วันนี้ (8 ตุลาคม) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สนธิกำลังร่วมกับ 9 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดปฏิบัติการปูพรมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 3 จุดในกรุงเทพมหานคร เพื่อขยายผลทลายเครือข่ายนอมินีข้ามชาติ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มนักธุรกิจชาวอิสราเอลที่เข้ามากว้านซื้อและถือครองอสังหาริมทรัพย์มูลค่าหลายพันล้านบาทในประเทศไทย
ปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจากการขยายผลเมื่อวันที่ 21 ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่ง DSI ภายใต้การนำของ อังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม ได้เข้าตรวจค้นเป้าหมาย 3 จุดในพื้นที่อำเภอบางละมุงและเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยพบหลักฐานความเชื่อมโยงกับ ไมมอน เดวิด มาร์เซียโน่ นักธุรกิจชาวอิสราเอล ซึ่งเป็นผู้ประกอบการตัวจริงของกลุ่มบริษัทหลายแห่ง อาทิ สำนักงานกฎหมายสากลเคทีอินเตอร์เนชั่นแนล ลอร์แอนด์บิสซิเนส, บริษัท โคซี่ บีช วิว จำกัด และ บริษัท โลตัส พาราไดซ์ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด แต่กลับมีพฤติการณ์ใช้พนักงานชาวไทยเป็นกรรมการบริษัทแทนตนเอง ซึ่งเข้าข่ายการทำธุรกิจผ่านนอมินีเพื่อหลีกเลี่ยง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จนนำไปสู่การเป็นคดีพิเศษที่ 135/2569 และมีการออกหมายเรียก ไมมอน เดวิด มาร์เซียโน่ รวมถึง ดารินทร์ ประเสริฐสุข ชาวไทย เข้ารับทราบข้อกล่าวหา
จากหลักฐานเส้นทางธุรกิจที่เชื่อมโยงถึงกัน นำมาสู่การเปิดปฏิบัติการในวันนี้ โดยเมื่อเวลา 07.00 น. ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดี DSI ได้ปล่อยแถวคณะพนักงานสอบสวน บูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ตำรวจสันติบาล สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง บก.ปอศ. และกรมการจัดหางาน เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 3 แห่งที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายดังกล่าว ได้แก่
- มูลนิธิชาบาดแห่งประเทศไทย (Chabad House) ถนนพระอาทิตย์ เขตพระนคร
- อาคาร ITF Silom Palace ชั้น 17 เขตบางรัก
- โครงการก่อสร้างอาคารชาบัดเฮาส์ ซอยสุขุมวิท 22 เขตคลองเตย
ต่อมาในเวลา 11.00 น. พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่ติดตามผลการตรวจค้น ณ มูลนิธิชาบาดแห่งประเทศไทย ถนนพระอาทิตย์ โดย พล.ต.ท.รุทธพล ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการปราบปรามเครือข่ายต่างด้าวที่ลักลอบใช้มูลนิธิบังหน้าในการดำเนินธุรกิจ
ขณะที่ พลพีร์ สุวรรณฉวี เปิดเผยถึงผลการตรวจสอบภายในมูลนิธิชาบาดแห่งประเทศไทยว่า แม้ทางมูลนิธิจะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่กลับพบความผิดปกติหลายประการ อาทิ ห้องทำงานของมูลนิธิมีขนาดเล็กมาก และยังเป็นที่ตั้งของนิติบุคคลอื่น ๆ ถึง 4-5 บริษัท นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ไม่พบเอกสารสำคัญใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของมูลนิธิ เช่น รายชื่อคณะกรรมการ หรือบัญชีเงินบริจาค โดยทางมูลนิธิอ้างว่าเอกสารทั้งหมดถูกเก็บไว้ที่สำนักงานในซอยสุขุมวิท 22 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดที่ DSI นำกำลังเข้าตรวจค้นในวันนี้เช่นกัน
ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าอาคารมูลนิธิอาจมีชั้นใต้ดินลึกลงไป 3 ชั้นนั้น จากการตรวจสอบร่วมกับกรุงเทพมหานคร ยืนยันว่าไม่พบชั้นใต้ดินแต่อย่างใด ตัวอาคารมีเพียง 5 ชั้น แบ่งเป็นโซนร้านอาหาร ศาสนกิจ และที่พักอาศัย พร้อมส่วนต่อเติมชั้น 6 เท่านั้น
ทั้งนี้ พยานหลักฐานและเอกสารทั้งหมดที่รวบรวมได้จากทั้ง 3 จุด จะถูกนำไปขยายผลและสรุปสำนวนคดีเพื่อตรวจสอบความเชื่อมโยงของกลุ่มคนไทยที่เข้าไปมีส่วนร่วมในฐานะนอมินี โดยกระทรวงยุติธรรมจะมีการแถลงผลปฏิบัติการในภาพรวมทั้งหมดอย่างเป็นทางการต่อไป







