United Parcel Service (UPS) ยักษ์ใหญ่ด้านการขนส่งพัสดุระดับโลก ประกาศเมื่อวันอังคาร (27 ม.ค.) ที่ผ่านมาว่า บริษัทมีแผนที่จะปรับลดพนักงานลงอีกมากถึง 30,000 ตำแหน่งในปีนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามต่อเนื่องในการลดต้นทุนและพยุงผลกำไร รวมถึงการลดระดับความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับลูกค้ารายใหญ่อย่าง Amazon ที่กำลังกลายมาเป็นคู่แข่งตัวฉกาจ
ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากปีที่แล้ว UPS ได้ลดตำแหน่งงานไปแล้วถึง 62,000 ตำแหน่ง ซึ่งรวมถึงพนักงานขับรถส่งของแบบเต็มเวลา พนักงานคลังสินค้า ผู้จัดการ และพนักงานชั่วคราว โดยสาเหตุหลักมาจากการที่ UPS ต้องการลดสัดส่วนธุรกิจที่ทำกับ Amazon ลง เนื่องจากมองว่าเป็น ‘ธุรกิจที่บั่นทอนกำไร’ (Dilutive) แม้ว่า Amazon จะเคยเป็นลูกค้าอันดับหนึ่งก็ตาม
สถานการณ์การแข่งขันในตลาดขนส่งได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อ Amazon ได้ขยายบริการขนส่งของตนเองอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนสามารถทลายความยิ่งใหญ่ของสามทหารเสืออย่าง UPS, FedEx และไปรษณีย์สหรัฐฯ (USPS) ลงได้สำเร็จ โดยในปี 2024 Amazon มียอดจัดส่งพัสดุในสหรัฐฯ สูงถึง 6.3 พันล้านชิ้น ซึ่งแซงหน้าทั้ง UPS และ FedEx ไปเรียบร้อยแล้ว
รายงานดัชนีการขนส่งพัสดุจาก Pitney Bowes ยังคาดการณ์ด้วยว่า ภายในปี 2028 Amazon จะมีปริมาณการจัดส่งแซงหน้า USPS ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของประเทศ ปัจจัยเหล่านี้บีบให้ UPS ต้องเร่งปรับตัว โดยไบรอัน ไดค์ส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ของ UPS ระบุว่า การลดคนในปีนี้จะเน้นไปที่ตำแหน่งงานปฏิบัติการผ่าน ‘การลดคนตามธรรมชาติ’ (ไม่รับคนเพิ่มเมื่อมีคนลาออก) และโครงการสมัครใจลาออก
บริบทด้านแรงงานถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนสำหรับ UPS ซึ่งมีพนักงานรวมประมาณ 5 แสนคนในช่วงต้นปีที่ผ่านมา และในจำนวนนั้นราว 300,000 คนเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน Teamsters ดังนั้นการประกาศลดคนครั้งนี้จึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากฝ่ายสหภาพฯ
ทางด้านตัวแทนจากสหภาพแรงงาน Teamsters ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้แผนการของบริษัท โดยระบุถึงกรณีที่อาจมีการนำโครงการจ้างออก (Buyout) กลับมาใช้ว่า พนักงานทุกคนรู้มูลค่าของตัวเองดีและจะไม่ยอมออกไปมือเปล่า
“เรายินดีเป็นอย่างยิ่งหาก UPS ต้องการสร้างการเติบโตและประหยัดต้นทุนโดยให้ภาระไปตกอยู่ที่ ‘กลุ่มผู้บริหาร’ ตราบใดที่บริษัทยังคงรักษาข้อตกลงที่มีต่อสมาชิกของเรา และตอบแทนกลุ่ม Teamsters ซึ่งเป็นคนทำงานหน้างานจริงๆ ที่ทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้” แถลงการณ์ระบุ
นอกจากปัจจัยเรื่อง Amazon แล้ว UPS ยังเผชิญมรสุมจากปัจจัยภายนอกอื่นๆ โดยเฉพาะปริมาณพัสดุที่ส่งจากจีนที่ลดอย่างรุนแรงในปีที่ผ่านมา หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าต่ำจากประเทศจีน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณงานในเครือข่าย
ในแง่ของกลยุทธ์การบริหารสินทรัพย์ UPS ได้สั่งปิดศูนย์กระจายสินค้าไปแล้ว 93 แห่งในปีที่ผ่านมา พร้อมกับนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในพื้นที่ 57 แห่ง และในปีนี้ผู้บริหารระบุว่าได้กำหนดเป้าหมายที่จะปิดเพิ่มอีก 24 แห่งในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร
ดูเหมือนว่านักลงทุนจะขานรับกับมาตรการรัดเข็มขัดเหล่านี้ โดยหุ้นของ UPS ปิดตลาดปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยในการซื้อขายที่นิวยอร์กเมื่อวันอังคาร และหากนับจากจุดต่ำสุดของปีที่แล้ว หุ้นของบริษัทดีดตัวขึ้นมาแล้วกว่า 35% แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในการฟื้นฟูธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม หากมองภาพรวมตลอดปีที่ผ่านมา หุ้นของ UPS ยังคงติดลบอยู่ 18% ซึ่งสวนทางกับคู่แข่งอย่าง FedEx ที่หุ้นปรับตัวขึ้น 11% สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทยังคงมีความท้าทายรออยู่ข้างหน้าในการพิสูจน์ผลประกอบการระยะยาว
การประกาศลดพนักงานครั้งนี้อาจยิ่งซ้ำเติมความกังวลของชาวอเมริกันที่มีต่อตลาดแรงงาน แม้ว่าตัวเลขการว่างงานในช่วงที่ผ่านมาจะขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่สัญญาณที่น่าเป็นห่วงคืออัตราการจ้างงานใหม่ที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนนี้ที่ดิ่งลง โดยข้อมูลจาก Conference Board ระบุว่า สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มมองว่าสภาพตลาดในปัจจุบันนั้นงาน ‘หายาก’ ขึ้นเรื่อยๆ
อีกประเด็นสำคัญคือความปลอดภัย UPS ประกาศว่าได้ปลดระวางฝูงบิน ‘เครื่องบินรุ่น MD-11F’ ทั้งหมดอย่างเป็นทางการในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 หลังจากเกิดเหตุโศกนาฏกรรมเครื่องบินตกที่เมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกี เมื่อเดือนพฤศจิกายน ซึ่งส่งผลให้ลูกเรือ 3 คน และผู้คนบนพื้นดิน 12 คนเสียชีวิต โดยเครื่องบินรุ่นดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 9% ของฝูงบินทั้งหมดและถูกสั่งห้ามบินตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 30.92 บาท ณ วันที่ 28 มกราคม 2568
ภาพ: elbud / Shutterstock
อ้างอิง:


