×

อัตราว่างงานพุ่งแตะ 0.91% คนว่างงานเฉียด 4 แสนคน จำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ‘ลดลง’ ครั้งแรกรอบ 20 ไตรมาส

25.05.2026
  • LOADING...
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงอัตราว่างงานและจำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่ลดลง

สภาพัฒน์เผยอัตราว่างงานในไตรมาสแรกของปี 2569 เพิ่มแตะ 0.91% โดยมีจำนวนผู้ว่างงานเฉลี่ยเฉียด 4 แสนคน สอดคล้องกับยอดผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมลดลงครั้งแรกในรอบ 20 ไตรมาส ดันอัตราว่างงานในระบบแตะ 2.00% สูงสุดรอบ 3 ไตรมาส ด้าน KResearch จับตาสัญญาณแรงงานไทยแห่ไหลออก ‘นอกระบบ’ ห่วงเสี่ยงขาดภูมิคุ้มกันทางการเงินยามวิกฤต

 

 

ตามข้อมูลจากรายงาน ‘ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปี และแนวโน้มปี 2569’ ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ระบุว่า อัตราการว่างงาน ในไตรมาสแรกของปี 2569 อยู่ที่ 0.91% สูงกว่า 0.70% ในไตรมาสก่อนหน้า และสูงกว่า 0.89% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมีผู้ว่างงานเฉลี่ยจำนวน 3.828 แสนคน สูงกว่าผู้ว่างงานจำนวน 2.805 แสนคนในไตรมาสก่อนหน้า และสูงกว่าผู้ว่างงานจำนวน 3.577 แสนคนในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงอัตราว่างงานและจำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่ลดลง 1

 

เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่าอัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นในไตรมาสแรกของปีนี้ เป็นผลจากปัญหาที่สะสมมาในอดีต เช่นความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางปัญหาต้นทุนและยอดขายที่ตกต่ำ นอกจากนี้บริษัทต่างๆ ยังมีการนำเทคโนโลยีมาใช้และปรับตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ (Lean) ทำให้เกิดการปลดคนงาน นอกจากนี้ ยังมีสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางเข้ามาซ้ำเติมทำให้เริ่มสะท้อนเห็นผลกระทบในตัวเลขอัตราว่างงานในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงอัตราว่างงานและจำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่ลดลง 2

 

อัตราว่างงานในระบบประกันสังคม แตะ 2.00% สูงสุดในรอบ 3 ไตรมาส

 

อัตราว่างงานที่เพิ่มขึ้นยังสอดคล้องกับ ‘จำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม’ ที่ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ไตรมาส ตามการลดลงของผู้ประกันตนตามความสมัครใจมาตรา 33 และมาตรา 40 โดยในไตรมาสแรกของปี 2569 ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมรวมลดลง 0.3% เทียบกับการเพิ่มขึ้น 0.2% ในไตรมาสก่อนหน้า

 

ขณะที่จำนวนผู้ประกันตนที่ได้รับประโยชน์กรณีว่างงาน ตามมาตรา 33 ในไตรมาสแรกของปีนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 2.424 แสนคน สูงกว่าจำนวน 2.174 แสนคนในไตรมาสก่อนหน้า และสูงกว่าจำนวน 2.275 แสนคนในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

 

ดังนั้น ส่งผลให้ ‘อัตราว่างงานในระบบประกันสังคม’ หรือสัดส่วนผู้ประกันตนที่ได้รับประโยชน์กรณีว่างงานตามมาตรา 33 ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 2.00% สูงสุดในรอบ 3 ไตรมาส สูงกว่า 1.78 ในไตรมาสก่อนหน้า และสูงกว่า 1.89% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงอัตราว่างงานและจำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่ลดลง 3

 

ทั้งนี้ ผู้ประกันตนภาคบังคับ (ม.33) คือ พนักงานบริษัทเอกชนทั่วไป ซึ่งมีสถานะเป็นลูกจ้างที่ทำงานอยู่ในสถานประกอบการที่มีพนักงานตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป อายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี และไม่เกิน 60 ปี

 

ขณะที่ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ (ม.39) คือ บุคคลที่เคยทำงานอยู่ในบริษัทเอกชนในมาตรา 33 มาก่อนแล้วลาออกแต่ต้องการรักษาสิทธิประกันสังคมไว้ จึงสมัครเข้าใช้สิทธิประกันสังคมในมาตรา 39 แทน

 

ส่วนผู้ประกันตนภาคสมัครใจ (ม.40) คือ ผู้ประกันตนในมาตรา 40 นี้ คือ บุคคลที่ไม่ได้เป็นลูกจ้างในบริษัทเอกชนตามมาตรา 33 และไม่เคยสมัครเป็นผู้ประกันตนในมาตรา 39 ผู้ที่จะสมัครประกันสังคมในมาตรา 40 ได้นั้น ต้องเป็นผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระหรือแรงงานนอกระบบ มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 60 ปี

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงอัตราว่างงานและจำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่ลดลง 4

 

ส่องแรงงานกลุ่มใดได้รับผลกระทบบ้าง

 

สำหรับแรงงานกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ เกวลินระบุว่า เมื่อดูตามข้อมูลรายเดือน พบว่า แรงงานนอกภาคเกษตร ซึ่งเป็นกลุ่มที่ตัวเลขการจ้างงานลดลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในภาคการผลิต และการขนส่ง รวมไปถึง ค้าส่ง-ค้าปลีก และกิจกรรมทางการเงิน

 

สำหรับตัวเลขการจ้างงานของแรงงานในภาคเกษตร แม้จะยังเพิ่มขึ้นอยู่ในเดือนมีนาคม อย่างไรก็ตามในระยะต่อไป แรงงานในภาคเกษตรก็ยังมีความเสี่ยงอยู่จาก (1) ปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งยังต้องจับตาดูระดับความรุนแรง เนื่องจากบางฝ่ายยังคาดว่า จะรุนแรงมาก แต่ส่วนใหญ่ยังมองว่าอาจจะไม่ได้รุนแรงถึงขั้นวิกฤต อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ คือ ‘ภัยแล้ง’ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร (2) ปัญหาปุ๋ยขาดแคลน ซึ่งเป็นผลพวงมาจากตะวันออกกลาง นอกจากนี้ (3) ราคาวัตถุดิบหรือสินค้าโภคภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับอาหารก็มีแนวโน้มจะสูงขึ้นตามราคาตลาดโลก

 

จับตา ‘แรงงานไทย’ กำลังไป ‘นอกระบบ’ มากขึ้น

 

เกวลินกล่าวต่อว่า ตัวเลขแรงงานในระบบประกันสังคมที่ลดลง ท่ามกลางตัวเลข ‘ภาพรวมกำลังแรงงานที่สูงขึ้น’ และ ‘ผู้มีงานทำที่ยังคงเพิ่มขึ้น’ สามารถบอกเป็นนัย (Imply) ได้ว่า แรงงานกำลังย้ายออกไปอยู่นอกระบบมากขึ้น โดยความน่ากังวลของภาวะเช่นนนี้ คือ ‘สถานะการเงินของแรงงาน’ และ ‘ภูมิคุ้มกันทางการเงินของแรงงาน’ อาจไม่เพียงพอในยามฉุกเฉิน

 

“ความน่ากังวลอยู่ที่ เงินออมหรือสภาพคล่องของแรงงานเพียงพอเพื่อรองรับสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือไม่ แต่ดูจากตัวเลขหนี้สินก็น่ากังวลว่าจะไม่เพียงพอ ดังนั้นการอยู่นอกระบบและไม่ได้สิทธิประโยชน์ เวลาเจอความเสี่ยงก็จะยิ่งอ่อนไหว” เกวลินกล่าว

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงอัตราว่างงานและจำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่ลดลง 5

 

เปิดแนวโน้มสถานการณ์ว่างงานในช่วงที่เหลือของปี

 

สำหรับในระยะถัดไป ช่วงที่เหลือของปี (ไตรมาสที่ 2-4) เกวลินมองว่า อัตราการว่างงานก็มีโอกาสที่จะเพิ่มสูงขึ้นอีก หากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่จบ และช่องแคบฮอร์มุซยังไม่กลับมาเปิดตามปกติ

 

“แม้ว่าสถานการณ์การสู้รบอาจจะดูนิ่งลงบ้างแล้ว แต่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดอยู่และไม่สามารถใช้ในการเดินเรือได้ตามปกติ แม้ว่าภาคการขนส่งอาจจะพยายามหาเส้นทางเดินเรืออื่นทดแทน แต่ความสามารถในการขนส่งก็ยังไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้เท่ากับการเปิดใช้ช่องแคบฮอร์มุซ” เกวลินกล่าว

 

รัฐบาลควรเร่งหาทางออกที่ยั่งยืน พร้อมแก้ปัญหาที่ต้นตอ

 

ท่ามกลางกระแสข่าวว่า รัฐบาลมีแนวคิดที่จะนำมาตรการลดเงินสมทบประกันสังคม คล้ายช่วงโควิด กลับมาพิจารณาใช้อีกครั้งเพื่อช่วยประคองภาระของนายจ้างและลูกจ้างในยามวิกฤต

 

อย่างไรก็ตาม เกวลินเตือนว่า แนวคิดดังกล่าวมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนี้ โดยข้อดีคือ สามารถช่วยเหลือนายจ้างและแรงงานที่กำลังเผชิญกับความลำบากและแบกรับภาระแทบไม่ไหวเป็นการชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ข้อเสียคือ แม้จะช่วยลดภาระได้ในวันนี้ได้ แต่การส่งเงินสมทบน้อยลง หมายถึงการดึงเงินในอนาคตหรือสิทธิประโยชน์ในอนาคตมาใช้ก่อน เช่น เงินเกษียณอายุก็จะลดลงตามไปด้วย

 

เกวลินเสนออีกว่า ภาครัฐควรพิจารณาหาทางออกที่ทำให้ธุรกิจสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง เช่น การลดต้นทุน การเพิ่มยอดขาย หรือการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories