‘ธีระชัย’ อดีตรมว.คลังมอง บัตรคนจนต้องเจาะ ‘กลุ่มเปราะบางจริง’ ลดสวัสดิการซ้ำซ้อน หวั่นภาระการคลังตึงตัว เผยเป็นห่วงฐานะการคลัง หลังงบขาดดุลต่อเนื่อง เสนอรัฐแก้ค่าครองชีพผ่านโครงสร้างพลังงานก่อนคิดมาตรการแจกเงิน
ประเด็นสำคัญ
วันนี้ (9 มิถุนายน) ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในรายการ Morning Wealth ว่า ปัญหาสำคัญของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปัจจุบัน คือมีผู้ได้รับสิทธิบางส่วนที่อาจไม่ได้อยู่ในกลุ่มเปราะบางอย่างแท้จริง ส่งผลให้ภาครัฐต้องแบกรับภาระงบประมาณจำนวนมาก และทำให้สถานะการคลังมีความตึงตัวมากขึ้น
ธีระชัย ระบุว่า การใช้งบประมาณเพื่อช่วยเหลือประชาชนควรยึดหลักสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ การคัดกรองให้ความช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่แท้จริง และการลดความซ้ำซ้อนของมาตรการสวัสดิการภาครัฐ เพื่อให้การใช้ทรัพยากรของประเทศเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ชี้งบบัตรคนจนใกล้เคียงรายได้ภาษีที่รัฐสูญเสียจากสิทธิลดหย่อน
ธีระชัยกล่าวว่า งบประมาณที่ใช้ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่ที่ประมาณ 30,000-35,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่จากการประเมินของตนเอง พบว่ารายได้ภาษีที่ภาครัฐสูญเสียจากการให้สิทธิลดหย่อนภาษีกรณีเลี้ยงดูบิดามารดา อาจมีมูลค่าใกล้เคียงกันที่ระดับ 30,000-35,000 ล้านบาท
ด้วยเหตุนี้ กระทรวงการคลังอาจมองว่ามีการใช้จ่ายงบประมาณในลักษณะซ้ำซ้อน และจำเป็นต้องพิจารณาปรับหลักเกณฑ์ให้ผู้ได้รับประโยชน์เลือกใช้สิทธิในช่องทางใดช่องทางหนึ่ง
“ถ้าใครอยู่ได้มากกว่าหนึ่งโครงการก็จะได้เปรียบกว่าคนอื่น ผมเดาว่านี่เป็นสาเหตุที่ทำให้กระทรวงการคลังเลือกเสนอให้รัฐบาลปรับหลักเกณฑ์” ธีระชัยกล่าว
มองคลังเตรียมเพิ่มความละเอียดในการคัดกรองผู้มีสิทธิ
ธีระชัยตั้งข้อสังเกตว่า ก่อนเริ่มดำเนินโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้ประเมินไว้ว่า ไทยมีจำนวนคนจนอยู่ที่ประมาณ 4.5-5 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกลับมีจำนวนสูงถึง 13-14 ล้านคน
ทั้งนี้ ธีระชัยเชื่อว่ากระทรวงการคลังต้องการปรับปรุงคุณสมบัติผู้มีสิทธิให้มีความแม่นยำมากขึ้น โดยอาจนำฐานข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย (มท.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มาประกอบการพิจารณา เพื่อให้การช่วยเหลือมุ่งเป้าไปยังกลุ่มเปราะบางได้อย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม ธีระชัยมองว่า หลักเกณฑ์พื้นฐานที่กระทรวงการคลังใช้อยู่ในปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว แต่ควรเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสังคมก่อนตัดสินใจปรับเปลี่ยนในขั้นสุดท้าย โดยมองว่าการส่งสัญญาณเรื่องการทบทวนเกณฑ์ในขณะนี้ควรเป็นลักษณะของ ‘Trial Balloon’ หรือการหยั่งเสียงตอบรับจากสาธารณชน
เตือนสวัสดิการซ้ำซ้อนอาจสร้างแรงต้านทางสังคม
ธีระชัยเห็นว่า การดำเนินโครงการช่วยเหลือที่มีลักษณะทับซ้อนกันจำนวนมากไม่เหมาะสมในระยะยาว และท้ายที่สุดภาครัฐอาจต้องปรับระบบให้เหลือแนวทางการช่วยเหลือที่ชัดเจนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ธีระชัยยอมรับว่าการปรับเปลี่ยนสิทธิประโยชน์ที่ประชาชนได้รับอยู่แล้วเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับสิทธิลดหย่อนภาษีกรณีดูแลบิดามารดา ซึ่งอาจทำให้เกิดข้อถกเถียงทางสังคมตามมา
“พอให้สิทธิสองทาง จะริบคืนก็ยาก พอเป็นเรื่องบุพการี ก็ดูกลายเป็นคนอกตัญญู ตรงนี้คุยไม่จบ” ธีระชัยกล่าว
ห่วงฐานะการคลัง หลังงบขาดดุลต่อเนื่อง
ธีระชัยกล่าวว่า แม้การดูแลกลุ่มเปราะบางจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ภาครัฐต้องคำนึงถึงความยั่งยืนทางการคลังควบคู่กันไป โดยยกตัวอย่างกรณีของอินโดนีเซียที่ดำเนินโครงการแจกอาหารฟรีทั่วประเทศ แต่สุดท้ายประเทศต้องเผชิญภาวะขาดดุลการคลังอย่างหนัก สะท้อนว่าการขยายสวัสดิการจำเป็นต้องสอดคล้องกับศักยภาพทางการคลังของแต่ละประเทศ
ไม่เพียงเท่านั้น ธีระชัยระบุว่า ประเทศไทยยังเผชิญข้อจำกัดด้านการสร้างนวัตกรรมและการยกระดับเศรษฐกิจไปสู่สินค้ามูลค่าสูง ทำให้การใช้จ่ายภาครัฐต้องดำเนินด้วยความระมัดระวัง เพราะท้ายที่สุดงบประมาณจำนวนมากมาจากการก่อหนี้สาธารณะ
ธีระชัยกล่าวว่า งบประมาณรายจ่ายขาดดุลของไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนแตะระดับประมาณ 800,000 ล้านบาท และอาจขยับเข้าใกล้ 1 ล้านล้านบาทในอนาคต โดยมองว่าไทยอยู่ในสถานะ “จ่ายใหญ่ มือเติบ จ่ายเกินรายรับ”
เสนอแก้ค่าครองชีพผ่านโครงสร้างพลังงานก่อนคิดแจกเงิน
สำหรับแนวทางช่วยเหลือประชาชนในระยะสั้น ธีระชัยเสนอว่ารัฐบาลควรใช้อำนาจที่มีอยู่ในการดูแลปัญหาค่าครองชีพ โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างธุรกิจพลังงาน ซึ่งประกอบด้วยการทบทวนการอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปตามตลาดสิงคโปร์ การกำกับค่าการกลั่นไม่ให้สูงเกินสมควร
รวมถึงการจัดสรรก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยซึ่งมีต้นทุนต่ำให้ประชาชนรายย่อยได้รับประโยชน์เป็นลำดับแรก ก่อนจะจัดสรรให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ใช้ก๊าซธรรมชาติภายในประเทศให้เต็มศักยภาพ และเร่งปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันทางธุรกิจ เพื่อลดการผูกขาดและเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ของประชาชน
“รื้อระเบียบ ลดการผูกขาด เพิ่มกำลังในการทำมาหากินให้ประชาชน แล้วค่อยมาคิดเรื่องการแจกเงิน” ธีระชัยกล่าวทิ้งท้าย

