‘Experience Economy’ เปลี่ยนธุรกิจคาสิโน เมื่อ ‘การพนัน’ ทำได้ง่ายผ่านมือถือ ผู้ประกอบการจึงต้องสร้างเหตุผลใหม่ให้คนออกจากบ้าน
คาสิโนในสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนสูตรธุรกิจครั้งใหญ่ จากพื้นที่มืดทึบและควันบุหรี่คละคลุ้ง สู่เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์เต็มรูปแบบ ซึ่งมีครบทั้งคอนเสิร์ต สปา ร้านอาหาร และสวนสาธารณะ เพื่อดึงดูดกลุ่มคน Gen Z ที่เน้นเล่นพนันออนไลน์แต่ไม่สนใจเข้าคาสิโน
ผู้ประกอบการคาสิโนหลายรายกำลังลงทุนรีโนเวตใหญ่ ตั้งแต่การเพิ่มแสงธรรมชาติในอาคารมากขึ้น การนำเซเลบริตี้เชฟเข้ามาให้ร้านอาหารระดับพรีเมียม ตลอดจนเพิ่มลานกิจกรรมและลานโบว์ลิง
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือโครงการ Metropolitan Park ของ Steve Cohen ผู้เป็นเจ้าของทีมเบสบอล MLB อย่าง New York Mets ก็ได้ออกแบบพื้นที่เล่นคาสิโนให้เหลือเพียงแค่ 10% ของโครงการเท่านั้น ขณะที่ส่วนอื่นๆ จะเน้นเป็นสวนสาธารณะ สนามกีฬา เวทีคอนเสิร์ต และศูนย์อาหารท้องถิ่น
โดยแนวคิดนี้สะท้อนภารกิจใหม่ของธุรกิจคาสิโน นั่นคือการเป็น ‘Entertainment District’ แทนการเป็นบ่อนพนันแบบดั้งเดิม
คนรุ่นใหม่เล่นพนันผ่านมือถือ แต่ไม่เข้าคาสิโน
แม้คนรุ่น Gen Z จะเข้าสู่การพนันเร็วกว่าคนรุ่นก่อน แต่กลับเลือกเล่นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากกว่าคาสิโนจริง โดยผลสำรวจของ TransUnion ในปี 2025 พบว่า
- นักพนัน Gen Z เข้าคาสิโนลดลง 6%
- นักพนัน Gen Z เล่นพนันกีฬาในสถานที่ลดลง 1%
- นักพนัน Gen Z เดิมพันกีฬาทางออนไลน์เพิ่มขึ้น 7%
นอกจากนี้ ผลสำรวจของ Siena Research Institute ยังระบุว่า ผู้ชายอายุ 18-49 ปีในสหรัฐฯ กว่าครึ่งมีบัญชีเดิมพันกับแพลตฟอร์มอย่าง DraftKings หรือ FanDuel ซึ่งช่วยตอกย้ำว่าการพนันกลายเป็นกิจกรรมที่ทำได้ทุกที่ผ่านสมาร์ทโฟน
จากสถานที่เล่นพนัน สู่สถานที่สังสรรค์
Penn Entertainment หนึ่งในผู้ประกอบการคาสิโนรายใหญ่ของสหรัฐฯ ทุ่มเงินลงทุนกว่า 360 ล้านดอลลาร์ เพื่อปรับปรุง Hollywood Casino Aurora โดยเปลี่ยนโซน พนันกีฬา (Sportsbook) ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นแหล่งรายได้หลักของคาสิโน ให้มีบรรยากาศเหมือนบาร์ชุมชนมากขึ้น โดยเพิ่มศูนย์อาหารที่ขายทาโก้สไตล์สตรีทฟู้ด แซนด์วิชไก่รสเด็ด ตลอดจนประดับประดาจิตรกรรมฝาผนังด้วยผลงานศิลปะจากศิลปินท้องถิ่น
ด้าน Jennifer Weissman ประธานฝ่ายการตลาดของ Penn Entertainment ระบุว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้ต้องการแค่การพนัน แต่ต้องการสถานที่สำหรับพบปะและใช้เวลาร่วมกับเพื่อน
นอกจากนี้ คาสิโนหลายแห่งยังเพิ่มบริการสปา สระว่ายน้ำ โรงแรม และพื้นที่ Wellness ขณะที่หลายรัฐทยอยจำกัดหรือยกเลิกการสูบบุหรี่ภายในอาคาร ซึ่งช่วยลดภาพจำของคาสิโนที่เต็มไปด้วยควันบุหรี่
ไม่เพียงเท่านั้น บริษัทออกแบบคาสิโน HBG Design ยังระบุด้วยว่า ในอดีตพื้นที่เล่นพนันอาจกินสัดส่วนราว 60% ของโครงการ แต่ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 40% หรือบางแห่งต่ำกว่านั้นมาก
โดยข้อมูลของ Penn Entertainment ชี้ว่า รายได้จากโรงแรม ร้านอาหาร และความบันเทิง มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งทิศทางดังกล่าวสะท้อนว่า ธุรกิจคาสิโนกำลังเดิมพันกับโมเดลใหม่ที่ไม่ได้วัดความสำเร็จจากจำนวนคนที่เล่นสล็อตเพียงอย่างเดียว แต่จากการทำให้ผู้คนเดินเข้ามาใช้เวลาทั้งคืน ไม่ว่าจะเพื่อดูคอนเสิร์ต กินข้าว หรือพักผ่อน ก่อนที่บางส่วนจะตัดสินใจลองเสี่ยงโชคในท้ายที่สุด

