×

ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีนำเข้า 8 ชาติพันธมิตร NATO ในยุโรป สูงสุด 25% หวังกดดันเดนมาร์กขายกรีนแลนด์

18.01.2026
  • LOADING...
ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีนำเข้า 8 ชาติพันธมิตร NATO ในยุโรป สูงสุด 25% หวังกดดัน **เดนมาร์ก** ขาย **กรีนแลนด์**

สหรัฐฯ เตรียมบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าใหม่กับ 8 ชาติพันธมิตร NATO ในยุโรป เพื่อเป็นเครื่องมือต่อรองให้เดนมาร์กยอมขายเกาะกรีนแลนด์ให้กับสหรัฐฯ โดย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดียว่า รัฐบาลจะเริ่มจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 10% ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2026 และ จะปรับเพิ่มเป็น 25% ในวันที่ 1 มิถุนายน 2026 โดยมาตรการดังกล่าวจะถูกนำไปบวกเพิ่มกับอัตราภาษีเดิมที่ใช้อยู่แล้ว ไม่ใช่การทดแทนแต่อย่างใด

 

สำหรับประเทศที่จะได้รับผลกระทบประกอบด้วยกลุ่มสแกนดิเนเวีย และ ประเทศมหาอำนาจในยุโรป เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี และ สหราชอาณาจักร ซึ่งมาตรการนี้จะถูกนำไปบวกเพิ่มกับอัตราภาษีเดิมที่เก็บอยู่แล้ว ซึ่งจะส่งผลให้สินค้าในกลุ่มเปราะบางอย่างเหล็ก และ รถยนต์อาจมีภาระภาษีพุ่งสูงเกินกว่า 20%

 

นักวิเคราะห์แสดงความเห็นว่า การที่สหรัฐฯ เลือกใช้มาตรการกับประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) เพียงบางส่วน อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายภาษีครอบคลุมทั้ง 27 ประเทศใน EU ซึ่งจะกลายเป็นบ่อนทำลายข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ และ EU ที่เพิ่งบรรลุร่วมกันเมื่อเดือนสิงหาคม 2025 ซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจหลังความขัดแย้งทางการค้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

ท่าทีแข็งกร้าวของ โดนัลด์ ทรัมป์ จุดชนวนให้ยุโรปตอบโต้ทันที โดย มันเฟรด เวเบอร์ สมาชิกอาวุโสจากพรรค European People’s Party (EPP) กล่าวว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ ข้อตกลงการค้าระหว่าง EU กับสหรัฐฯ ไม่อาจเดินหน้าต่อไปได้ พร้อมเรียกร้องให้ EU ระงับมาตรการลดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ เป็นศูนย์ไว้เป็นการชั่วคราว เพื่อรักษาอำนาจการต่อรองเอาไว้

 

ขณะเดียวกัน สำนักข่าว Reuters รายงานว่า เอกอัครราชทูตจากประเทศสมาชิก EU ทั้ง 27 ประเทศ เตรียมจัดการประชุมฉุกเฉินในวันนี้ (อาทิตย์ที่ 18 มกราคม 2026) โดยมีไซปรัส ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสหภาพยุโรปแบบหมุนเวียน เป็นผู้เรียกประชุม เพื่อประเมินผลกระทบจากมาตรการของสหรัฐฯ และกำหนดท่าทีร่วมกัน

 

ในฝั่งของ โดนัลด์ ทรัมป์ ให้เหตุผลว่า การปรับขึ้นภาษีครั้งนี้เป็นการตอบโต้ประเทศในยุโรปบางแห่งที่ส่งกองกำลังเข้าไปยังเกาะกรีนแลนด์ ท่ามกลางความตึงเครียดด้านความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติก โดยทรัมป์มองว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นสถานการณ์ที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงและการอยู่รอดของโลก

 

โดยก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยระบุว่า อาจใช้มาตรการทางภาษีในลักษณะเดียวกับที่เคยนำมาใช้กดดันประเทศอื่นในประเด็นราคายา เพื่อบีบให้เกิดข้อตกลงเกี่ยวกับกรีนแลนด์ พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ มีความจำเป็นต้องครอบครองพื้นที่ดังกล่าวเพื่อเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ แม้ทรัมป์จะไม่ได้อ้างอิงถึงกฎหมายฉบับใดโดยตรง แต่

 

นักวิเคราะห์มองว่าแนวทางนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับการใช้อำนาจภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ซึ่งเปิดทางให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีอำนาจในการดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉิน ซึ่งศาลสูงสุดสหรัฐฯ อาจมีคำตัดสินในเร็ว ๆ นี้เกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของภาษีที่ใช้ภายใต้กรอบดังกล่าว

 

ด้าน สก็อตต์ ลินซิโคม จากสถาบัน Cato เตือนว่า การขู่ขึ้นภาษีสะท้อนความเปราะบางของข้อตกลงการค้าที่พึ่งพาการตัดสินใจฝ่ายเดียว และทำลายความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ในฐานะคู่ค้าระยะยาว ในช่วงเวลาเดียวกัน ผู้นำยุโรปหลายประเทศออกมาประณามมาตรการดังกล่าว โดยมองว่าเป็นการกระทำเชิงเป็นศัตรูกับพันธมิตร และเสี่ยงบั่นทอนความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก

 

ขณะที่ เออร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป แสดงความเห็นว่า ประเด็นนี้ไม่ใช่เพียงข้อพิพาททางการค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบคุณค่าพื้นฐานที่โลกตะวันตกยึดถือร่วมกัน เช่นเดียวกับเมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ที่เสริมว่า การเพิ่มกำลังทหารในกรีนแลนด์มีเป้าหมายเพื่อความมั่นคงในแถบอาร์กติก โดยได้ดำเนินการอย่างโปร่งใสร่วมกับพันธมิตร พร้อมย้ำจุดยืนชัดเจนว่ากรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้ขาย

 

ในฝั่งของผู้นำสหภาพยุโรป ออกมาเตือนว่า ความขัดแย้งครั้งนี้อาจเปิดช่องให้จีนและรัสเซียได้รับประโยชน์จากความแตกแยกของพันธมิตรตะวันตก ขณะเดียวกัน แรงกดดันต่อองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ก็เพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางความกังวลว่าการใช้มาตรการภาษีกับประเทศพันธมิตรอาจส่งผลย้อนกลับ กระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

 

ส่วนสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ จากทั้งสองพรรคการเมืองออกมาเรียกร้องให้ลดระดับความตึงเครียดลง โดยชี้ว่าไม่พบภัยคุกคามด้านความมั่นคงต่อกรีนแลนด์ พร้อมเตือนว่าการขึ้นภาษีกับพันธมิตร NATO จะยิ่งเพิ่มภาระค่าครองชีพให้ชาวอเมริกัน และเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ยุติการข่มขู่ หันกลับมาใช้การทูตเป็นแนวทางหลักในการแก้ไขปัญหาแทน

 

ภาพ: NMK-Studio/shutterstock

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising