×

สุขสันต์วันเกิด 1 ปีรัฐบาลทรัมป์ กับโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว!

20.01.2026
  • LOADING...
สุขสันต์วันเกิด 1 ปี รัฐบาล ทรัมป์ กับ โลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

“มีแต่สหรัฐอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์เท่านั้น ที่สามารถเล่นเกม [การเมืองระหว่างประเทศ] ได้ และเล่นได้อย่างประสบความสำเร็จด้วย”

 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

 

โพสต์ใน X ว่าด้วยปัญหากรีนแลนด์

 

19 มกราคม 2026

 

[คำแปลเป็นของผู้เขียน ไม่ใช่คำแปลทางการ]

 

 

“เดนมาร์กไม่สามารถคุ้มครองดินแดนนี้จากรัสเซียและจีนได้ ถ้าเช่นนั้นแล้ว

 

พวกเขา [ชาวเดนมาร์ก] จะมี ‘สิทธิในกรรมสิทธิ์‘ นี้ไปเพื่ออะไร?

 

… [และ] โลกจะไม่มั่นคง จนกว่าเรา [สหรัฐอเมริกา]

 

จะเข้าควบคุมกรีนแลนด์ได้อย่างสมบูรณ์และเบ็ดเสร็จ”

 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

 

จดหมายถึงนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ Jonas Gahr Stoere

 

19 มกราคม 2026

 

[คำแปลเป็นของผู้เขียน ไม่ใช่คำแปลทางการ]

 

 

“พวกเราชาวยุโรปต้องแสดงออกให้ชัดเจนว่า

 

ข้อจำกัดนั้นถึงขีดสุดแล้ว

 

… เราไม่ได้เตรียมพร้อมที่จะถูกขู่แบล็กเมล์

 

[จากการประกาศขยายอัตราภาษีของทรัมป์]”

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของฝรั่งเศส Roland Lescure

 

ท่าทีต่อการขยายกำแพงภาษีของทรัมป์ในปัญหากรีนแลนด์

 

19 มกราคม 2026

 

[คำแปลเป็นของผู้เขียน ไม่ใช่คำแปลทางการ]

 

 

“วันเวลาที่ประเทศพันธมิตรสามารถพึ่งพาสหรัฐฯ ในการรักษาระเบียบโลกนั้น

 

ได้สิ้นสุดลงแล้ว”

 

Philip Gordon และ Mara Karlin

 

วารสาร Foreign Affairs, December 2025

 

สุขสันต์วันเกิดรัฐบาลทรัมป์…โดนัลด์ ทรัมป์จะครบรอบ 1 ปีของการเป็นประธานาธิบดีครั้งที่ 2 ในวันที่ 20 มกราคมนี้ ซึ่งไม่น่าเชื่อเลยว่าทรัมป์เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งที่ทำเนียบขาวในวาระนี้ได้เพียง 1 ปีเท่านั้น หลังจากได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งแล้ว เขาได้เข้าสาบานตนรับตำแหน่งในวันที่ 20 มกราคม 2025

 

แต่ท่านทั้งหลายรู้สึกไหมครับว่า เหมือนพวกเราอยู่กับทรัมป์มา 10 ปี เพราะทรัมป์สร้างเรื่องที่เป็นความปั่นป่วนต่างๆ ผ่านการดำเนินนโยบายต่างประเทศอเมริกันในแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน แม้ก่อนที่เขาจะได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการนั้น มีการคาดอยู่แล้วถึงความเปลี่ยนแปลงในเชิงทิศทางของนโยบายและยุทธศาสตร์ แต่ก็ไม่มีใครคาดได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดใน ‘ยุคทรัมป์ 2’ นั้น จะอยู่ในระดับใด หรือหลายคนอาจไม่คิดว่า จะเกิดสภาวะที่เสมือนกับการ ‘รื้อทิ้ง’ นโยบายพื้นฐานของสหรัฐฯ

 

การดำเนินนโยบายในวาระ 2 ของเขานั้น ดูจะมีทิศทางในแบบ ‘สุดโต่ง’ อย่างมาก อาจจะเป็นเพราะเขาได้คะแนนเสียงเข้ามาครั้งนี้อย่างท่วมท้นด้วยนโยบายแบบ ‘ประชานิยมปีกขวา’ (Right-wing Populism) ทำให้เขามั่นใจอย่างมาก ประกอบกับในวาระ 2 เช่นนี้ เขาสามารถเล่นบทบาทได้เต็มที่ และทรัมป์ดูจะไม่ต้องสนใจกับข้อจำกัดในความเป็นผู้นำฝ่ายเสรีของโลกตะวันตก

 

โดยพื้นฐานแล้ว ผู้นำโลกตะวันตก โดยเฉพาะในกรณีของผู้นำสหรัฐฯ นั้น จะถูกมองว่าพวกเขามีภาระในการรักษา ‘ระเบียบระหว่างประเทศที่เป็นเสรีนิยม’ (Liberal International Order) แต่เราอาจกล่าวจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันว่า ทรัมป์ไม่ได้ต้องการแสดงบทบาทในลักษณะเช่นนี้อีกต่อไป หรือที่กล่าวกันในปัจจุบันเพิ่มเติมอีกว่า ผู้นำอเมริกันอย่างทรัมป์ได้ ‘ละทิ้ง’ บทบาทเช่นนี้ไปแล้ว…บทบาทเช่นนี้ของสหรัฐฯ กำลังถูกตั้งคำถามอย่างมาก

 

ทรัมป์เขย่าโลก!

 

ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า การเมืองโลกที่มีความผันผวนอยู่แล้วจากปัจจัยสงคราม ไม่ว่าจะเป็นสงครามในยูเครนหรือในกาซา และจากปัจจัยของการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่สภาวะเช่นนี้กลับทวีความผันผวนมากขึ้นจากนโยบายต่างประเทศอเมริกัน ภายใต้การขับเคลื่อนของกระแสความคิด ‘ประชานิยมของทรัมป์’ (Trumpism)

 

หากพิจารณาจากพื้นฐานของชุดความคิดทางด้านนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงแบบประชานิยมปีกขวาของทรัมป์แล้ว จะเห็นได้ชัดว่ามีหลักการ ‘แตกต่าง’ จากความคิดในแบบของ ‘อนุรักษนิยมกระแสหลัก’ ที่ครอบครองพื้นที่นโยบายต่างประเทศอเมริกันมาอย่างยาวนาน และมีส่วนอย่างสำคัญในการออกแบบนโยบายดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการวางรากฐานนโยบายต่างประเทศอเมริกันในยุคสงครามเย็น ภายใต้นโยบายทางยุทธศาสตร์ ‘การปิดล้อม’ (Containment Policy)

 

แต่นโยบายที่ถูกออกแบบจากยุคสงครามเย็น ที่สหรัฐฯ ต้องเข้ามารับผิดชอบในการรักษาระเบียบโลกแบบเสรีนิยม ด้วยการเป็น ‘แกนนำ’ ในการต่อสู้กับการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของสหภาพโซเวียตนั้น มีการสร้างความเข้มแข็งของฝ่ายโลกเสรีผ่าน ‘ระบบพันธมิตรระหว่างประเทศ’ (International Alliance) เป็นทิศทางหลักที่สำคัญ มิใช่มีเพียงการสร้างพลังอำนาจทางทหารผ่านการพัฒนาอำนาจกำลังรบเท่านั้น

 

ด้วยการรับความคิดแบบประชานิยม ทรัมป์จึงมีแนวคิดที่แตกต่างออกไปจากกระแสหลัก และไม่เชื่อในการดำเนินการแบบกระแสหลักที่จะเป็นปัจจัยในการสร้างอำนาจของสหรัฐฯ ในเวทีโลก ฉะนั้น นโยบายเขย่าโลกชุดแรกของทรัมป์คือ นโยบายขึ้นภาษีสินค้านำเข้าตลาดอเมริกาในแบบการสร้าง ‘กำแพงภาษี’ (Tariff) ซึ่งเขาเชื่อว่า การใช้นโยบายกำแพงภาษีเป็นเครื่องมือในการฟื้นเศรษฐกิจอเมริกัน

 

ดังจะเห็นได้ว่า หลังจากการประกาศอัตรากำแพงภาษีของทรัมป์แล้ว เศรษฐกิจโลกกลับมีอาการปั่นป่วนอย่างมาก ซึ่งความปั่นป่วนเช่นนี้ ทรัมป์มองว่า เป็นความได้เปรียบของสหรัฐฯ เพราะทุกประเทศที่เป็น ‘คู่ค้า’ ต้องพยายามขอเจรจากับสหรัฐฯ อีกทั้ง กำแพงภาษีนี้ส่วนหนึ่งมีทิศทางที่ชัดเจนในการ ‘เล่นงาน’ ทางเศรษฐกิจกับชาติพันธมิตร บนพื้นฐานความเชื่อประการเดียวว่า สหรัฐฯ ถูกเอาเปรียบทางเศรษฐกิจมานาน โดยเฉพาะการเอาประโยชน์จากบรรดาประเทศพันธมิตรเหล่านี้ ดังนั้น จึงถึงเวลาที่สหรัฐฯ จะต้อง ‘เอาคืน’ ด้วยการเก็บภาษีนำเข้าเพิ่ม ซึ่งการคิดเช่นนี้ ทรัมป์ไม่สนใจกับความสัมพันธ์ในมิติด้านความมั่นคงแต่อย่างใด

 

การดำเนินนโยบายเช่นนี้ ทำให้เกิดข้อสังเกตอย่างมากว่า ทรัมป์ในฐานะของการเป็นผู้นำอเมริกัน ที่มีฐานะเป็น ‘ผู้นำจิตวิญญาณ’ ของโลกตะวันตกนั้น กำลังละทิ้งทิศทางเดิมของนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงในแบบเดิม ที่ยึดโยงอยู่กับแนวคิดในการสร้าง ‘ระบบพันธมิตรระหว่างประเทศ’ และการละทิ้งแนวคิดแบบดั้งเดิมเช่นนี้ ดำเนินไปภายใต้คำขวัญแบบประชานิยมปีกขวาว่า ‘อเมริกาต้องมาก่อน’ (America First) อันสะท้อนถึงแนวคิดแบบ ‘โดดเดี่ยวนิยม’ (Isolationism) ซึ่งเป็นแกนหลักทางความคิดของพวกประชานิยม ที่ต้องการจำกัดบทบาทของสหรัฐฯ ในเวทีโลก และคิดแต่เพียงสิ่งที่เป็นผลประโยชน์เฉพาะหน้าแบบหยาบๆ โดยไม่พิจารณาถึงผลกระทบในระยะยาว

 

ดังนั้นในภาวะเช่นนี้ จึงคาดเดาได้ไม่ยากว่า นโยบายของทรัมป์ต่อยูเครน จะต่างจากเดิมคือ มีท่าทีในแบบ ‘โปรรัสเซีย-ทิ้งยูเครน’ แต่สำหรับตะวันออกกลางแล้ว ทรัมป์ยังรักษาจุดยืนแบบ ‘โปรยิว’ ไว้อย่างเหนียวแน่น แต่ขณะเดียวกัน ก็แสดงออกอย่างชัดเจนในการ ‘ต่อต้านอิหร่าน’ และทั้งมีท่าทีในแบบ ‘ไม่สนใจปาเลสไตน์’ และไม่สนใจต่อการสูญเสียของชีวิตและทรัพย์สินของชาวปาเลสไตน์ที่ถูกอิสราเอลโจมตีอย่างรุนแรงในสงครามกาซา ซึ่งทิศทางเช่นนี้คือ การรื้อนโยบายต่างประเทศอเมริกันในแบบเดิม (อาจจะต้องตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการรื้อทิ้งทั้งหมด) และไม่สนใจหลักการพื้นฐานทางยุทธศาสตร์ที่ถูกออกแบบมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น

 

ฉลองปีใหม่แบบทรัมป์!

 

เมื่อปีใหม่ 2026 เริ่มขึ้น หลายฝ่ายเริ่มตั้งข้อสังเกตด้วยความกังวลว่า ทรัมป์จะ ‘ฉลองปีใหม่’ ในรูปแบบที่จะสร้างความประหลาดใจกับผู้คนเวทีโลกอย่างไร…จะเกิดอะไรจากนโยบายของทรัมป์ในการเริ่มต้นของปีใหม่นี้หรือไม่ ซึ่งไม่มีใครคาดเดาความคิดของทรัมป์ได้เลย โดยเฉพาะมุมมองแบบสุดโต่งของเขาจะก่อให้เกิดปัญหาในเวทีโลกอย่างไรหรือไม่

 

แล้วทรัมป์ก็ฉลองปีใหม่ในวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา อย่างที่เราคาดไม่ถึงด้วยการบุกเวเนซุเอลา พร้อมกับบุกจับผู้นำเวเนซุเอลาและภริยา เพื่อนำตัวทั้งคู่ไปขึ้นศาลที่นิวยอร์ก แม้การบุกเวเนซุเอลาครั้งนี้ อาจจะช่วยสร้างภาพความเป็นผู้นำ ‘Strongman’ ให้แก่ทรัมป์ ประกอบกับได้มีสัญญาณก่อนหน้านี้ ด้วยการโจมตีเรือเวเนซุเอลาที่รัฐบาลอเมริกันอ้างว่าเป็นเรือขนยาเสพติด แม้จะไม่มีการพิสูจน์ความชัดเจนของข้อกล่าวหานี้ก็ตาม และต้องยอมรับว่า ปฏิบัติการบุกเวเนซุเอลาครั้งนี้ จบลงด้วยความสำเร็จเป็นอย่างดี แต่ก็เป็นการส่งสัญญาณถึงความเข้มข้นของการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคลาตินอเมริกา และในเวทีโลกในอนาคต

 

การบุกเวเนซุเอลาในครั้งนี้ เป็นสัญญาณถึงการขยายอิทธิพลของสหรัฐฯ กลับสู่พื้นที่ ‘ภูมิภาคตะวันตก’ ซึ่งหมายถึงพื้นที่ในภูมิภาคลาตินอเมริกา เนื่องจากรัฐมหาอำนาจภายนอกทั้งจีน และรัสเซียได้ขยายบทบาทเข้ามาในภูมิภาคนี้มากขึ้น โดยเฉพาะการเข้ามาของจีนในโครงการ ‘ความริเริ่มแถบและเส้นทาง’ (Belt and Road Initiative หรือ BRI) ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

 

การเล่นบทอย่าง ‘แข็งกร้าว’ ของผู้นำอเมริกันเช่นนี้ ทำให้เราต้องหันกลับไปพิจารณาถึงการประกาศ ‘หลักการมอนโร’ ในปี 1823 (Monroe Doctrine) ของประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร (James Monroe, 1758-1831) ซึ่งมีหลักการของนโยบายต่างประเทศอเมริกัน ที่ไม่ต้องการให้รัฐบาลมหาอำนาจยุโรปขยายบทบาทเข้ามาใน ‘ภูมิภาคตะวันตก’ (Western Hemisphere) พร้อมกับการส่งสัญญาณว่า วอชิงตันเองจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของรัฐยุโรป อันเป็นการเสนอให้เกิดการแยกพื้นที่ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เป็นเขตอิทธิพลของสหรัฐฯ และของยุโรปออกจากกัน และแนวคิดนี้เป็นพื้นฐานเชิงนโยบายที่สำคัญที่ทำให้สหรัฐฯ ในยุคต่อๆ มาต้องเข้าไปมีบทบาทในการแทรกแซงการเมืองของประเทศในลาตินอเมริกา

 

นอกจากนี้ในเวเนซุเอลานั้น จะเห็นการเข้ามาทั้งจีน และรัสเซียแล้ว ยังเห็นการเข้ามาของอิหร่านอีกด้วย ซึ่งในมุมหนึ่ง การขยายบทบาทของมหาอำนาจอื่นเช่นนี้ถูกมองว่าเป็น ‘ภัยคุกคามโดยตรง’ ต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ซึ่งการกระทำเช่นนี้เท่ากับเป็นสัญญาณอย่างชัดเจนว่า สหรัฐฯ ได้หวนกลับมาใช้แนวคิดเรื่อง ‘เขตอิทธิพล’ (Sphere of Influence) ที่แม้ดูจะเป็นแนวคิดเก่าในแบบยุคสงครามเย็น แต่กลับเข้ามาเป็นแนวคิดสำคัญของทรัมป์ ซึ่งอยู่ในการเมืองโลกของศตวรรษที่ 21 อันอาจต้องถือว่า ความคิดในการมองปัญหาลาตินอเมริกาของทรัมป์คือ ‘หลักการมอนโรในศตวรรษที่ 21’

 

ดังนั้น เราอาจต้องเรียกแนวคิดของทรัมป์เช่นนี้ว่า ‘หลักการดอนโร’ (Donroe Doctrine) ล้อตามชื่อเดิมของ ‘หลักการมอนโร’ ภาวะเช่นนี้มีนัยทางภูมิรัฐศาสตร์ว่า รัฐมหาอำนาจจะมีพื้นที่ที่เป็นเขตอิทธิพลของตน และรัฐมหาอำนาจอื่นๆ จะเข้ามามีบทบาทในพื้นที่นี้ไม่ได้ หรืออาจกล่าวได้ว่า เรากำลังเห็นการแบ่งเขตอิทธิพลของรัฐมหาอำนาจใหญ่ในการเมืองโลกอีกครั้งในยุคปัจจุบัน

 

ผลจากการนำเสนอแนวคิดเช่นนี้ ย่อมทำให้เกิดการตีความได้ว่า ทรัมป์กำลังสร้าง ‘กรอบคิด’ ที่เป็นเงื่อนไขให้รัฐมหาอำนาจมีพื้นที่ที่จะเข้าไปควบคุมได้อย่างชอบธรรม เช่น รัสเซียมีสิทธิที่จะเข้าควบคุมดินแดนของยูเครน หรือจีนมีสิทธิที่จะเข้าควบคุมดินแดนของไต้หวัน เป็นต้น

 

ขณะเดียวกัน การบุกเวเนซุเอลาทำให้เกิดคำถามในบริบทของรัฐมหาอำนาจใหญ่ว่า จะเกิดพฤติกรรมเช่นในแบบยุคสงครามเย็นหรือไม่ ที่รัฐมหาอำนาจอื่นจะไม่เข้าไปยุ่งกับการกระทำของรัฐมหาอำนาจที่มีอิทธิพลในพื้นที่เขตอิทธิพลนั้น ดังจะเห็นได้ว่า สหรัฐฯ จะไม่เข้าไปแทรกแซงการลุกขึ้นสู้เพื่อเรียกร้องเสรีภาพในเชโกสโลวาเกียในปี 1968 ไม่ว่าโซเวียตจะดำเนินการปราบปรามอย่างไรก็ตาม เพราะพื้นที่ทางการเมืองนั้น อยู่ในความควบคุมของรัฐมหาอำนาจอีกฝ่าย ซึ่งรัฐมหาอำนาจอื่นจะไม่เข้าไปแทรกแซง

 

การหวนคืนของยุคจักรวรรดินิยม

 

นอกจากการบุกเวเนซุเอลาแล้ว ปีใหม่ 2026 นี้ ยังเริ่มต้นด้วยการแสดงออกของทรัมป์อย่างคาดไม่ถึงในแบบ ‘จักรวรรดินิยม’ (Imperialism) อย่างเต็มที่ ทั้งที่โลกอยู่ในศตวรรษที่ 21 แล้วก็ตาม จนเป็นดั่งการหวนคืนของ ‘ยุคจักรวรรดินิยมศตวรรษที่ 21’ ก็คงไม่ผิดนัก…ว่าที่จริง รัฐมหาอำนาจอื่นก็สมาทานชุดความคิดนี้ไม่ได้แตกต่างกัน

 

ผู้นำทำเนียบขาวแสดงออกอย่างไม่ปิดบังว่า เขาต้องการครอบครองเกาะกรีนแลนด์ โดยไม่คำนึงถึงความเป็นอธิปไตยของเดนมาร์ก จนถึงขนาดที่ชาติยุโรป เช่น อังกฤษ และฝรั่งเศสต้องแสดงออกอย่างชัดเจนด้วยการส่งทหารไปประจำที่เกาะนี้ ซึ่งไม่ได้มีจำนวนมากนัก เพื่อแสดงออก ‘เชิงสัญลักษณ์’ ในการสนับสนุนเขตอธิปไตยของเดนมาร์ก ซึ่งถ้าทรัมป์ตัดสินใจออกคำสั่งให้กองทัพสหรัฐฯ ‘บุกยึด’ เกาะกรีนแลนด์แล้ว กำลังพลของชาติต่างๆ ที่เข้าไปสมทบกับกำลังของเดนมาร์ก คงไม่สามารถต้านทานการบุกของทรัมป์ได้ เพราะ ‘เป็นไปไม่ได้เลย’ ที่กำลังเพียงหยิบมือเดียวจะทานการรุกของทหารอเมริกันที่มีเทคโนโลยีอย่างเพียบพร้อมในการทำการรบ

 

อย่างไรก็ตาม พวกเราในเวทีโลกแทบจะจินตนาการไม่ได้เลยว่า จะเกิดอะไรขึ้น ถ้ากองทัพสหรัฐฯ ตัดสินใจบุกกรีนแลนด์ตามคำสั่งของทรัมป์แล้ว จะเกิดการรบระหว่างกองทัพของยุโรปหรือกองทัพ NATO กับกองทัพสหรัฐฯ หรือไม่ ถ้าเช่นนั้นแล้ว ระบบพันธมิตรระหว่างประเทศที่ผู้นำสหรัฐฯ เพียรสร้างมาตลอดช่วงยุคสงครามเย็น และเป็นพื้นฐานสำคัญของยุทธศาสตร์อเมริกันในยุคดังกล่าว จะถึงจุดสิ้นสุดหรือไม่ หรือท่าทีของทรัมป์กำลังสะท้อนให้เห็นถึง ชุดความคิดของผู้นำประชานิยมขวาจัดในแบบของทรัมป์ ที่ไม่คำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ และไม่ใส่ใจกับชุดความคิดในเรื่องของการสร้างระบบพันธมิตรแบบเดิม แต่จะเอาในสิ่งที่ผู้นำสหรัฐฯ มองว่า เป็นประโยชน์ของสหรัฐฯ เท่านั้นเป็นที่ตั้ง ภายใต้แนวคิดแบบ ‘America First’ และสนใจอยู่กับการสร้างอำนาจอเมริกันด้วยแนวคิดประชานิยมแบบ ‘Make America Great Again’ หรือ ‘สร้างอเมริกาให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง’ ที่ทรัมป์พยายามนำเสนอมาโดยตลอด

 

ในอีกด้านหนึ่ง ทรัมป์กำลังแสดงให้เราเห็นถึงความผันผวนของโลกตะวันตกเอง เพราะแทนที่สหรัฐฯ จะเตรียมรับมือกับการขยายอิทธิพลของจีน หรือรัสเซีย สหรัฐฯกลับเตรียมเปิดเวทีทะเลาะกับยุโรปอย่างเต็มที่ และทั้งยืนยันที่จะเข้าครอบครองกรีนแลนด์ให้ได้ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง (ตามข้ออ้างของทรัมป์) และเป็นการกระทำในแบบที่ไม่ใส่ใจกับระเบียบโลก ซึ่งก็อาจจะดูไม่ต่างจากการขยายอิทธิพลของจีนหรือรัสเซียเท่าใดนัก จนวันนี้ ทำให้ภาพลักษณ์ของผู้นำอเมริกันในยุคของทรัมป์คือ ผู้ที่ ‘ทำลายระเบียบโลก’ ไม่ใช่ภาพแบบเดิมของการเป็น ‘ผู้รักษาระเบียบโลก’ เช่นในอดีตอีกต่อไป

 

สำหรับประเทศยุโรปที่ออกมาแสดงจุดยืนในการคัดค้าน ก็มีสัญญาณที่ผู้นำสหรัฐฯ จะตอบโต้ด้วยการใช้มาตรการทางภาษีเป็นเครื่องมือในการกดดัน โดยทรัมป์ประกาศออกมาตรการลงโทษ 8 ประเทศในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ได้แก่ เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ฟินแลนด์และอังกฤษ โดยประเทศเหล่านี้จะต้องเสียภาษีสินค้าเข้าสหรัฐฯ เพิ่ม 10% และจะเพิ่มเป็น 25% ในวันที่ 1 มิถุนายน ที่จะถึงนี้ ซึ่งผู้นำเยอรมนีและฝรั่งเศสรวมตัวกันประกาศชัดว่า เรา ‘จะไม่ยอมถูกทรัมป์ข่มขู่’ (Blackmail) ในลักษณะเช่นนี้อีกต่อไป

 

ไม่น่าเชื่อเลยว่าการเมืองโลกจะเดินทางมาถึงจุดที่ เราเห็น ‘รอยร้าว’ ของระบบพันธมิตรอเมริกันในยุโรป ที่ถูกสร้างมาอย่างยาวนานนับจากการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น เกิดจากการดำเนินนโยบายต่างประเทศในยุคของทรัมป์ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ทั้งที่อีกด้านหนึ่งของยุโรป สงครามยูเครนยังไม่มีแนวโน้มที่จะยุติตามที่ทรัมป์กล่าวอ้างแต่อย่างใด และการโจมตีทางอากาศและการรุกภาคพื้นดินของรัสเซียยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

การออก ‘คำขู่’ อย่างชัดเจนเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามอย่างสำคัญว่า เรากำลังเห็นภาวะ ‘ใกล้ล่มสลาย’ ของระบบพันธมิตรแบบเดิมระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปหรือไม่ ถ้าเช่นนี้แล้ว ระบบพันธมิตรตะวันตกในเวทีโลกจะดำรงอยู่อย่างไรในอนาคต ดูเหมือนผู้นำจีนและรัสเซียกำลัง ‘นั่งยิ้มอย่างสำราญใจ’ จากนโยบายของทรัมป์ครั้งนี้ เพราะทั้ง 2 มหาอำนาจใหญ่ได้รับผลตอบแทนโดยตรงจากนโยบายแบบสุดโต่งของสหรัฐฯ

 

นอกจากนี้ สิ่งที่ไม่น่าเชื่อจากการแสดงออกของทรัมป์คือ การผูกโยงความต้องการที่จะควบคุมกรีนแลนด์เข้ากับการรู้สึก ‘เสียหน้า’ ที่เขาไม่ได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2025 เขาถึงกับกล่าวว่า เขาจะไม่คิดถึงแต่เรื่องของสันติภาพแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว (คำของทรัมป์คือ “I no longer feel an obligation to think purely of Peace”) เพราะสำหรับตัวทรัมป์เองเชื่อว่า เขาควรต้องได้รางวัลนี้ เพราะยุติสงครามมากกว่า 8 สงคราม (8 Wars PLUS) แต่รัฐบาลนอร์เวย์กลับไม่ให้เขา ซึ่งทรัมป์ไม่ยอมรับว่า การตัดสินรางวัลนี้ เป็นเรื่องของคณะกรรมการรางวัลโนเบล ไม่ใช่อำนาจของรัฐบาลนอร์เวย์

 

น่าสนใจว่า ผู้นำรัฐบาลอเมริกันเขียนจดหมายแสดงออกถึงความรู้สึกด้านลึกอย่างไม่ปิดบังตัวตน และแสดงเหตุผลถึงความต้องการที่จะผนวกกรีนแลนด์อย่างไม่ต้องคำนึงถึงบรรทัดฐานระหว่างประเทศอีกต่อไป (ดูรายละเอียดในจดหมายของทรัมป์ถึงนายกฯ นอร์เวย์ ดังที่ปรากฏในสื่อระหว่างประเทศหลายสำนัก) … บางที ผู้นำรัฐมหาอำนาจใหญ่อาจจะมีตัวตนไม่แตกต่างกัน เป็นแต่เพียงใครจะแสดงออกอย่างไร ส่วนทรัมป์อาจจะชอบแสดงออกอย่างเปิดเผย ซึ่งทำให้โลกได้เห็นชัดเจน

 

เรายังต้องอยู่กับทรัมป์ต่อไป!

 

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วนี้เป็นสัญญาณบอกกับพวกเราชาวโลกทั้งหลายว่า สถานการณ์ความผันผวนของโลกจากนโยบายของทรัมป์ในรอบ 1 ปีนั้น ทำให้พอคาดได้ว่าโลก 2026 ในปีที่ 2 ของทรัมป์ อาจจะปั่นป่วนและผันผวนมากกว่าที่คิด และต้องไม่ลืมว่า การเมืองโลกยังต้องอยู่กับทรัมป์ต่อไปอีก 3 ปี จนกว่าการเลือกตั้งจะเกิดอีกครั้งในปลายปี 2028

 

ขณะเดียวกัน การฉลอง 1 ขวบปีของรัฐบาลทรัมป์นั้น มาพร้อมกับเรื่องน่ากังวลสารพัดปัญหา นอกเหนือจากปัญหาการบุกจับผู้นำเวเนซุเอลา และการจะยึดเกาะกรีนแลนด์ดังที่กล่าวแล้ว ในช่วงเวลาเช่นนี้ ยังเห็นถึงปัญหาภายในสังคมอเมริกัน เช่น การยิงผู้หญิงที่ขับรถผ่านเข้าไปในที่เกิดเหตุเสียชีวิต ขณะที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ICE) กำลังเปิดปฏิบัติการจับกุมผู้อพยพ การใช้อำนาจของรัฐบาลในการตรวจสอบบุคคลที่ทรัมป์ไม่ชอบ เช่นกรณีของเจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ประธานธนาคารกลางของสหรัฐฯ และปัญหาต่างประเทศอีกประการ คือ การขู่ว่าจะแทรกแซงและเปิดการโจมตีอิหร่าน จากปัญหาการประท้วงที่เกิดขึ้นภายใน

 

วาระวันเกิด 1 ปีเช่นนี้ มีปัญหาสำคัญรุมเร้าอย่างมาก มิไยที่ต้องกล่าวถึงปัญหาที่รอความชัดเจนอย่างในกรณีการยุติสงครามยูเครน กระนั้น ทรัมป์ยังคงได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนในโพลที่ 41% ซึ่งโดยทั่วไปถือว่าอยู่ในระดับต่ำ แต่ก็น่าจะยังไม่ใช่ต่ำสุดในวาระที่ 2 ของการเป็นประธานาธิบดี (อ้างถึง Reuters/Ipsos Poll) ซึ่งก็คงคาดเดาไม่ได้ง่ายนักที่จะคาดการณ์ว่า อะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ แต่คงพอคาดคะเนถึงความผันผวนที่จะเกิดกับภูมิรัฐศาสตร์โลกในอนาคต และทั้งยังอาจส่งผลให้การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ในปี 2026 ทวีความเข้มข้นขึ้นด้วยการขับเคลื่อนนโยบายของทรัมป์

 

ในอีกด้านของปัญหา ผู้นำจีนและรัสเซียในฐานะของการเป็นรัฐมหาอำนาจใหญ่ ก็ไม่ได้มีท่าทีที่จะ ‘ยอมออมมือ’ ในการต่อสู้แข่งขันกับผู้นำสหรัฐฯ แต่อย่างใด เพราะโลกได้หวนคืนสู่ความเป็น ‘Realpolitik’ ที่การแข่งขันเชิงอำนาจของรัฐใหญ่คือ ‘แกนของการเมืองโลก’ ดังนั้น คำพยากรณ์จึงมีเพียงประการเดียวว่า การต่อสู้นับจากนี้มีแนวโน้มที่จะเข้มข้นมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

สุดท้ายนี้ คำถามปิดท้ายบทความคือ แล้วประเทศไทยเตรียมตัวหรือยัง ที่จะรับมือกับความผันผวนของการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจใหญ่ที่จะเกิดกับเวทีโลกในอนาคต!

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising