วันนี้ (18 พฤษภาคม) ที่กระทรวงคมนาคม พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม, อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาราชการแทนผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และ กิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจงความคืบหน้ากรณีอุบัติเหตุขบวนรถไฟเฉี่ยวชนรถโดยสารสาธารณะบริเวณจุดตัดมักกะสัน
พร้อมสรุปแนวทางการแก้ไขปัญหาและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
พิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ พร้อมระบุว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการด่วนให้กระทรวงคมนาคมเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดและวางมาตรการป้องกันมิให้เกิดเหตุซ้ำรอย โดยในระยะยาว กระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้ รฟท. เร่งทำการศึกษาภายในระยะเวลา 3 เดือน เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการลดหรือยกเลิกขบวนรถไฟที่วิ่งเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นใน
ซึ่งต้องผ่านจุดตัดเสมอระดับทางรถไฟกว่า 27 แห่ง โดยเบื้องต้นมีแนวคิดปรับเส้นทางเดินรถสายตะวันออกให้สิ้นสุดที่สถานีลาดกระบัง และสายใต้สิ้นสุดที่สถานีตลิ่งชัน จากนั้นให้ผู้โดยสารเชื่อมต่อการเดินทางผ่านระบบของ ขสมก., รถไฟฟ้าสายสีแดง หรือ Airport Rail Link แทน โดยกระทรวงคมนาคมจะพิจารณามาตรการช่วยเหลือค่าโดยสารผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือนโยบายตั๋วร่วม เพื่อมิให้เป็นการเพิ่มภาระค่าครองชีพแก่ประชาชน ทั้งนี้ หากผลการศึกษาพบว่ายังไม่สามารถดำเนินการได้ภายใน 3 เดือน จะมีการเรียกประชุมเพื่อหารือแนวทางอื่นต่อไป
ประเด็นสำคัญที่สร้างความสะเทือนใจต่อสาธารณชน คือผลการตรวจสอบพนักงานผู้ปฏิบัติหน้าที่ในวันเกิดเหตุ โดย อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาราชการแทนผู้ว่าการ รฟท. เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาทางอาญาแก่พนักงาน รฟท. จำนวน 2 ราย ได้แก่ พนักงานขับรถและพนักงานควบคุมเครื่องกั้น ซึ่งจากการตรวจร่างกายพนักงานขับรถไฟที่โรงพยาบาล พบสารเสพติดประเภทแอมเฟตามีนและกัญชาในปัสสาวะ
รฟท. จึงได้มีคำสั่งให้พนักงานขับรถรายดังกล่าวออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อรอการสอบสวนทางวินัย และได้สั่งย้ายทั้ง 2 รายออกจากการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการเดินรถในทันที พร้อมกันนี้ รฟท. ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปเสริมกำลังดูแลจุดกั้นถนนมักกะสัน และเตรียมปรับแผนห้ามรถไฟขนส่งสินค้าวิ่งเข้าเขตเมืองชั้นในระหว่างเวลา 22.00 – 04.00 น.
ในด้านของการดำเนินคดีและการตรวจสอบนั้น สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่า รฟท. จะเป็นเจ้าทุกข์ในการฟ้องร้องดำเนินคดีอาญากับพนักงานขับรถไฟรายนี้อย่างเด็ดขาด ส่วนความรับผิดชอบทางวินัย ได้สั่งการให้ รฟท. และ ขสมก. ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตั้งแต่ระดับผู้ปฏิบัติงานไปจนถึงผู้บังคับบัญชาตามลำดับขั้น หากพบว่ามีการละเลยจะถูกลงโทษทางวินัยขั้นเด็ดขาด
นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้ปรับเปลี่ยนมาตรการจากการสุ่มตรวจ เป็นการปูพรมตรวจ สารเสพติดและตรวจวัดแอลกอฮอล์ทุกวัน สำหรับพนักงานขับรถของทุกหน่วยงานในสังกัด (รฟท., ขสมก. และ บขส.) เพื่อสร้างความโปร่งใสและเรียกคืนความเชื่อมั่นจากประชาชน
สำหรับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ กระทรวงคมนาคมกำหนดกรอบการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินเยียวยาเบื้องต้น 2,390,000 บาท รวมกับค่าปลงศพที่สามารถเบิกจ่ายได้ตามจริงทั้งหมด ขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บจะได้รับเงินช่วยเหลือเริ่มต้นที่ 130,000 บาท และสูงสุดถึง 1,000,000 บาทในกรณีที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด โดยกระทรวงคมนาคมจะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด
ซึ่งทางด้าน กิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการ ขสมก. ระบุว่า ได้จัดส่งผู้อำนวยการเขตการเดินรถลงพื้นที่เยี่ยมผู้บาดเจ็บและดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างใกล้ชิด รวมถึงได้จัดส่งสายตรวจพิเศษลงพื้นที่ประจำจุดเสี่ยงเพื่อกำกับดูแลความปลอดภัยของรถโดยสารสาธารณะอย่างเข้มงวด
ในตอนท้าย พิพัฒน์ ได้ชี้แจงประเด็นข้อสงสัยเรื่องใบอนุญาตขับขี่รถไฟว่า ปัจจุบันพนักงานขับรถมีใบอนุญาตของ รฟท. ถูกต้อง แต่ใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางราง ฉบับใหม่ ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินการของกรมการขนส่งทางราง
พร้อมย้ำทิ้งท้ายถึงความรับผิดชอบทางการเมืองว่า ตนได้มอบนโยบายความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่งมาโดยตลอด หากผลการสืบสวนเชิงลึกจากคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงชุดพิเศษ 14 คน ชี้ชัดว่าความผิดพลาดหรือความหละหลวมในการปฏิบัติงานเชื่อมโยงมาถึงระดับนโยบาย ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็พร้อมที่จะแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่มีข้อแก้ตัว


