×

ปฏิบัติการทรัมป์ บุกจับ ‘มาดูโร’ ผิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไร?

06.01.2026
  • LOADING...
The provided headline already follows the Khaosod/Thairath spacing rule (adding a space before proper nouns that follow a verb). The sequence บุกจับ ‘มาดูโร’ demonstrates this, as there is a space between the verb phrase บุกจับ and the proper noun ‘มาดูโร’. Other parts of the headline also follow typical generous spacing for readability in this style. Therefore, no changes are needed. **Original Headline (already correctly formatted):** ปฏิบัติการทรัมป์ บุกจับ ‘มาดูโร’ ผิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไร?

ตกตะลึงไปทั่วโลกกับปฏิบัติการสุดระทึกของสหรัฐฯ ภายใต้บัญชาการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ส่งหน่วยรบพิเศษบุกจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา พร้อมภริยา จากบ้านพักในกรุงคารากัส มายังสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 มกราคม และดำเนินคดีใน 4 ข้อหาร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดและการก่อการร้าย

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากหลายฝ่าย ทำไมสหรัฐฯ จึงสามารถรุกล้ำอธิปไตยและบุกจับกุมตัวผู้นำของประเทศอื่นได้ แม้ว่าผู้นำประเทศนั้นจะมีความเผด็จการหรือก่ออาชญากรรมร้ายแรง และในแง่มุมกฎหมายระหว่างประเทศ การกระทำนี้ถูกหรือผิดอย่างไร

 

ผิด 100%

 

  • ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ THE STANDARD โดยยืนยันแบบตรงไปตรงมาว่า การกระทำของทรัมป์ในกรณีนี้ ‘ผิด 100%’ ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการใช้กำลังทหารเข้าไปในรัฐอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม ซึ่งขัดต่อกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) อย่างชัดเจน

 

  • เขาชี้ว่า การที่รัฐบาลสหรัฐฯ อ้างสิทธิการป้องกันตนเอง (Self Defense) จากภัยคุกคามเรื่องยาเสพติดที่จะทะลักเข้าสู่สหรัฐฯ นั้นฟังไม่ขึ้น เพราะข้อเท็จจริงทางกฎหมาย ตามกฎบัตร UN ข้อที่ 51 รัฐจะใช้กำลังป้องกันตนเองได้ก็ต่อเมื่อ ‘ถูกโจมตีด้วยอาวุธ (An armed attack occurs)’ เท่านั้น

 

  • โดยการลักลอบขนยาเสพติด แม้เป็นภัยคุกคาม แต่ไม่ใช่การโจมตีด้วยอาวุธ ดังนั้นข้ออ้างนี้จึงไม่อาจนำมาใช้สนับสนุนการใช้กำลังทหารเหนืออธิปไตยของประเทศอื่น

 

  • ขณะที่สหรัฐฯ อ้างว่า มาดูโรมีหมายจับ จึงต้องส่งกำลังเข้าไปจับกุมเพื่อบังคับใช้กฎหมาย แต่การส่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ (เช่น FBI หรือ CIA) เข้าไปจับผู้ร้ายในดินแดนของรัฐอื่น ทำไม่ได้หากเจ้าของดินแดนไม่ยินยอม เปรียบเทียบง่ายๆ คือตำรวจไทยไม่สามารถบุกไปจับผู้ร้ายที่หนีไปต่างประเทศได้เอง แม้จะมีหมายจับ หากประเทศปลายทางไม่อนุญาต

 

  • การเข้าไปจับกุมโดยพลการ ถือเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยของตนเองเหนือดินแดนรัฐอื่น ซึ่งผิดกฎหมายระหว่างประเทศอีกชั้นหนึ่ง แยกต่างหากจากเรื่องการใช้กำลังทหาร

 

  • นอกจากนี้ การที่ทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐฯ จะควบคุมการบริหารประเทศของเวเนซุเอลา หรือแม้แต่ควบคุมหรือตัดสินใจเรื่องการเปลี่ยนตัวผู้นำเวเนซุเอลานั้น ดร.ภัทรพงษ์ ชี้ว่าเป็นการกระทำผิดอีกชั้นในเรื่องหลักการห้ามแทรกแซงกิจการภายในของรัฐอื่น

 

เทียบกรณี ซัดดัม ฮุสเซน (2003)

 

  • เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้นำเวเนฯ ไม่ใช่กรณีแรกที่สหรัฐฯ บุกไปโค่นล้มและจับกุมผู้นำต่างชาติ

 

  • กรณีหนึ่งที่เคยกลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลก คือการที่กองกำลังผสม สหรัฐฯ อังกฤษ ออสเตรเลีย และโปแลนด์ บุกอิรัก และโค่นอำนาจรัฐบาลเผด็จการของ ซัดดัม ฮุสเซน ประธานาธิบดีอิรักในปี 2003

 

  • โดย จอร์จ ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ขณะนั้น ใช้ข้ออ้างเรื่องการสะสมอาวุธทำลายล้างสูง (WMD) และให้ที่พักพิงแก่กลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์ ซึ่งอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ 9/11 ในการเปิดปฏิบัติการจนทำให้รัฐบาลซัดดัม ล่มสลายภายในไม่กี่สัปดาห์ ก่อนที่ซัดดัมจะถูกจับกุมในเดือนธันวาคม 2003 และถูกดำเนินคดีในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จากกรณีสังหารชาวชีอะฮ์ที่เมืองดูจาอิล และถูกลงโทษประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในปี 2006 แม้ว่าข้ออ้างเรื่องสะสมอาวุธทำลายล้างสูงนั้นไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนใดๆ

 

  • ดร.ภัทรพงษ์ อธิบายว่า ในกรณีของซัดดัมนั้น มีความแตกต่างจากกรณีของมาดูโร โดยบุชอ้างเรื่อง ‘การป้องกันตนเอง (Self Defense)’ แต่ตีความว่าในกรณีที่เป็นอาวุธทำลายล้างสูง ไม่จำเป็นต้องรอให้สหรัฐฯ ถูกโจมตีก่อนจึงค่อยใช้กำลังตอบโต้กลับเพื่อป้องกันตนเอง แต่สามารถโจมตีเพื่อป้องกันตนเอง ก่อนได้หากได้รับข่าวกรองที่มีหลักฐานว่า อิรักกำลังจะใช้อาวุธเพื่อโจมตีสหรัฐฯ โดยเรียกว่าเป็นหลักการ Preventive Self Defense

 

  • อย่างไรก็ตาม หลักการดังกล่าวถูกตั้งคำถามจากหลายฝ่าย เนื่องจากมีสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียวที่ใช้หลักการนี้ และในการโจมตีเมื่อได้รับข่าวกรอง นั้นไกลเกินไปจากการป้องกันตนเอง และไกลจากตัวบทของกฎบัตร UN ข้อที่ 51 เรื่องการที่รัฐจะใช้กำลังป้องกันตนเองได้ก็ต่อเมื่อ ถูกโจมตีด้วยอาวุธแล้วเท่านั้น

 

  • กรณีของมาดูโรนั้น ทรัมป์ไม่มีคำอธิบายทางกฎหมายที่ซับซ้อน โดยใช้แค่คำว่า Self Defense และไม่พยายามอธิบายว่าเกี่ยวข้องกับกฎบัตร UN ข้อที่ 51 อย่างไร ซึ่งการที่ไม่ได้รับความยินยอมของเจ้าของดินแดน ทำให้ปฏิบัติการครั้งนี้ ไร้คำอธิบายทางข้อกฎหมาย

 

เทียบกรณี สหรัฐฯ บุกจับผู้นำเผด็จการปานามา (1989)

 

  • อีกกรณีคือ นายพล มานูเอล โนริเอกา (Manuel Noriega) ผู้นำเผด็จการแห่งปานามาที่ถูกสหรัฐฯ ส่งกองทัพบุกจับกุมตัวไปดำเนินคดีในข้อหาค้ายาเสพติด โดยใช้ข้ออ้างที่คล้ายกันคือเรื่อง Self Defense

 

  • เหตุการณ์จับกุมนายพลโนริเอกา เกิดขึ้นช่วงปลายเดือนธันวาคมปี 1989 หลังจากที่รัฐบาลเมืองไมอามีและแทมปา ในรัฐฟลอริดา ฟ้องร้องเขาในข้อหาลักลอบค้ายาเสพติดและฟอกเงิน ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองในปานามาที่ปั่นป่วนจากคดีฆาตกรรมนักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล และการที่เขายกเลิกผลการเลือกตั้งในประเทศ

 

  • โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีจอร์จ บุช ผู้พ่อ ตัดสินใจส่งเจ้าหน้าที่ไปเจรจาให้เขาลาออกแต่ประสบความ ‘ล้มเหลว’

 

  • ขณะที่รัฐสภาปานามาที่พรรค PRD ของนายพลโนริเอกาครองเสียงข้างมากได้ประกาศ ‘สถานะสงคราม’ ระหว่างสหรัฐฯ และปานามา และยังประกาศให้โนริเอกาเป็น ‘ซีอีโอ’ ของรัฐบาล ประกอบกับเกิดเหตุการณ์กองกำลังทหารของโนริเอกาคุกคามทหารและพลเรือนอเมริกัน จึงเป็นเหตุให้เกิดปฏิบัติการบุกจับ

 

  • ดร.ภัทรพงษ์ เทียบเคียงกับกรณีมาดูโร โดยชี้ว่ารายงานของประธานาธิบดีจอร์จ บุช ที่ยื่นต่อสภาคองเกรสตามกฎหมาย War Powers Resolution 4kpหลังปฏิบัติการจับตัวนายพลโนริเอกา ยังต้องมีการหาคำอธิบายทางกฎหมายที่ดี เพื่ออธิบายกับ สส. ประชาชน และประชาคมโลกให้เข้าใจ และชี้แจงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะรัฐสภาปานามาประกาศสงครามกับสหรัฐฯ ก่อน และเริ่มมีการใช้ความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่อเมริกัน

 

  • ขณะที่บุช ชี้แจงว่าผู้นำปานามาคนใหม่ที่เข้าดำรงตำแหน่งหลังจากที่สหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการทางทหารแล้ว ยังได้ให้ความยินยอมและตอบรับความช่วยเหลือของกองทัพสหรัฐฯ ในการโค่นล้มระบอบเผด็จการของนายพลโนริเอกาด้วย

 

  • ซึ่งแม้หลายคนอาจจะไม่เห็นด้วย แต่คำอธิบายเหล่านี้ยังมองได้ว่าเป็นคำอธิบายทางกฎหมายที่มีน้ำหนักกว่าหนังสือชี้แจงของทรัมป์
  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising