×

เพื่อนเจ้าสาวแสนสวยในชุดสีส้ม ตำนานความงามที่ไม่มีวันตายของ ‘Total Football’

09.06.2026
  • LOADING...
ภาพโยฮัน ครอยฟ์ นักฟุตบอลทีมชาติฮอลแลนด์ในชุดสีส้ม

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง เกมฟุตบอลกลับมาเริ่มต้นกันใหม่อีกครั้ง ซึ่งในยุคนั้นทีมที่มีชื่อเสียงระบือลือลั่นที่สุดคือ ‘The Mighy Magyars’ ทีมชาติฮังการี ที่เขย่าวงการลูกหนังทั้งโลกด้วยการเล่นที่สุดแสนจะมหัศจรรย์

 

สิ่งที่น่าเสียดายคือตำนานความยิ่งใหญ่ของทีมที่คุมทัพโดยกุสตาฟ เซเบส และในสนามนำมาโดยเฟเรนซ์ ปุสกัส ไปไม่ถึงจุดสูงที่สุด เมื่อพวกเขาพลาดท่าเสียทีต่อเยอรมนีตะวันตกในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1954 ที่สนามวังดอล์ฟสตาดิโอน ในกรุงแบร์น นครหลวงประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในเกมที่ถูกขนานนามว่า ‘ปาฏิหาริย์แห่งแบร์น’ (Miracle of Bern)

 

อย่างไรก็ดีอิทธิพลจากฟุตบอลที่ยอดเยี่ยมและแตกต่างของฮังการีในช่วงเวลานั้นได้ส่งอิทธิพลถึงฟุตบอลลีกในแถบทวีปยุโรปหลายประเทศ

 

หนึ่งในนั้นคือฮอลแลนด์ ที่ได้รับอิทธิพลมาและต่อยอดสู่การสร้างระบบการเล่นฟุตบอลแบบใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนในอดีต และหลังจากนั้นก็ยังไม่มีใครที่สามารถทำตามได้

 

ระบบฟุตบอลที่เรียกว่า ‘Totaalvoetbal

 

ภาพโยฮัน ครอยฟ์ นักฟุตบอลทีมชาติฮอลแลนด์ในชุดสีส้ม 1

 

แต่ดั้งเดิมแล้วฮอลแลนด์ไม่ได้เป็นชาติมหาอำนาจของเกมฟุตบอลมาก่อน ในทางตรงกันข้ามพวกเขาเป็นชนชาติที่เล่นฟุตบอลแบบล้าหลังกว่าชนชาติอื่นมากพอสมควร ทีมคู่แข่งสำหรับพวกเขาที่พอใกล้เคียงกันคือไซปรัส หรือไอซ์แลนด์ ไม่ใช่อังกฤษ อิตาลี หรือเยอรมนี

 

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่มีการแข่งขันที่จริงจังภายในประเทศ กว่าที่ลีกฟุตบอลอาชีพจะถือกำเนิดในแดนกังหันลมก็ต้องรอจนถึงปี 1954 แต่หลังจากการก่อตั้งลีกฟุตบอลอาชีพ เกมลูกหนังในฮอลแลนด์ก็เริ่มพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

คนที่มีความสำคัญอย่างมากคือรีนุส มิเคลส์ หรือที่คนไทยคุ้นชินกับชื่อ ไรนุส มิเชลส์

 

มิเคลส์ เป็นสายเลือดบริสุทธิ์ของไอแอ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม เพราะอยู่กับอคาเดมีของสโมสรมาตั้งแต่ปี 1940 และใช้ชีวิตในการเล่นเป็นนักฟุตบอลอาชีพถึง 13 ปีด้วยกัน (1945-1958) ซึ่งทำผลงานได้ไม่เลวนักในบทบาทของศูนย์หน้า ทำไป 122 ประตูจากการลงเล่น 264 นัด

 

เขาเป็นหนึ่งในขุนพลชุดแชมป์ลีกส์ดัตช์ของไอแอ็กซ์ 2 สมัย ครั้งแรกในช่วงฤดูกาล 1946/47 ซึ่งยังเป็นลีกสมัครเล่น และอีกครั้งในฤดูกาล 1956/57 ที่ลีกยกระดับเป็นฟุตบอลอาชีพแล้ว

 

แต่ถึงจะเป็นนักฟุตบอลที่ไม่ได้มีเทคนิคการเล่นสูงส่ง ออกแนวเป็นนักเตะในสไตล์จอมทุ่มเทสู้ไม่ถอยมากกว่า แต่ระบบความคิดวิเคราะห์ในเชิงฟุตบอลของมิเคลส์นั้นลึกล้ำอย่างมาก

 

โดยที่เขาได้วิชาความรู้มาจากชาวอังกฤษ 3 คนด้วยกัน

 

ภาพโยฮัน ครอยฟ์ นักฟุตบอลทีมชาติฮอลแลนด์ในชุดสีส้ม 2

 

คนแรกที่มีอิทธิพลต่อตัวเขาอย่างสูงคือ แจ็ค เรย์โนลด์ส ชายชาวอังกฤษผู้ที่เป็นดัง ‘บิดาของไอแอ็กซ์’ หลังมาใช้ชีวิตอยู่ในฮอลแลนด์ยาวนานถึง 3 ช่วง โดยที่นำความรู้วิทยาการทางเกมลูกหนังที่ล้ำยุคมาฝาก และเป็นองค์ความรู้ที่แตกต่างจากในอังกฤษบ้านเกิด ซึ่งไม่ยอมรับแนวทางของเขามากสักเท่าไร

 

เรย์โนลด์สมีส่วนในการถ่ายทอดวิชาความรู้ให้กับมิเคลส์ในช่วงบั้นปลายของการคุมทีมไอแอ็กซ์ในเวลาสั้นๆ หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เป็นช่วงเวลาที่ดีและมีความหมายอย่างมาก

 

ชายชาวอังกฤษคนที่ 2 คือวิค บัคกิงแฮม อดีตนักฟุตบอลระดับสตาร์ของอังกฤษที่โยกย้ายมาหากินในฮอลแลนด์ด้วยการเป็นโค้ชของไอแอ็กซ์ถึง 2 รอบในช่วงปี 1960

 

บัคกิงแฮม ก็ไม่ต่างจากเรย์โนลด์ส เขามาพร้อมกับวิธีการเล่นฟุตบอลที่แตกต่างและดูทันสมัย ซึ่งแม้กับไอแอ็กซ์จะไม่ได้ประสบความสำเร็จมากนัก แต่มิเคลส์ ซึ่งยังคงอยู่กับสโมสรได้รับการถ่ายทอดแนวคิดมาเต็มๆ และสำคัญที่สุดคือเขาเป็นคนที่รับงานคุมทีมต่อจากบัคกิงแฮมด้วย

 

คนสุดท้ายคือจิมมี โฮแกน โค้ชที่แฟนฟุตบอลบางคนอาจไม่เคยได้ยิน แต่อิทธิพลของเขาที่มีต่อโลกของฟุตบอลมากมายมหาศาล เพราะโฮแกนคือสุดยอดโค้ชที่มาก่อนกาล ด้วยแนวคิดฟุตบอลเล่นกับพื้นไม่สาดยาวไปลุ้นเอาข้างหน้าอย่างเดียว และเขาคิดวิธีนี้มาตั้งแต่ยุค 1910 แล้ว

 

โดยรากของวิธีการเล่นแบบนี้มาจากสไตล์ฟุตบอลแบบคนสกอตแลนด์ที่จะอาศัยการต่อบอลเล่นกันแบบสั้นๆ ที่เรียกว่า ‘Scottish combination game’

 

บอลเรียด เร็ว แม่นยำ และหมุนเวียนเปลี่ยนตำแหน่ง

 

โฮแกน ใช้เวลาชั่วชีวิตของเขาในการเดินทางไปถ่ายทอดวิชาความรู้นี้ให้แก่ชาติต่างๆ บนแผ่นดินยุโรป และอิทธิพลนั้นสูงถึงขั้นสามารถสร้างสุดยอดทีมแห่งยุคสมัยขึ้นมาได้ถึง 2 ทีมด้วยกัน หนึ่งคือ ‘Wünderteam’ หรือทีมมหัศจรรย์ ซึ่งหมายถึงทีมชาติออสเตรียในช่วงทศวรรษที่ 30 และอีกทีมคือ ‘The Mighty Magyars’ ฮังการี ซึ่งเป็นทีมที่มิเคลส์ประทับใจอย่างมาก

 

มากเสียจนเขาเริ่มคิดต่อถึงระบบการเล่นฟุตบอลที่จะดีกว่านี้

 

ระบบที่จะสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ

 

ภาพโยฮัน ครอยฟ์ นักฟุตบอลทีมชาติฮอลแลนด์ในชุดสีส้ม 3

 

ระบบการเล่นที่ว่าคือ ‘โททัลฟุตบอล’ (Totaalvoetbal) ซึ่งที่มาของชื่อจริงๆ นั้นไม่ได้มาจากการเรียกของตัวของมิเคลส์เอง

 

ในช่วงเวลานั้นในฮอลแลนด์มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางสังคม หลังเจ้าหญิงเบียทริกซ์ ซึ่งเป็นมกุฎราชกุมารของราชวงศ์อภิเษกสมรสกับ เคลาส์ ฟอนส์ อัมแบร์ก ชาวเยอรมันที่มีประวัติเป็นสมาชิกของนาซี ในปี 1966

 

ด้วยบริบทของสังคมดัตช์ในช่วงเวลานั้น คำว่า ‘โททัล’ (Totaal) กลายเป็นคำที่ถูกนำมาใช้กับหลายสิ่งหลายอย่าง ซึ่งสำหรับเกมฟุตบอล ระบบการเล่นที่ไม่พึ่งพาใครเป็นหลัก ทุกคนมีสิทธิ มีอำนาจ มีเสรีภาพ

 

ฟุตบอลของมิเคลส์ถูกมองว่าสะท้อนถึงสิ่งนี้จึงถูกเรียกระบบวิธีการเล่นของเขาว่าโททัลฟุตบอล

 

อีกสิ่งที่แฟนฟุตบอลอาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนไปคือระบบการเล่นนี้ไม่ได้ถูกคิดขึ้นมาในชั่วข้ามคืน

 

ในทางตรงกันข้ามมิเคลส์ใช้เวลาหลายปีในการคิด ปรับ ประยุกต์ใหม่ในระหว่างที่คุมไอแอ็กซ์ โดยมีเพื่อนคู่คิดอย่าง พีต ไคเซอร์ และสวาร์ค สวาร์ต ให้คำปรึกษาและช่วยเหลือ โดยระหว่างนั้นในวงการฟุตบอลดัตช์วิธีการเล่นแบบนี้เริ่มเป็นที่นิยม และมีทีมที่เล่นมากกว่าหนึ่ง

 

อย่างน้อยที่สุดมีฟายนอร์ด ร็อตเตอร์ดัม คู่ปรับสำคัญร่วมลีกที่นำมาโดย แอร์สต์ ฮัพเพิล ปรมาจารย์ลูกหนังชาวออสเตรีย – ผู้ที่แม้จะไม่ทันชุด Wünderteam แต่ก็ได้รับวิชามาจากจิมมี โฮแกน – ซึ่งฟุตบอลของพวกเขาถูกเรียกว่าโททัลฟุตบอลเช่นกันแต่เป็นอีกสายหนึ่งที่เน้นความแข็งแกร่งมากกว่า

 

แต่โลกเลือกที่จะจดจำโททัลฟุตบอลของไอแอ็กซ์ เพราะพวกเขายอดเยี่ยมและมีเสน่ห์มากกว่า

 

คนสำคัญที่สุดที่เป็นกุญแจสำหรับทุกสรรพสิ่งที่หากปราศจากเขาแล้วระบบโททัลฟุตบอลจะไม่มีวันเกิดขึ้นคือนักเตะดาวรุ่งคนหนึ่งที่ชื่อโยฮัน ครอยฟ์

 

กองหน้ารูปร่างผอมบางคนนี้คือนักฟุตบอลระดับอัจฉริยะในรอบ 100 ปี ที่มีความเข้าใจในเกมฟุตบอลอย่างปราดเปรื่อง เขาเข้าใจได้ทันทีถึงสิ่งที่เจ้านายกำลังคิดอยู่ และเป็นคนช่วยกำกับการเล่นของทีมในสนามอีกครั้ง

 

ภายในเวลาไม่กี่ปีไอแอ็กซ์กลายเป็นมหาอำนาจของฟุตบอลยุโรป ด้วยโททัลฟุตบอลทำให้พวกเขากวาดแชมป์ยูโรเปียน คัพ ได้ 3 สมัยติดต่อกันในระหว่างปี 1971-1973 แม้ว่ามิเคลส์จะอำลาทีมไปหลังได้แชมป์ในปี 1971 เพื่อไปคุมบาร์เซโลนาในสเปนต่อ

 

ก่อนที่เขาจะกลับมาบ้านเกิดพร้อมกับภารกิจสำคัญ คุมทีมชาติฮอลแลนด์ที่มีเป้าหมายเดียวในการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 1974 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศเยอรมนีตะวันตกให้ได้

 

ภาพโยฮัน ครอยฟ์ นักฟุตบอลทีมชาติฮอลแลนด์ในชุดสีส้ม 4

 

ในฟุตบอลโลกครั้งนั้นสิ่งที่คนเข้าใจคือไม่มีใครหยุดฮอลแลนด์ ซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่างนักเตะของไอแอ็กซ์กับฟายนอร์ดได้ ด้วยระบบการเล่นโททัลฟุตบอลที่ลื่นไหล ไร้หนทางจะจับได้ไล่ทัน

 

ความเป็นจริงแล้วฮอลแลนด์ไม่ได้ชนะรวดทุกนัดแต่อย่างใด เพราะสวีเดน สามารถยันเสมอกับพวกเขาได้สำเร็จในเกมที่ 2 ของรอบแบ่งกลุ่มแรก (ในครั้งนั้นจะมีรอบแบ่งกลุ่ม 2 ครั้ง) แต่ความสุดยอดของเนเธอร์แลนด์มาเริ่มชัดเอาในรอบแบ่งกลุ่มรอบที่ 2 นี้เอง

 

พวกเขาลงสนาม 3 นัดในรอบนี้โดยเจอกับทีมแข็งแกร่งอย่าง อาร์เจนตินา, เยอรมนีตะวันออก และแชมป์เก่าจากฟุตบอลโลก 1970 อย่างบราซิล โดยเอาชนะรวดได้ทั้ง 3 นัด ยิงประตูรวมได้ถึง 8 ประตูโดยที่ไม่เสียประตูเลย ได้ผ่านเข้าไปรอบชิงชนะเลิศ

 

โททัลฟุตบอลกลายเป็นความมหัศจรรย์ที่โลกถูกสะกดไม่ให้คลาดสายตา

 

ครอยฟ์เป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง โดยที่รายรอบเขาเต็มไปด้วยสุดยอดผู้เล่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โยฮัน นีสเกนส์ จอมแกร่งแดนกลาง, ร็อบ เรนเซนบลิงก์ และจอนนี เร็ป ปีกซ้ายและขวาตัวฉกาจ ที่จะเล่นสอดประสานกับรุด โครล และวิม ซูเบียร์ โดยมีอารี ฮาน กับวิม ไรส์เบอร์เกน เป็นคู่ปราการหลัง มีแยน ยองบลัด เฝ้าเสาประตู

 

คำว่าโททัลฟุตบอลโดยนิยามคือการที่ผู้เล่นแต่ละตำแหน่งสามารถสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันได้อย่างอิสระ ทุกคนสามารถเล่นตำแหน่งไหนก็ได้ โดยที่ระบบของทีมไม่เสีย ความลื่นไหลยังอยู่

 

ในความเป็นจริง รุด กุลลิท ตำนานดัตช์ในรุ่นต่อมาสรุปให้ฟังโดยเข้าใจง่ายที่สุดนั่นคือการที่ “ผู้เล่นแต่ละคนสามารถจะทดแทนตำแหน่งของเพื่อนที่ขยับเติมเกมไปได้ เช่น ถ้าแบ็กดันเกมสูง ปีกหรือกองกลางจะถอยลงมาทดแทน

 

เขียนและอ่านนั้นเหมือนง่าย แต่ปฏิบัติจริงยากแสนยาก เพราะนั่นหมายถึงความต้องการนักฟุตบอลที่เข้าใจเกมและมีฝีเท้าในระดับใกล้เคียงกันและดีพอที่จะทดแทนกันและกันได้

 

และสิ่งที่ไม่มีทีมไหนมีเหมือนคือฮอลแลนด์มีครอยฟ์ ซึ่งในเวลานั้นก้าวไปสู่จุดสูงสุดของโลกฟุตบอลแล้วทั้งในเชิงของฝีเท้าและความเข้าใจเกม

 

อิทธิพลของครอยฟ์ที่มีต่อทีมในเวลานั้นสูงในระดับที่แม้แต่มิเคลส์ก็ไม่กล้าขัด เห็นได้จากเรื่องเล็กๆ แต่สำคัญอย่างหมายเลขเสื้อ ซึ่งเดิมสหพันธ์ฟุตบอลฮอลแลนด์ต้องการให้ใช้หมายเลขเรียงตามลำดับอักษร ที่ครอยฟ์จะได้เสื้อหมายเลข 1 แทน แต่เขาขอปฏิเสธและเลือกหมายเลข 14 อันเป็นหมายเลขโปรดประจำตัวโดยที่ไม่มีใครขัดได้

 

นักเตะเจ้าของสมญา ‘นักเตะเทวดา’ (ตามการตั้งของบรมครูนักข่าวฟุตบอลไทย) ยังขอสิทธิ์ขาดในการ ‘สั่งการในสนาม’ (Inside the field) ที่เขาจะเป็นคนบอกทุกคนเองว่าจะให้เล่นแบบไหน โดยที่มิเคลส์มีอำนาจเพียงแค่การสั่งการนอกสนาม และพวกเขาจะไม่ก้าวก่ายกัน

 

ภาพโยฮัน ครอยฟ์ นักฟุตบอลทีมชาติฮอลแลนด์ในชุดสีส้ม 5

 

ด้วยความยอดเยี่ยมไร้เทียมทานทำให้ฮอลแลนด์ถูกยกให้เป็นตัวเก็งเหนือเยอรมนีตะวันตก ชาติเจ้าภาพที่ความจริงเพิ่งจะได้แชมป์ฟุตบอลยูโร 1972 มา และมีผู้เล่นระดับชั้นยอดหลายคนซึ่งก็ไม่ได้ไก่กา เพราะเป็นกำลังหลักของบาเยิร์น มิวนิคที่คว้าแชมป์ยูโรเปียน คัพ 3 สมัยติดต่อกันต่อจากไอแอ็กซ์

 

กุนเธอร์ เน็ตเซอร์ ขบถลูกหนังรุ่นแรกที่เป็นคีย์แมนในชุดแชมป์ยูโร 1972 ไม่ได้ร่วมทีมมาด้วยก็จริง เพราะโวล์ฟกัง โอเวอร์ราธ ถูกใจโค้ชอย่างเฮลมุต โชน มากกว่า แต่เยอรมนีตะวันตกยังมี ‘แดร์ บอมเบอร์’ แกร์ด มุลเลอร์ รวมถึง ‘แดร์ ไกเซอร์’ ฟรานซ์ เบ็คเคนเบาเออร์ และขุนพลอย่าง อูลี เฮอเนสส์, พอล ไบรท์เนอร์ และแบร์ตี โฟกต์ส

 

โดยที่ ‘Die Mannschaft’ เองก็อยู่ใต้ความกดดันและเดิมพันที่สูงเหมือนกัน เพราะก่อนหน้านั้น 2 ปีเกิดโศกนาฏกรรมสังหารหมู่นักกีฬาอิสราเอลในกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนที่มิวนิก ในสนามแห่งเดียวกันอย่างโอลิมปิกสตาดิโอน ในกรุงมิวนิคที่เป็นสังเวียนของเกมนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก

 

แค่ 2 นาทีฮอลแลนด์ก็ได้ประตูขึ้นนำทันทีเมื่อได้ลูกจุดโทษ หลังครอยฟ์พาบอลหนีโฟกต์สอย่างง่ายดายก่อนจะโดนเฮอเนสส์ สกัดทำฟาวล์ ผู้ตัดสินชี้ไปที่จุดโทษทันที และเป็นนีสเกนส์ ที่สังหารเข้าไปให้พวกเขานำ 1-0 โดยที่นักเตะเยอรมันยังไม่ได้สัมผัสโดนบอลแม้แต่ครั้งเดียว

 

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ทุกคนยิ่งมั่นใจว่าไม่มีใครจะหยุดยั้งเหล่า ‘ออรานเย’ ได้แล้ว และพวกเขาจะได้ครองแชมป์โลกอย่างแน่นอน

 

นักเตะในชุดส้มเองก็คงรู้สึกลำพองใจแบบนั้นเช่นกัน ความจริงในช่วงก่อนที่เกมจะเริ่มมีข่าวว่าพวกเขาปาร์ตี้กันอย่างหนักด้วย (ซึ่งเปิดเผยหลังจากนั้น) นั่นทำให้ช่วงหลังจากได้ประตูขึ้นนำฮอลแลนด์ ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การทำประตูเพิ่ม แต่ออกไปในทางเล่นอย่างเย่อหยิ่งเพื่อเย้ยหยันคู่แข่ง

 

และสำหรับผู้เล่นหลายคน พวกเขาผูกใจเจ็บกับเยอรมันมาตลอด วิลเลม ฟาน ฮานเกม หนึ่งในนักเตะที่ได้โอกาสลงสนามเวลานั้นยอมรับว่าเขาเกลียดคนเยอรมัน เพราะครอบครัวของเขาถูกสังหารเกือบทั้งหมดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

