เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตัดสินใจสั่งโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน เนื่องจากได้ข้อสรุปว่า หนทางเดียวที่จะรับประกันได้ว่า รัฐบาลอิหร่านจะไม่สามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้อีกคือ การบีบให้เกิด ‘การเปลี่ยนทัศนคติ-วิธีคิด’ (Mindset) ขั้นพื้นฐานของระบอบปกครองอิหร่าน
ในการให้สัมภาษณ์กับ Fox News เมื่อวานนี้ (2 มีนาคม) แวนซ์กล่าวว่า ทรัมป์ไม่ได้ต้องการเพียงแค่ทำให้สหรัฐฯ ‘ปลอดภัยจากอาวุธนิวเคลียร์’ ของอิหร่านแค่ในช่วง 3-4 ปีแรกของวาระที่สองเท่านั้น แต่ต้องการให้แน่ใจว่า ‘อิหร่านจะไม่มีวันครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้อีก’ และนั่นจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนวิธีคิดของระบอบอิหร่านแบบถอนรากถอนโคน ดังนั้น เมื่อทรัมป์เห็นว่าระบอบอิหร่านกำลังอ่อนแอลง และทราบดีว่าพวกเขายังมุ่งมั่นที่จะก้าวไปให้ถึงจุดที่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้ ทรัมป์จึงตัดสินใจลงมือ เพราะรู้สึกว่า สิ่งนี้จำเป็นต่อการปกป้องความมั่นคงของชาติ
ย้ำจุดยืน: ‘ไม่ติดหล่มสงครามยาวนาน’
รองประธานาธิบดียังได้กล่าวย้ำข้อความเดิม เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ชาวอเมริกันที่กังวลเรื่องการทำสงครามยืดเยื้อในตะวันออกกลางว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่มีความประสงค์จะเข้าสู่สงครามที่ลากยาว
“ไม่มีทางที่โดนัลด์ ทรัมป์ จะยอมให้ประเทศนี้ตกอยู่ในความขัดแย้งที่กินเวลานานหลายปีโดยไม่มีจุดจบที่ชัดเจนและไม่มีเป้าหมายที่แน่นอน” แวนซ์ระบุ “เราจะไม่กลับไปเจอปัญหาเดิมๆ แบบที่เคยเกิดขึ้นในอิรักและอัฟกานิสถาน”
เป้าหมายหลักคือ ‘นิวเคลียร์’ ไม่ใช่ ‘ตัวผู้นำ’
แวนซ์ยังชี้ให้เห็นว่า ใครจะเป็นผู้ปกครองอิหร่านในท้ายที่สุดนั้น ไม่ใช่ประเด็นหลักที่รัฐบาลให้ความสำคัญ
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับระบอบการปกครองในรูปแบบใดก็ตาม นั่นเป็นเพียงผลพลอยได้ (Incidental) ไม่ใช่เป้าหมายหลักของประธานาธิบดี” แวนซ์กล่าวทิ้งท้ายเพื่อย้ำว่า วัตถุประสงค์สูงสุดของรัฐบาลยังคงเป็นการยับยั้งไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้สำเร็จ
แฟ้มภาพ: Kevin Lamarque / Pool / Reuters
อ้างอิง:


