โลกต้องจำกัดอุณหภูมิให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส แต่วันนี้กลับขึ้นมาแล้วถึง 1.42 องศาเซลเซียส

โดย THE STANDARD TEAM
17.10.2024

รายงานขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) คาดการณ์ว่าโลกจะร้อนขึ้น 1.5 องศาเซลเซียสภายในปี 2027 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งปัจจุบันอุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นแล้ว 1.42 องศาเซลเซียส สะท้อนให้เห็นอัตราเร่งของวิกฤตโลกร้อนไปสู่โลกเดือด ขณะที่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ยังดูห่างไกลกว่าวิกฤตที่กำลังเร่งเข้ามา

 

ตัวการหลักของ ‘วิกฤตโลกเดือด’ ยังคงเป็นการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งทำให้เกิดความแปรปรวนของสภาพอากาศที่ร้อนจัด น้ำท่วม และพายุที่ทวีความรุนแรง ส่งผลกระทบต่อมนุษย์ในทุกมิติ

 

คำถามคือ ภารกิจสำคัญที่ทุกคนต้องร่วมมือกู้วิกฤตโลกก่อนที่จะสายเกินแก้คืออะไร อะไรคือสิ่งที่เราต้องปลดล็อกเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านให้ทัน

 

ทั่วโลกตั้งเป้าหมายอย่างไร 

 

ในการประชุมระดับโลกว่าด้วยการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 28 (COP28) ผู้นำแต่ละประเทศมีข้อสรุปร่วมกันว่า จะต้องเร่งลดก๊าซเรือนกระจกด้วยการเพิ่มสัดส่วนการพึ่งพาพลังงานทดแทนเป็น 3 เท่าภายในปี 2030 มีการจัดตั้งและดำเนินงานกองทุนชดเชยการสูญเสียและความเสียหาย ทั้งหมดล้วนเพื่อจำกัดการเพิ่มอุณหภูมิของโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เทียบกับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม

 

เพื่อให้เป้าหมายดังกล่าวสำเร็จ ที่ผ่านมาแต่ละประเทศจึงมีการกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) โดยประเทศไทยตั้งเป้าบรรลุ Net Zero ในปี 2065 และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) 

 

ประเทศไทยปรับตัวอย่างไร

 

จากความท้าทายที่เกิดขึ้น ทำให้ทุกประเทศไม่เพียงแต่ต้องปรับตัวเพื่ออยู่ในโลกที่ร้อนขึ้น (Adaptation) แต่ต้องปรับลดคาร์บอน เพื่อลดโลกร้อน (Mitigation) หรือเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Transition to Low Carbon Economy)

 

โดยประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 372 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี 2019 เกิดจากภาคพลังงานถึง 70% ตามด้วยเกษตรกรรม อุตสาหกรรมการผลิต และขยะ 15%, 10% และ 5% ตามลำดับ

 

ซึ่งในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเริ่มมีเป้าหมายจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) โดยกรมสรรพสามิต ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) ส่งผลให้ภาคธุรกิจมีต้นทุนหรือราคาที่จ่ายเพิ่มขึ้นจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมการร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจมีการประกาศใช้จริงในปี 2025 

 

โอกาสที่ไทยจะเร่งแก้วิกฤตอยู่ตรงไหน

 

ในงาน ESG SYMPOSIUM 2024: Driving Inclusive Green Transition ยิ่งเร่งเปลี่ยน ยิ่งเพิ่มโอกาส เวทีที่มุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม มีการแชร์ประสบการณ์และตัวอย่างที่หลากหลายในการเปลี่ยนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำจากผู้นำระดับโลกและไทย ไม่ว่าจะเป็นจาก UNDP, World Economic Forum หรือจาก SCG และพาร์ตเนอร์ เพื่อ ‘เร่งเปลี่ยน’ ประเทศไทยไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

 

หนึ่งในโครงการต้นแบบที่เป็นพื้นที่ทดลองการเปลี่ยนผ่าน คือโมเดล ‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์’ เนื่องจากสระบุรีเป็นจังหวัดที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเป็นอันดับ 3 ของไทย และมีแหล่งอุตสาหกรรมตั้งอยู่ โดยโครงการนี้เกิดขึ้นจากการทำงานแบบบูรณาการของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน ที่รวมใจเป็นหนึ่งเดียว เปลี่ยนสระบุรีให้เป็นเมืองคาร์บอนต่ำแห่งแรกของไทย

 

โดยตัวโครงการมีความคืบหน้าอย่างมาก สามารถยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ในประเทศ ให้เป็นปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำที่ลดการปล่อยคาร์บอนจากกระบวนการผลิต การพัฒนา Green Infrastructure รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การหาทุนสีเขียว Green Funding จากต่างประเทศมาพัฒนานวัตกรรมคาร์บอนต่ำ รวมถึงเปลี่ยนผ่านกระบวนอื่นๆ ทั้งในภาคพลังงาน เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม ซึ่งเกิดผลเป็นรูปธรรม สามารถแก้ไขข้อจำกัดในหลายๆ ด้าน ซึ่งมีโอกาสนำไปสเกลต่อในพื้นที่อื่นของประเทศไทยได้ 

 

 

ในวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมานาย ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี จึงมีการยื่นข้อเสนอต่อนาย ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อปลดล็อกข้อจำกัด และเร่งให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ได้แก่ 

 

  • ปลดล็อกกฎหมายและข้อกำหนด (Law & Regulations) โดยภาครัฐเร่งเปิดเสรีซื้อ-ขายไฟฟ้าพลังงานสะอาด จัดทำกฎหมายแม่บทว่าด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน ตลอดจนส่งเสริมนโยบาย Green Priority ให้ความสำคัญกับการใช้สินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 
  • ผลักดันการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Finance) โดยสนับสนุนงบประมาณ และพัฒนาบุคลากรของผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถขึ้นทะเบียนคาร์บอนที่เป็นมาตรฐานสากล 
  • พัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Technology & Green Infrastructure) โดยรัฐสนับสนุนการใช้และพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานรูปแบบต่างๆ เช่น แบตเตอรี่กักเก็บความร้อน (Heat Battery)
  • สนับสนุนการปรับตัว เสริมศักยภาพการแข่งขัน SMEs พัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจในการใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดต้นทุน 

 

 

Regenerative Model คือโลกใหม่ของการทำธุรกิจ

 

แน่นอนว่านับจากวันนี้โลกของการทำธุรกิจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แม้ประเทศไทยจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า 1% ของโลก แต่โลกอาจไม่ต้องการคบค้ากับประเทศไทยหากเรายังทำเหมือนเดิม

 

หนึ่งในโมเดลใหม่ของการทำธุรกิจ คือการยกระดับจากการโฟกัสที่ Profit, People และ Planet ไปสู่ความรับผิดชอบ (Responsibilities), ความยืดหยุ่น (Resilience) และการฟื้นฟู (Regeneration) 

 

นี่คือหนึ่งในหนทางที่จะชุบชีวิตโลกที่เสื่อมสลายไป และลดผลกระทบใหม่ที่จะเกิดขึ้น ทั้งหมดต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการเงิน ภาคเอกชน ไปจนถึงผู้บริโภค 

 

ซึ่งต้องติดตามต่อว่าในอนาคต เราทุกคนจะตระหนักถึงความสำคัญ และชุบชีวิตโลกใบนี้ได้หรือไม่ เพราะอำนาจในการเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านนั้น ไม่สามารถพึ่งพาเพียงกำลังของใครคนหนึ่ง แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากเราทุกคน 

 


Read More

RELATED ARTICLES

READ MORE