โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ขู่คิวบาอีกครั้งวันนี้ (10 มีนาคม) โดยระบุว่า สหรัฐฯ จะทำการยึดครองหรือเข้าควบคุม ‘แบบฉันมิตร’ (Friendly Takeover) ต่อคิวบา หลังจากที่เคยเข้าไปเปลี่ยนตัวผู้นำเวเนซุเอลาเมื่อช่วงต้นปี 2026
ทรัมป์ถือเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรก นับตั้งแต่ยุคสงครามเย็นที่ออกมาพูดอย่างเปิดเผยถึงการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนรัฐบาลในคิวบา แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับการรื้อฟื้นนโยบาย ‘ลัทธิมอนโร’ (Monroe Doctrine) ที่ระบุว่า พื้นที่ซีกโลกตะวันตกควรอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐฯ แต่เพียงผู้เดียว โดยมี มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เป็นผู้รับผิดชอบจัดการในประเด็นนี้
วิกฤตในคิวบา
คิวบากำลังเผชิญกับภาวะล่มสลายทางเศรษฐกิจ ขาดแคลนทั้งเงินทุนและพลังงานอย่างหนัก โดยทรัมป์ระบุว่าคิวบา ‘เหลือเพียงแต่ควัน’ (Running on Fumes) วิกฤตพลังงานนี้ทวีความรุนแรงขึ้น ตั้งแต่เดือนมกราคม หลังจากที่กองกำลังสหรัฐฯ นำตัว นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ไปดำเนินคดีในสหรัฐฯ ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันจากเวเนซุเอลาซึ่งเป็นแหล่งพลังงานและพันธมิตรหลักของคิวบาต้องหยุดชะงักลง
ทำเนียบขาวประเมินว่า รัฐบาลคิวบาพร้อมที่จะเข้าสู่การเจรจากับสหรัฐฯ แล้ว แม้ทางการคิวบาจะปฏิเสธว่า ‘ไม่มีการเจรจาระดับสูงเกิดขึ้น’ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธรายงานจากสื่อที่ระบุว่า อาจมีการ เจรจาอย่างไม่เป็นทางการ ระหว่างเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ กับ ราอูล กิเยร์โม โรดริเกซ กัสโตร หลานชายของ ราอูล กัสโตร อดีตประธานาธิบดีคิวบา
เป้าหมายการเปลี่ยนรัฐบาลคิวบานี้ยัง ‘สอดคล้อง’ กับความฝันอันยาวนานของ กลุ่มผู้ลี้ภัยชาวคิวบาซึ่งอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นในเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา ที่ต้องการล้มล้างรัฐบาลคิวบามาโดยตลอด ซึ่งก่อตั้งโดย ฟิเดล กัสโตร อดีตผู้นำปฏิวัติ
ความเสี่ยงของนโยบายสหรัฐฯ
นักวิเคราะห์มองว่า วิกฤตพลังงานคือ ‘อาวุธหลัก’ ของสหรัฐฯ ในขณะนี้ นโยบายของทรัมป์ในปี 2026 เน้นไปที่การ ‘ตัดท่อน้ำเลี้ยง’ ทางพลังงานอย่างเบ็ดเสร็จ โดยเฉพาะการข่มขู่จะเก็บภาษีนำเข้า ต่อประเทศที่ส่งน้ำมันให้คิวบา และการที่สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงในเวเนซุเอลาจนทำให้การส่งน้ำมันฟรีให้คิวบายุติลง ส่งผลให้คิวบาเผชิญวิกฤตไฟฟ้าดับทั่วประเทศ และเศรษฐกิจดิ่งลงอย่างรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียต
นักวิเคราะห์ยังมองอีกว่า แม้เป้าหมายของทรัมป์คือ การเปลี่ยนรัฐบาลคอมมิวนิสต์ หรือการเปลี่ยนระบอบการปกครอง (Regime Change) แต่อาจเกิดผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงคือ การล่มสลายของโครงสร้างรัฐ ซึ่งคิวบาต่างจากเวเนซุเอลาตรงที่มีระบบรวมศูนย์อำนาจมานานกว่า 60 ปี หากรัฐบาลล่มสลายโดยไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน อาจนำไปสู่ วิกฤตผู้อพยพทะลักเข้าสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นภาระหนักต่อรัฐฟลอริดาและกระทบฐานเสียงของทรัมป์เอง
แม้ทรัมป์จะใช้คำว่า อาจเกิดการเข้าควบคุม ‘แบบเป็นมิตร’ ต่อคิวบา โดยเน้นเรื่องดีลและผลประโยชน์ทางธุรกิจ แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่า ในความเป็นจริง ‘ความแค้นทางประวัติศาสตร์’ และ ‘ศักดิ์ศรีของกองทัพคิวบา’ อาจทำให้การเปลี่ยนผ่านไม่ราบรื่นอย่างที่คิด และอาจกลายเป็นสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้ออยู่หน้าบ้านของสหรัฐฯ เอง
แฟ้มภาพ: Getty Images
อ้างอิง:
- https://www.aljazeera.com/news/2026/3/10/trump-threatens-cuba-again-says-island-nation-may-face-friendly-takeover
- https://www.reuters.com/world/americas/trump-cuba-may-or-may-not-be-friendly-takeover-2026-03-09/
- https://foreignpolicy.com/2026/03/10/trump-cuba-regime-change-state-collapse/


