×

TNP เตรียมรับอานิสงส์ขยายเวลาและวงเงินมาตรการคนละครึ่งและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

โดย THE STANDARD TEAM
03.12.2020
  • LOADING...
TNP เตรียมรับอานิสงส์ขยายเวลาและวงเงินมาตรการคนละครึ่งและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

เกิดอะไรขึ้น:

อมร พุฒิพิริยะ รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.ธนพิริยะ หรือ TNP ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภคในแถบภาคเหนือตอนบน (จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และพะเยา) เผยว่า วันที่ 19 ธันวาคมนี้ บริษัทเตรียมเสนอบอร์ดอนุมัติแผนขยายสาขาเพิ่มอีก 5 สาขา จากสิ้นปีนี้ซึ่งคาดมีสาขาครบ 32 สาขา ขณะที่ภาพการจับจ่ายใช้สอยในจังหวัดเชียงราย มองว่ายังอยู่ในระดับปกติ ทำให้ประเมินทิศทางธุรกิจค้าปลีกของบริษัทปีหน้าจะยังเติบโตได้ต่อเนื่องจากปีนี้ โดยการเติบโตมาจากการเติบโตของสาขาเก่า และการขยายฐานสาขาใหม่ที่เปิดให้บริการมากขึ้น

 

สำหรับกรณีการพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และพะเยา หากเป็นกรณีที่แย่สุดคือโดนล็อกดาวน์ บริษัทไม่กังวล เพราะเน้นจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น โดยได้เตรียมความพร้อมสำหรับการจำหน่ายสินค้าเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค หากเกิดเหตุล็อกดาวน์จริง และคาดสินค้าจะไม่ขาดตลาด 

 

ส่วนภาพรวมไตรมาส 4/63 คาดยังเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาส 3/63 หลังพบว่ายอดขาย 2 เดือนแรกในไตรมาส 4/63 ยังเป็นไปในทิศทางที่ดี อีกทั้งการเพิ่มกำลังซื้อให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังช่วยสนับสนุนยอดขายให้เติบโตได้อย่างชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากฐานลูกค้าของ TNP ส่วนหนึ่งคือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 

 

ขณะที่มาตรการคนละครึ่งเฟสแรกซึ่งให้สิทธิ์แก่ประชาชนที่อายุ 18 ปี ขึ้นไปจำนวน 10 ล้านคน คนละ 3,000 บาท ให้เวลาใช้ 3 เดือน โดยผู้ซื้อจ่าย 50% และรัฐจ่ายให้ 50% คาดจะได้รับอานิสงส์ทางอ้อมจากลูกค้าโชห่วยที่ซื้อสินค้าจากศูนย์ค้าส่งของบริษัทเพื่อนำไปจำหน่ายต่อ

 

กระทบอย่างไร:

วันนี้ (3 ธันวาคม 2563) ราคาหุ้น TNP ปิดตลาดอยู่ที่ 3.60 บาท ปรับขึ้น 0.56%DoD เทียบกับ SET Index ที่ปรับขึ้น 20.37 จุด หรือเพิ่มขึ้น 1.44%DoD สู่ระดับ 1,438.32 จุด

 

มุมมองระยะสั้น:

เราคาดไตรมาส 4/63 TNP จะสามารถสร้างสถิติกำไรรายไตรมาสสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพราะนอกจากเข้าสู่ฤดูจับจ่ายใช้สอยและรับรู้ยอดขายสาขาใหม่แล้ว ยอดขายสาขาเดิมยังได้ประโยชน์โดยตรงจากมาตรการเติมเงินสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มอีกเดือนละ 500 บาท (เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2563), มาตรการช้อปดีมีคืนไม่เกิน 30,000 บาท (23 ตุลาคม-31 ธันวาคม 2563) และประโยชน์ทางอ้อมจากมาตรการคนละครึ่ง (ไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ช่วง 23 ตุลาคม-31 ธันวาคม 2563) ซึ่งคาดหนุนยอดขายจากลูกค้าโชห่วยเติบโตสดใส คาดส่งผลให้ปี 2563 TNP จะมีกำไรสุทธิ 128 ล้านบาท เติบโต 44.4%YoY 

 

มุมมองระยะยาว:

เรามีมุมมองบวกต่อ TNP โดยปี 2564 คาดกำไรยังสามารถเติบโตต่อได้อย่างน้อย 13.5%YoY จากปัจจัยหนุนหลัก คือ

 

  1. การรับรู้ยอดขายสาขาใหม่ ซึ่งมีแผนขยายสาขาต่อเนื่องปีละ 4-5 แห่ง โดยเน้นทำเลที่ตั้งอยู่ในเชียงราย เชียงใหม่ และพะเยา ซึ่งมองยังเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพเติบโตดีและขนส่งสะดวก เพราะมีศูนย์กระจายสินค้าอยู่ในเชียงราย รองรับได้ 50 สาขา 
  2. ยอดขายสาขาเดิมคาดเติบโต 2-3%YoY ตามประชากรและกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น 

 

รวมทั้งล่าสุดเตรียมได้อานิสงส์เพิ่มจากการที่ภาครัฐกำลังพิจารณาขยายสิทธิ์คนละครึ่งอีก 5 ล้านราย และเพิ่มวงเงินเป็นคนละ 3,500 บาท ส่วนผู้ได้สิทธิ์ในเฟสแรกได้เพิ่มคนละ 500 บาท ระยะเวลาใช้สิทธิ์ถึง 31 มีนาคม 2564 ขณะที่ผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะขยายเวลาให้ค่าซื้อสินค้าบริโภคอุปโภคที่จำเป็นเพิ่มเดือนละ 500 บาท ต่ออีก 3 เดือนในช่วง มกราคม-มีนาคม 2564 

 

  1. การเกิดผลประหยัดต่อขนาดจากการขยายสาขาในรูปแบบร้านค้าปลีก (ซูเปอร์มาร์เก็ต) ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้น 13-16% สูงกว่าร้านค้าส่งซึ่งปัจจุบันมีสาขาเดียว และยังมีอำนาจต่อรองกับคู่ค้าเพิ่มขึ้นจากยอดขายที่เติบโตมากขึ้น อีกทั้งบริษัทยังมีแผนเพิ่มสินค้าใหม่ที่มาร์จิ้นสูงเพิ่มเติม อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า  

 

ส่วนงบลงทุนที่บริษัทตั้งไว้ปีละ 100 ล้านบาท สำหรับเน้นใช้สำหรับขยายสาขาปีละ 4-5 แห่ง (ปีนี้จะขยาย 4 สาขา แบ่งเป็นไตรมาสละ 2 สาขาใน 2Q63 และ 4Q63 ทำให้สิ้นปีนี้มีทั้งสิ้น 32 สาขา) คาดแหล่งเงินทุนหลักจะมาจากกระแสเงินสดดำเนินงานที่ทำได้ปีละ 130-160 ล้านบาท โดยบริษัทยังมีศักยภาพกู้ยืมสูงมาก เพราะปัจจุบันไม่มีหนี้เงินกู้เลย ส่วนความเสี่ยงที่ต้องติดตามสำหรับ TNP คือ ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อฟื้นตัวช้ากว่าคาด รวมทั้งแผนขยายสาขาที่อาจต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้

ที่มาของภาพ: Facebook บมจ.ธนพิริยะ

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories