูตคิวบาคนหนึ่งใช้มือปัดโทรศัพท์ที่กำลังบันทึกภาพ โดยนักการทูตคนดังกล่าวระบุว่า ผู้ถ่ายคลิปกำลังละเมิดพื้นที่ส่วนตัวของตน

 

อย่างไรก็ตาม คณะผู้แทนคิวบาประจำ UN ได้ส่งหนังสือร้องเรียนถึง อันโตนิโอ กูเตอร์เรส (Antonio Guterres) เลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อแสดงความกังวลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่การทูตสหรัฐฯ เป็นฝ่ายเข้ามาประชิดตัวนักการทูตคิวบาเพื่อถ่ายวิดีโอ ก่อนนำคลิปไปเผยแพร่บนโซเชียลมีเดียโดยมีเจตนาทำลายชื่อเสียง

 

อนึ่ง AP รายงานว่า ในช่วงที่ผ่านมา 1 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ วอลซ์เคยเผชิญหน้ากับ เออร์เนสโต โซเบรอน กุซมัน (Ernesto Soberón Guzmán) ผู้แทนคิวบาประจำ UN มาแล้ว ซึ่งเกิดขึ้นในกิจกรรมที่สหรัฐฯ จัดขึ้นร่วมกับผู้ต่อต้านรัฐบาลคิวบาและอดีตนักโทษ โดยกล่าวหาว่า รัฐบาลคิวบาปราบปรามประชาชน

 

UN ลงมติเรียกร้องสหรัฐฯ ยุติคว่ำบาตรคิวบาปีที่ 34 แต่เสียงสนับสนุนลดลง

 

แม้จะเกิดเหตุเผชิญหน้าระหว่างสองประเทศ แต่ในที่ประชุมยังคงลงมติรับรองข้อมติเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ การค้า และการเงินต่อคิวบา ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบถึง 130 ประเทศ คัดค้าน 17 ประเทศ และงดออกเสียง 25 ประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม ผลการลงมติครั้งนี้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปี 2025 หลังประเทศเห็นชอบมติดังกล่าวถึง 165 ประเทศ คัดค้าน 7 ประเทศ และงดออกเสียงเพียง 12 ประเทศ หลังรัฐบาลทรัมป์ดำเนินความพยายามทางการทูตเพื่อโน้มน้าวให้ประเทศสมาชิก UN เปลี่ยนท่าทีต่อข้อมติดังกล่าว

 

ทั้งนี้ AP รายงานว่า ประเทศเยอรมนี อิตาลี และลัตเวีย เป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศตะวันตกที่งดออกเสียงเป็นครั้งแรกในรอบ 34 ปี ขณะที่บอสเนีย โคลอมเบีย คอสตาริกา เอกวาดอร์ ลิทัวเนีย โมร็อกโก นอร์ทมาซิโดเนีย ปารากวัย และสโลวีเนีย ลงคะแนนคัดค้าน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หลายประเทศเหล่านี้เปลี่ยนท่าทีมาเป็นฝ่ายคัดค้านเป็นครั้งแรก

 

อย่างไรก็ดี วอลซ์แสดงความพอใจต่อผลการลงมติ โดยระบุว่า หลายประเทศ รวมถึงประเทศเศรษฐกิจสำคัญอย่างเกาหลีใต้และเยอรมนีได้เปลี่ยนจุดยืนแล้ว พร้อมคาดหวังว่า จำนวนประเทศที่เปลี่ยนท่าทีจะเพิ่มขึ้นต่อไป

 

“การทูตต้องใช้เวลา แต่เมื่อเราเห็นจำนวนประเทศที่เปลี่ยนจุดยืนเพิ่มขึ้นถึงสามเท่า เราก็คาดหวังว่าแนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไป” วอลซ์กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังการลงมติ

 

ส่วนโรดริเกซกล่าวต่อที่ประชุมก่อนการลงมติว่า มหาอำนาจประเทศหนึ่งกำลังใช้สงครามเศรษฐกิจโจมตีรัฐสมาชิกขององค์กรแห่งนี้ พร้อมยืนยันว่า คิวบาไม่ใช่ภัยคุกคาม การปิดล้อมต่างหากที่เป็นภัยคุกคาม

 

ภายหลังทราบผลการลงมติ โรดริเกซยังโพสต์ข้อความผ่าน X ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงถูกโดดเดี่ยวจากความพยายามกดดันประชาชนคิวบา พร้อมกล่าวหาว่า มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ เป็นการลงโทษประชาชนทั้งประเทศ

 

ทั้งนี้ สมัชชาใหญ่ UN ลงมติเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติมาตรการคว่ำบาตรคิวบาเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี 1992 ยกเว้นปี 2020 เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 โดยในปี 2016 สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาล บารัก โอบามา เคยงดออกเสียงเป็นครั้งแรก ระหว่างที่ทั้งสองประเทศกำลังฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต

 

แม้ข้อมติของสมัชชาใหญ่ UN จะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ผลการลงมติสะท้อนท่าทีของประชาคมระหว่างประเทศต่อมาตรการคว่ำบาตรคิวบาที่ดำเนินมานานกว่า 60 ปี ขณะที่การยกเลิกมาตรการดังกล่าวต้องอาศัยการดำเนินการของสภาคองเกรสสหรัฐฯ

 

ทรัมป์เพิ่มแรงกดดัน คิวบาเผชิญวิกฤตพลังงาน

 

น่าสนใจว่า เหตุการณ์ขับนักการทูตคิวบาเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลทรัมป์เพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลคิวบา ทั้งมาตรการทางเศรษฐกิจและการส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะเข้าแทรกแซงเพื่อเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในกรุงฮาวานา

 

ทั้งนี้ สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อคิวบาตั้งแต่ปี 1960 ภายหลังการปฏิวัติที่นำโดย ฟิเดล คาสโตร (Fidel Castro) ซึ่งโค่นล้มรัฐบาลของ ฟุลเฆนซิโอ บาติสตา (Fulgencio Batista) และดำเนินนโยบายโอนกิจการและทรัพย์สินของชาวอเมริกันและบริษัทสหรัฐฯ มาเป็นของรัฐ

 

ล่าสุด ในช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทรัมป์ประกาศมาตรการเรียกเก็บภาษีสินค้าจากประเทศที่ขายหรือจัดหาน้ำมันให้คิวบา ส่งผลให้การนำเข้าเชื้อเพลิงของประเทศลดลงอย่างรุนแรง จนเกิดปัญหาไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างและยาวนานหลายวัน แม้แต่ในกรุงฮาวานา

 

Reuters รายงานว่า ประชาชนคิวบากำลังเผชิญภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิง อาหาร และน้ำ ซึ่งทำให้ประเทศเข้าใกล้วิกฤตด้านมนุษยธรรม ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญของ UN หลายรายวิพากษ์วิจารณ์มาตรการปิดกั้นการจัดส่งเชื้อเพลิงและการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ว่าละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงสิทธิมนุษยชนของประชาชนคิวบา

 

ก่อนหน้านี้ รูบิโอได้โพสต์ข้อความผ่าน X เรียกร้องให้ผู้ที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงในคิวบาใช้โอกาสนี้ติดต่อและร่วมมือกับสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA) อย่างลับๆ ขณะที่ CIA เผยแพร่วิดีโอภาษาสเปน แนะนำขั้นตอนการติดต่อหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ อย่างปลอดภัย

 

CNN รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวสองรายว่า CIA ได้ติดต่อกับชาวอเมริกันบางส่วนที่ดำเนินโครงการต่างๆ ในคิวบาแล้ว แต่การหารือยังอยู่ในขั้นเบื้องต้น และเริ่มต้นขึ้นก่อนที่รูบิโอจะเผยแพร่ข้อความดังกล่าว

 

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังกล่าวระหว่างการปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งกลางเทอมในรัฐฟลอริดาว่า สหรัฐฯ จะจัดการกับคิวบาระหว่างเดินทางกลับจากอิหร่าน โดยพูดถึงการส่งเรือรบเข้าไปใกล้ชายฝั่งคิวบา ก่อนส่งรูบิโอเข้าไปดำเนินการในขั้นสุดท้าย

 

“เราจะจัดการคิวบาระหว่างทางกลับจากอิหร่าน เราจะแวะสักหน่อย” ทรัมป์กล่าว โดยยังไม่มีการเปิดเผยแผนปฏิบัติการทางทหารหรือกรอบเวลาอย่างเป็นทางการ

 

ภาพ: Reuters

 

อ้างอิง:


READ MORE





Latest Stories