 

อย่างไรก็ดีเรื่องเหล่านี้เป็นเพียงแค่องค์ประกอบของการเปลี่ยนแปลงในเกม

 

หัวใจสำคัญที่ฮอลแลนด์ไม่ได้คาดคิดจะต้องเผชิญคือความเป็นนักสู้ที่อดทนของนักเตะอินทรีเหล็กที่ปักหลักต่อสู้อย่างไม่ยอมแพ้เด็ดขาด

 

ในเชิงของแท็คติก การตัดสินใจของครอยฟ์ที่จะถอยตัวเองลงมาต่ำเพื่อคุมจังหวะของเกมหลังได้ประตูนำก็ถูกมองว่ามีผลเช่นกัน เพราะการไม่มีเขาประจำการในแดนหน้าทำให้แนวรับของเยอรมันเจองานที่ง่ายและเบาลงมากพอสมควร

 

แล้วเยอรมนีตะวันตกก็ตีเสมอได้ในนาทีที่ 25 จากลูกจุดโทษเหมือนกัน วิม แยนเซน พลาดสกัดแบร์นด์ โฮลเซนไบน์ลงในกรอบเขตโทษ พอล ไบรท์เนอร์แบ็กซ้ายที่ไว้ใจได้เสมอทำประตูตีเสมอให้เกมกลับมาเสมอกันที่ 1-1

 

โดยที่สายลมของเกมได้เริ่มเปลี่ยนทิศแล้ว

 

ฮอลแลนด์ยังไม่ได้กลับมาขึงทำเกมบุกเหมือนเดิม ก่อนหมดครึ่งแรกแค่ 2 นาที ไรเนอร์ บอนโฮฟ ครอสบอลเข้ามาจากปีกขวาถึงมุลเลอร์ ก่อนที่เจ้าลูกระเบิดจะยิงเรียดผ่านมือของยองบลัดเข้าไป และประตูนี้เป็นเหมือนการทำลายความมั่นใจทั้งหมดที่เคยมีมาของทีมที่ใช้โททัลฟุตบอลไล่ต้อนคนอื่นมาตลอด

 

ตลอดทัวร์นาเมนต์ฮอลแลนด์ไม่เคยเจอกับความกดดันใดๆ การโดนเยอรมนีตะวันตกยิงแซงได้เป็นความกดดันแรกที่พวกเขาเผชิญ และสุดท้ายมันอาจจะมากเกินจะรับมือไหว

 

โททัลฟุตบอลที่ไร้เทียมทาน มีชะตากรรมไม่ต่างจากฮังการีผู้เกรียงไกรไม่แพ้ใครเลยตลอด 4 ปี แต่สุดท้ายทั้งสองทีมนี้พ่ายแพ้ให้กับเยอรมนีตะวันตกผู้มีหัวใจแข็งแกร่งกว่าเหมือนกัน

 

ภาพโยฮัน ครอยฟ์ นักฟุตบอลทีมชาติฮอลแลนด์ในชุดสีส้ม 6

 

‘The Beautiful Bridesmaids Dressed in Oranje’

 

คือชื่อหนังสือที่เขียนโดย Gary Thacker ว่าด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นของฮอลแลนด์ในฟุตบอลโลก 1974 ที่สรุปทุกอย่างได้ภายในประโยคเดียว

 

เพื่อนเจ้าสาวแสนสวยในชุดสีส้ม

 

คนที่เป็นได้เพียงแค่เพื่อนของเจ้าสาว ไม่ได้สวมแหวนและจุมพิตในวันวิวาห์

 

แต่ถึงอย่างนั้นความสวยงามของเธอ – ออรานเย – ก็ยังคงเป็นที่เลื่องลือจากวันนั้น จนถึงในวันนี้ ที่ไม่ว่าเมื่อไรที่ใครสักคนพูดถึงโททัลฟุตบอล, โยฮัน ครอยฟ์, รีนุส มิเคลส์ (ซึ่งแก้ตัวได้สำเร็จในอีก 14 ปีต่อมาในฟุตบอลยูโร 1988 แชมป์ระดับชาติรายการเดียวของพวกเขา) และเหล่าอัศวินสีส้ม

 

ทุกคนก็พร้อมจะล้อมวงกันเข้ามา เพื่อฟังเรื่องเล่าเก่าๆ นี้แบบไม่รู้เบื่อ

 

อ้างอิง

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising