ตกตะลึงไปทั่วโลกกับปฏิบัติการสุดระทึกของสหรัฐฯ ภายใต้บัญชาการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ส่งหน่วยรบพิเศษบุกจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา พร้อมภริยา จากบ้านพักในกรุงคารากัส มายังสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 มกราคม และดำเนินคดีใน 4 ข้อหาร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดและการก่อการร้าย
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากหลายฝ่าย ทำไมสหรัฐฯ จึงสามารถรุกล้ำอธิปไตยและบุกจับกุมตัวผู้นำของประเทศอื่นได้ แม้ว่าผู้นำประเทศนั้นจะมีความเผด็จการหรือก่ออาชญากรรมร้ายแรง และในแง่มุมกฎหมายระหว่างประเทศ การกระทำนี้ถูกหรือผิดอย่างไร
ผิด 100%
- ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ THE STANDARD โดยยืนยันแบบตรงไปตรงมาว่า การกระทำของทรัมป์ในกรณีนี้ ‘ผิด 100%’ ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการใช้กำลังทหารเข้าไปในรัฐอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม ซึ่งขัดต่อกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) อย่างชัดเจน
- เขาชี้ว่า การที่รัฐบาลสหรัฐฯ อ้างสิทธิการป้องกันตนเอง (Self Defense) จากภัยคุกคามเรื่องยาเสพติดที่จะทะลักเข้าสู่สหรัฐฯ นั้นฟังไม่ขึ้น เพราะข้อเท็จจริงทางกฎหมาย ตามกฎบัตร UN ข้อที่ 51 รัฐจะใช้กำลังป้องกันตนเองได้ก็ต่อเมื่อ ‘ถูกโจมตีด้วยอาวุธ (An armed attack occurs)’ เท่านั้น
- โดยการลักลอบขนยาเสพติด แม้เป็นภัยคุกคาม แต่ไม่ใช่การโจมตีด้วยอาวุธ ดังนั้นข้ออ้างนี้จึงไม่อาจนำมาใช้สนับสนุนการใช้กำลังทหารเหนืออธิปไตยของประเทศอื่น
- ขณะที่สหรัฐฯ อ้างว่า มาดูโรมีหมายจับ จึงต้องส่งกำลังเข้าไปจับกุมเพื่อบังคับใช้กฎหมาย แต่การส่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ (เช่น FBI หรือ CIA) เข้าไปจับผู้ร้ายในดินแดนของรัฐอื่น ทำไม่ได้หากเจ้าของดินแดนไม่ยินยอม เปรียบเทียบง่ายๆ คือตำรวจไทยไม่สามารถบุกไปจับผู้ร้ายที่หนีไปต่างประเทศได้เอง แม้จะมีหมายจับ หากประเทศปลายทางไม่อนุญาต
- การเข้าไปจับกุมโดยพลการ ถือเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยของตนเองเหนือดินแดนรัฐอื่น ซึ่งผิดกฎหมายระหว่างประเทศอีกชั้นหนึ่ง แยกต่างหากจากเรื่องการใช้กำลังทหาร
- นอกจากนี้ การที่ทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐฯ จะควบคุมการบริหารประเทศของเวเนซุเอลา หรือแม้แต่ควบคุมหรือตัดสินใจเรื่องการเปลี่ยนตัวผู้นำเวเนซุเอลานั้น ดร.ภัทรพงษ์ ชี้ว่าเป็นการกระทำผิดอีกชั้นในเรื่องหลักการห้ามแทรกแซงกิจการภายในของรัฐอื่น
เทียบกรณี ซัดดัม ฮุสเซน (2003)
- เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้นำเวเนฯ ไม่ใช่กรณีแรกที่สหรัฐฯ บุกไปโค่นล้มและจับกุมผู้นำต่างชาติ
- กรณีหนึ่งที่เคยกลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลก คือการที่กองกำลังผสม สหรัฐฯ อังกฤษ ออสเตรเลีย และโปแลนด์ บุกอิรัก และโค่นอำนาจรัฐบาลเผด็จการของ ซัดดัม ฮุสเซน ประธานาธิบดีอิรักในปี 2003
- โดย จอร์จ ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ขณะนั้น ใช้ข้ออ้างเรื่องการสะสมอาวุธทำลายล้างสูง (WMD) และให้ที่พักพิงแก่กลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์ ซึ่งอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ 9/11 ในการเปิดปฏิบัติการจนทำให้รัฐบาลซัดดัม ล่มสลายภายในไม่กี่สัปดาห์ ก่อนที่ซัดดัมจะถูกจับกุมในเดือนธันวาคม 2003 และถูกดำเนินคดีในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จากกรณีสังหารชาวชีอะฮ์ที่เมืองดูจาอิล และถูกลงโทษประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในปี 2006 แม้ว่าข้ออ้างเรื่องสะสมอาวุธทำลายล้างสูงนั้นไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนใดๆ
- ดร.ภัทรพงษ์ อธิบายว่า ในกรณีของซัดดัมนั้น มีความแตกต่างจากกรณีของมาดูโร โดยบุชอ้างเรื่อง ‘การป้องกันตนเอง (Self Defense)’ แต่ตีความว่าในกรณีที่เป็นอาวุธทำลายล้างสูง ไม่จำเป็นต้องรอให้สหรัฐฯ ถูกโจมตีก่อนจึงค่อยใช้กำลังตอบโต้กลับเพื่อป้องกันตนเอง แต่สามารถโจมตีเพื่อป้องกันตนเอง ก่อนได้หากได้รับข่าวกรองที่มีหลักฐานว่า อิรักกำลังจะใช้อาวุธเพื่อโจมตีสหรัฐฯ โดยเรียกว่าเป็นหลักการ Preventive Self Defense
- อย่างไรก็ตาม หลักการดังกล่าวถูกตั้งคำถามจากหลายฝ่าย เนื่องจากมีสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียวที่ใช้หลักการนี้ และในการโจมตีเมื่อได้รับข่าวกรอง นั้นไกลเกินไปจากการป้องกันตนเอง และไกลจากตัวบทของกฎบัตร UN ข้อที่ 51 เรื่องการที่รัฐจะใช้กำลังป้องกันตนเองได้ก็ต่อเมื่อ ถูกโจมตีด้วยอาวุธแล้วเท่านั้น
- กรณีของมาดูโรนั้น ทรัมป์ไม่มีคำอธิบายทางกฎหมายที่ซับซ้อน โดยใช้แค่คำว่า Self Defense และไม่พยายามอธิบายว่าเกี่ยวข้องกับกฎบัตร UN ข้อที่ 51 อย่างไร ซึ่งการที่ไม่ได้รับความยินยอมของเจ้าของดินแดน ทำให้ปฏิบัติการครั้งนี้ ไร้คำอธิบายทางข้อกฎหมาย
เทียบกรณี สหรัฐฯ บุกจับผู้นำเผด็จการปานามา (1989)
- อีกกรณีคือ นายพล มานูเอล โนริเอกา (Manuel Noriega) ผู้นำเผด็จการแห่งปานามาที่ถูกสหรัฐฯ ส่งกองทัพบุกจับกุมตัวไปดำเนินคดีในข้อหาค้ายาเสพติด โดยใช้ข้ออ้างที่คล้ายกันคือเรื่อง Self Defense
- เหตุการณ์จับกุมนายพลโนริเอกา เกิดขึ้นช่วงปลายเดือนธันวาคมปี 1989 หลังจากที่รัฐบาลเมืองไมอามีและแทมปา ในรัฐฟลอริดา ฟ้องร้องเขาในข้อหาลักลอบค้ายาเสพติดและฟอกเงิน ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองในปานามาที่ปั่นป่วนจากคดีฆาตกรรมนักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล และการที่เขายกเลิกผลการเลือกตั้งในประเทศ
- โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีจอร์จ บุช ผู้พ่อ ตัดสินใจส่งเจ้าหน้าที่ไปเจรจาให้เขาลาออกแต่ประสบความ ‘ล้มเหลว’
- ขณะที่รัฐสภาปานามาที่พรรค PRD ของนายพลโนริเอกาครองเสียงข้างมากได้ประกาศ ‘สถานะสงคราม’ ระหว่างสหรัฐฯ และปานามา และยังประกาศให้โนริเอกาเป็น ‘ซีอีโอ’ ของรัฐบาล ประกอบกับเกิดเหตุการณ์กองกำลังทหารของโนริเอกาคุกคามทหารและพลเรือนอเมริกัน จึงเป็นเหตุให้เกิดปฏิบัติการบุกจับ
- ดร.ภัทรพงษ์ เทียบเคียงกับกรณีมาดูโร โดยชี้ว่ารายงานของประธานาธิบดีจอร์จ บุช ที่ยื่นต่อสภาคองเกรสตามกฎหมาย War Powers Resolution 4kpหลังปฏิบัติการจับตัวนายพลโนริเอกา ยังต้องมีการหาคำอธิบายทางกฎหมายที่ดี เพื่ออธิบายกับ สส. ประชาชน และประชาคมโลกให้เข้าใจ และชี้แจงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะรัฐสภาปานามาประกาศสงครามกับสหรัฐฯ ก่อน และเริ่มมีการใช้ความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่อเมริกัน
- ขณะที่บุช ชี้แจงว่าผู้นำปานามาคนใหม่ที่เข้าดำรงตำแหน่งหลังจากที่สหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการทางทหารแล้ว ยังได้ให้ความยินยอมและตอบรับความช่วยเหลือของกองทัพสหรัฐฯ ในการโค่นล้มระบอบเผด็จการของนายพลโนริเอกาด้วย
- ซึ่งแม้หลายคนอาจจะไม่เห็นด้วย แต่คำอธิบายเหล่านี้ยังมองได้ว่าเป็นคำอธิบายทางกฎหมายที่มีน้ำหนักกว่าหนังสือชี้แจงของทรัมป์


