ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Financial Times วานนี้ (29 มีนาคม) ว่า “สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดคือการยึดน้ำมันในอิหร่าน” โดยเปรียบเทียบการเคลื่อนไหวนี้กับกรณีเวเนซุเอลา ที่สหรัฐฯ ตั้งใจจะควบคุมอุตสาหกรรมน้ำมัน “อย่างไม่มีกำหนด” หลังจากจับกุมนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเผด็จการได้ในเดือนมกราคม
“พูดตามตรง สิ่งที่ผมชอบที่สุดคือการยึดน้ำมันในอิหร่าน แต่คนโง่ๆ ในสหรัฐฯ บางคนถามว่า ทำไมคุณถึงทำอย่างนั้น? แต่พวกเขาก็เป็นคนโง่” ทรัมป์กล่าว
การยึดน้ำมันของอิหร่าน แน่นอนว่าจะเกี่ยวข้องกับการยึดเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นเส้นทางส่งออกน้ำมันส่วนใหญ่ของอิหร่าน แต่การส่งทหารบุกโจมตีและยึดเกาะนั้นมีความเสี่ยงสูง ซึ่งอาจทำให้สหรัฐฯ เกิดความสูญเสียมากขึ้น และยืดเยื้อค่าใช้จ่ายและระยะเวลาของสงคราม
“บางทีเราอาจจะยึดเกาะคาร์ก บางทีเราอาจจะไม่ยึด เรามีทางเลือกมากมาย นั่นหมายความว่าเราจะต้องอยู่ที่นั่น (บนเกาะคาร์ก) เป็นเวลานาน” ทรัมป์กล่าว และตอบคำถามเกี่ยวกับสถานะการป้องกันของอิหร่านบนเกาะคาร์ก โดยกล่าวว่า
“ผมไม่คิดว่าพวกเขามีการป้องกันใดๆ เราสามารถยึดครองได้อย่างง่ายดาย”
ก่อนหน้านี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ มีคำสั่งให้ส่งทหาร 10,000 นายที่ได้รับการฝึกฝนให้บุกยึดและรักษาพื้นที่เดินทางไปยังตะวันออกกลาง ซึ่งเมื่อวันศุกร์ (27 มีนาคม) ทหารประมาณ 3,500 นาย รวมถึงนาวิกโยธินประมาณ 2,200 นาย ได้เดินทางไปถึงภูมิภาค และอีก 2,200 นายกำลังเดินทางไป ขณะเดียวกันก็มีคำสั่งให้ส่งทหารหลายพันนายจากกองพลทหารราบที่ 82 ไปยังภูมิภาคด้วย
ท่าทีของทรัมป์ มีขึ้นในขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ใน 1 เดือน โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งสูงถึงกว่า 116 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ระหว่างซื้อขายในตลาดเอเชียเช้าวันนี้ และใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มความขัดแย้ง
เจรจาทางอ้อม ‘คืบหน้าไปได้ด้วยดี’
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์เน้นย้ำว่า การเจรจาทางอ้อมระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านผ่านตัวกลางคือปากีสถาน กำลัง ‘คืบหน้าไปได้ด้วยดี’
โดยเขากำหนดเส้นตายวันที่ 6 เมษายน ที่อิหร่านจะต้องยอมรับข้อตกลงยุติสงคราม หรือเผชิญกับการโจมตีโครงสร้างพลังงานและโรงไฟฟ้า
ทั้งนี้ เมื่อถูกถามว่าข้อตกลงหยุดยิงจะสามารถบรรลุได้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าหรือไม่ เพื่อที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้อีกครั้ง ทรัมป์ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเฉพาะเจาะจง แต่ระบุว่า
“เราเหลือเป้าหมายอีกประมาณ 3,000 เป้าหมาย เราทิ้งระเบิดไปแล้ว 13,000 เป้าหมาย และยังมีอีก 2,000 – 3,000 เป้าหมายที่ต้องจัดการ”
อ้าง ‘อิหร่านเปลี่ยนระบอบแล้ว’
นอกจากนี้ ระหว่างการให้สัมภาษณ์ ทรัมป์ยังได้กล่าวถึงเป้าหมายของวอชิงตันในการ “เปลี่ยนระบอบการปกครองของอิหร่าน” โดยเขาอ้างว่า “อิหร่านได้เปลี่ยนระบอบการปกครองไปแล้ว” ภายหลังการสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุด และเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ ในช่วงแรกของสงคราม
“คนที่เรากำลังติดต่อด้วยเป็นกลุ่มคนที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง พวกเขาเป็นมืออาชีพมาก” ทรัมป์กล่าว
เขายังย้ำข้อกล่าวอ้างที่ว่า โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายและผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดของอิหร่านนั้น อาจเสียชีวิตแล้วหรือได้รับบาดเจ็บสาหัส
“ลูกชายของเขาอาจเสียชีวิตแล้ว หรือไม่ก็อาการหนักมาก เราไม่ได้รับข่าวคราวอะไรจากเขาเลย เขาหายไปแล้ว”
ภาพ : REUTERS/Elizabeth Frantz
อ้างอิง:
- https://aje.news/p0huh8?update=4445138
- https://www.bbc.com/news/live/c8jke9v9xv9t?post=asset%3Ab20ae531-b95b-4adc-9bea-408b25819fe8#post
- https://www.ft.com/content/3bd9fb6c-2985-4d24-b86b-23b7884031f5?syn-25a6b1a6=1


