×

ภาคธนาคารสหรัฐฯ ผนึกกำลังแสดงความกังวล หลัง ‘ทรัมป์’ เรียกร้องให้หั่นดอกเบี้ยบัตรเครดิตเหลือ 10% เป็นเวลา 1 ปี

11.01.2026
  • LOADING...
ภาคธนาคารสหรัฐฯ ผนึกกำลังแสดงความกังวล หลัง ‘ทรัมป์’ เรียกร้องให้หั่นดอกเบี้ยบัตรเครดิตเหลือ 10% เป็นเวลา 1 ปี

อุตสาหกรรมการธนาคารของสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ร่วม เตือนว่า แผนการหั่นดอกเบี้ยบัตรเครดิตของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้เหลือ 10% เป็นเวลา 1 ปี จะทำให้การเข้าถึงสินเชื่อยากยิ่งขึ้น และจะส่งผลกระทบต่อทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจ

 

ทั้งนี้ ย้อนกลับไป เมื่อวันศุกร์ที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ ทรัมป์กล่าวว่า ต้องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตให้เหลือ 10% เป็นเวลา 1 ปี โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม ซึ่งเป็นวันครบรอบ 1 ปีการบริหารงานของทรัมป์

 

“เราจะไม่ปล่อยให้ประชาชนชาวอเมริกันถูก ‘ขูดรีด’ จากบริษัทบัตรเครดิตที่เรียกเก็บดอกเบี้ยสูงถึง 20 ถึง 30% อีกต่อไป” ทรัมป์กล่าวผ่านทาง Truth Social

 

เปิดท่าทีของภาคธนาคารสหรัฐฯ

 

โดยมี 5 สมาคมที่เป็นตัวแทนของธนาคารในสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์ต่อกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า ภาคธนาคารสหรัฐฯ มีเป้าหมายเดียวกันกับประธานาธิบดีในการช่วยให้ชาวอเมริกันเข้าถึง ‘สินเชื่อในราคาที่จับต้องได้มากขึ้น’ (more affordable credit)

 

“แต่ในขณะเดียวกัน หลักฐานชี้ให้เห็นว่าการจำกัดเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิตไว้ที่ 10% จะลดปริมาณสินเชื่อในระบบลง และจะสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อครอบครัวชาวอเมริกันและเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กนับล้านรายที่ต้องพึ่งพาและเห็นคุณค่าของบัตรเครดิต” แถลงการณ์ร่วมระบุ เมื่อช่วงดึกของวันที่ 9 มกราคม

 

แถลงการณ์ระบุเสริมว่า “หากมีการบังคับใช้จริง เพดานดอกเบี้ยนี้จะบีบให้ผู้บริโภคต้องหันไปพึ่งพาทางเลือกอื่นที่มีการกำกับดูแลน้อยกว่าและมีต้นทุนสูงกว่า”

 

ทั้งนี้ แถลงการณ์ดังกล่าวออกโดย สมาคมนายธนาคารอเมริกัน (American Bankers Association), สถาบันนโยบายธนาคาร (Bank Policy Institute), สมาคมนายธนาคารเพื่อผู้บริโภค (Consumer Bankers Association), เวทีบริการทางการเงิน (Financial Services Forum) และสมาคมนายธนาคารชุมชนอิสระแห่งอเมริกา (Independent Community Bankers of America)

 

สถานการณ์หนี้บัตรเครดิตในสหรัฐฯ ปัจจุบัน

 

บัตรเครดิตถือเป็นแหล่งสินเชื่อผู้บริโภคหลักในสหรัฐฯ โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ดอกเบี้ยและยอดหนี้คงค้างได้พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากผู้คนพึ่งพาบัตรเครดิตมากขึ้นเพื่อรักษาสภาพคล่องในการใช้จ่าย แม้กระทั่งสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน

 

ข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ระบุว่า ยอดหนี้บัตรเครดิตคงค้างรวมพุ่งทะลุ 1.23 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นเดือนกันยายน และถือเป็นแหล่งหนี้ภาคครัวเรือนที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 รองจากสินเชื่อบ้าน สินเชื่อเพื่อการศึกษา และสินเชื่อรถยนต์

 

Fed ยังระบุด้วยว่า อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตในปัจจุบันอยู่ที่อย่างน้อย 21% และอาจสูงถึง 38 % สำหรับผู้กู้ที่มีความเสี่ยงสูง เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยประมาณ 12% เมื่อทศวรรษที่แล้ว

 

ส่องแรงกดดันทางการเมือง เบื้องหลังแผนการลดดอกเบี้ย

 

ปัจจุบัน ทรัมป์กำลังเผชิญแรงกดดันให้ลดค่าครองชีพตามที่สัญญาไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งปี 2024 ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่ยังไม่คลี่คลายและเสียงบ่นจากผู้บริโภคที่ต้องดิ้นรนหารายได้ให้พอกับรายจ่าย ท่ามกลางการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน

 

ด้าน Elizabeth Warren วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตระดับสูงในคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภา ได้แสดงความกังขาว่า ทรัมป์จะจริงจังกับการจำกัดเพดานดอกเบี้ยจริงหรือไม่ โดยตั้งข้อสังเกตว่า ทรัมป์เคยพยายามที่จะยุบสำนักงานปกป้องผู้บริโภคทางการเงิน (Consumer Financial Protection Bureau) ซึ่งเป็นหน่วยงานเฝ้าระวังเพื่อผู้บริโภค

 

“การไปขอร้องให้บริษัทบัตรเครดิตทำตัวดีๆ นั้นเป็นเรื่องตลก” วอร์เรนกล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 9 มกราคม “ทรัมป์ไม่ได้แคร์เรื่องความสามารถในการจ่ายของประชาชนเลย”

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising