เพียง 3 วันหลังเริ่มต้นศักราชใหม่ ก็เกิดเหตุการณ์สะเทือนโลก เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา สั่งเปิดปฏิบัติการทางทหารบุกโจมตีเวเนซุเอลา พร้อมเข้าควบคุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร และสตรีหมายเลขหนึ่งออกนอกประเทศแบบสายฟ้าแลบ โดยใช้เวลาทั้งหมดเพียงไม่กี่ชั่วโมง
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์เหนือความคาดหมายเสียทีเดียว เนื่องจากความสัมพันธ์ของทั้งสองชาติคุกรุ่นถึงขีดสุดมานาน โดยทรัมป์เคยประกาศกร้าวไว้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า เขา “เอาจริง” พร้อมจะเปิดปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลา โดยอ้างเหตุผลด้านการปราบปรามยาเสพติดที่ไหลทะลักเข้าสหรัฐฯ รวมถึงมองว่ามาดูโรไม่ใช่ผู้นำที่ชอบธรรม
เกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติ ต้นสายปลายเหตุมาจากอะไร สถานการณ์ปัจจุบันร้ายแรงแค่ไหน ทีมข่าวต่างประเทศ THE STANDARD สรุปประเด็นสำคัญแบบม้วนเดียวจบ
สถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร
วันนี้ (3 มกราคม) มีรายงานเหตุระเบิดรุนแรงหลายจุดในกรุงการากัส และพื้นที่บางส่วนในเวเนซุเอลา อย่างรัฐลาไกรา และเมืองอีเกโรเต รัฐมิรันดา ซึ่งในบริเวณดังกล่าวนั้นรวมถึงพื้นที่ทางการทหารด้วย
คลิปวิดีโอจากสำนักข่าวต่างประเทศเผยให้เห็นกลุ่มควันดำปกคลุมเหนือท้องฟ้า ท่ามกลางเสียงระเบิดที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องและเสียงเครื่องบินรบที่บินวนเวียนอยู่รอบบริเวณ
รัฐบาลเวเนซุเอลาออกแถลงการณ์ประณามสหรัฐฯ ทันที โดยระบุว่าเป็นการโจมตีทั้งเป้าหมายทางทหารและพื้นที่พลเรือน ขณะที่มาดูโรได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และเรียกร้องพลเรือนให้ระดมกำลังป้องกันประเทศ
ท่ามกลางความปั่นป่วนที่เกิดขึ้น ไม่นานทรัมป์ก็ออกมาประกาศผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า สหรัฐฯ อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการครั้งนี้ และสามารถควบคุมตัวนิโคลัส มาดูโร พร้อมภรรยาออกนอกประเทศได้สำเร็จ โดยสำนักข่าว BBC รายงานเพิ่มเติมว่า หน่วยรบ Delta Force คือทีมหลักในภารกิจการจับกุมครั้งนี้
ต่อมา วุฒิสมาชิกไมค์ ลี สังกัดพรรครีพับลิกัน ได้โพสต์ข้อความลง X โดยระบุว่าตัวเขาได้พูดคุยกับมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งยืนยันว่ามาดูโรจะถูกนำตัวมาขึ้นศาลในสหรัฐฯ และคาดว่าจะไม่มีปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมในเวเนซุเอลาหลังจากนี้
ล่าสุด แพม บอนดี รัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐฯ เผยผ่านโซเชียลมีเดียว่า ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและถูกนำตัวขึ้นศาลสหรัฐฯ ด้วยข้อกล่าวหาสมคบคิดก่อการร้ายด้วยยาเสพติด นำเข้าโคเคน ครอบครองปืนกลและอุปกรณ์ทำลายล้างต่อสหรัฐอเมริกา
เวเนซุเอลาดำเนินการอย่างไรบ้าง
ภายหลังจากที่มาดูโรและภรรยาถูกจับกุมตัว รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลาก็ได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ แสดงหลักฐานยืนยันว่าทั้งคู่ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ขณะที่วลาดิเมียร์ ปาดริโน โลเปซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของเวเนซุเอลาประกาศส่งกำลังทหารไปทั่วประเทศโดยทันที
เขากล่าวในวิดีโอแถลงการณ์เป็นภาษาสเปน เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนรวมพลังต่อต้านต่อการรุกรานที่เลวร้ายที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับเวเนซุเอลา พร้อมเสริมว่าเวเนซุเอลากำลังปฏิบัติตาม “คำสั่งของมาดูโร” ที่ให้ส่งกำลังทหารทั้งหมดไปประจำการทั่วประเทศ (ก่อนที่จะถูกจับกุมตัวไป)
“พวกเขาโจมตีเรา แต่พวกเขาจะเอาชนะเราไม่ได้” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าว
อนึ่ง ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการแทรกแซงทางทหารโดยตรงในละตินอเมริกาครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ นับตั้งแต่เหตุการณ์บุกปานามาเพื่อโค่นล้ม มานูเอล โนริเอกา ในปี 1989 ซึ่งสหรัฐฯ ใช้ข้อกล่าวหาเรื่องยาเสพติดในลักษณะเดียวกัน
คำถามที่ยังรอคำตอบ
อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ที่ยังไม่สงบ จึงมีหลายข้อสงสัยที่ยังไม่มีคำตอบ โดยขณะนี้เรายังไม่รู้ว่าสหรัฐฯ พาตัวมาดูโรและภรรยาไปไว้ที่ใด และยังไม่มีการสรุปข้อมูลที่แน่ชัดว่าการโจมตีครั้งนี้ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตมากน้อยแค่ไหน ส่วนความเสียหายและพิกัดในการโจมตีทั้งหมดก็ยังไม่มีการชี้แจงรายละเอียดที่แน่ชัด
และคำถามสำคัญที่สุด “ทำไมทรัมป์สั่งลุย” ซึ่งคาดว่าเราจะได้รับคำตอบนี้จากปากของเขาเอง เพราะทรัมป์เตรียมที่จะแถลงข่าวช่วง 11.00 น. ของวันนี้ตามเวลาสหรัฐฯ หรือตรงกับ 23.00 น. ตามเวลาบ้านเรา THE STANDARD จะอัปเดตความคืบหน้าต่อไป
ลำดับชนวนแห่งความขัดแย้ง
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น นี่คือไทม์ไลน์ที่นำไปสู่การเผชิญหน้าในครั้งนี้:
- ในช่วงแรกนั้น มีการโจมตีทางอากาศต่อเรือสปีดโบ๊ทหลายลำ ซึ่งเรือเหล่านั้นถูกกล่าวหาว่าแอบลักลอบขนยาเสพติดผ่านทางน่านน้ำของเวเนซุเอลา
- หลังจากนั้น สหรัฐฯ ก็ได้มีการส่งกำลังทหารเรือจำนวนมากไปยังแถบทะเลแคริบเบียนฝั่งตะวันออกและพื้นที่อื่นๆ จนเกิดการปะทะที่เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 110 คน
- กองกำลังสหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรไปแล้ว 2 ลำ และกำลังไล่ตามเรือลำที่สามอยู่
- ต่อมาในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ทรัมป์ส่งสัญญาณชัดเจนว่า “การโจมตีทางบก” อาจเกิดขึ้นในไม่ช้า
สหรัฐฯ และเวเนซุเอลาขัดแย้งเรื่องอะไรกัน
ทรัมป์ออกตัวว่าเขาไม่พอใจเวเนซุเอลาในประเด็นยาเสพติด โดยทรัมป์ประกาศกร้าวมาตั้งแต่ช่วงหาเสียงในปี 2024 แล้วว่า หากได้เป็นผู้นำอีกครั้ง เขาจะกวาดล้างยาเสพติดที่ลักลอบเข้าประเทศให้สิ้นซาก โดยเฉพาะเฟนทานิล (fentanyl) ที่สร้างวิกฤตครั้งใหญ่ และให้คำมั่นว่าจะจัดการขบวนการค้ายาเสพติดจากต่างแดน
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังประกาศด้วยว่าประเทศของตนไม่ยอมรับมาดูโรในฐานะผู้นำที่ชอบด้วยกฎหมายของเวเนซุเอลา และในเดือนมีนาคม 2025 ทรัมป์ได้ลงนามกำหนดให้องค์กรอาชญากรรม Tren de Aragua เป็นองค์กรก่อการร้ายระดับโลก
ไม่เพียงเท่านั้น เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังกล่าวหาอย่างเปิดเผยว่า มาดูโรมีบทบาทสำคัญในองค์กรอาชญากรรม Cartel de los Soles และใช้ขบวนการค้ายาเสพติดเป็นเสมือนอาวุธโจมตีสหรัฐฯ จนนำไปสู่การเพิ่มความกดดันอย่างถึงขีดสุดในเดือนสิงหาคม 2025 เมื่อกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มรางวัลสำหรับผู้ที่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการจับกุมมาดูโรอีก 2 เท่า จากเดิม 25 ล้านดอลลาร์ เป็น 50 ล้านดอลลาร์ โดยอ้างว่าผู้นำเวเนซุเอลามีส่วนพัวพันกับแก๊งอาชญากรรมและการขนส่งโคเคนข้ามชาติจำนวนมหาศาล
อย่างไรก็ตาม มาดูโรยืนกรานว่าข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ไม่เป็นความจริง แต่เป็นเพราะสหรัฐฯ เองต่างหากที่พยายามหาข้ออ้างในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง เพราะอยากยึดน้ำมันและแร่ธาตุที่มีมหาศาลในประเทศ
ชาติอื่นๆ ว่าอย่างไร
คิวบาออกแถลงการณ์ประณามว่า การโจมตีเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ “เป็นอาชญากรรม” และเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศแสดงท่าทีอย่างเร่งด่วน
กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียแถลงว่า รู้สึกกังวลอย่างยิ่งต่อรายงานที่มาดูโรและภรรยาถูกบังคับนำตัวออกจากประเทศ “เราเรียกร้องให้มีการชี้แจงสถานการณ์นี้โดยทันที หากการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของรัฐเอกราชอย่างไม่อาจยอมรับได้ ซึ่งการเคารพอธิปไตยเป็นหลักการสำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศ”
ด้านเยอรมนีและอิตาลีระบุว่า พวกเขาจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะมีการประชุมเพื่อหารือถึงประเด็นนี้ต่อไป
ส่วนสเปนเรียกร้องให้ทุกฝ่ายลดความตึงเครียด และเคารพต่อกฎหมายระหว่างประเทศ อีกทั้งยังเสนอตัวเป็นผู้เจรจาเพื่อช่วยหาทางออกอย่างสันติในเวเนซุเอลา
ภาพ: REUTERS
อ้างอิง:


