×

‘ธนาธร’ เผยหาก ‘พิธา’ เป็นนายกฯ เหตุชายแดนจะไม่มาถึงจุดวิกฤตเช่นนี้ มั่นใจใช้การทูตหยุดยั้งได้ ย้ำจุดยืนไม่เล่นการเมืองเขี้ยวลากดิน

โดย THE STANDARD TEAM
13.12.2025
‘ธนาธร’ เผยหาก ‘พิธา’ เป็นนายกฯ เหตุชายแดนจะไม่มาถึงจุดวิกฤตเช่นนี้ มั่นใจใช้การทูตหยุดยั้งได้ ย้ำจุดยืนไม่เล่นการเมืองเขี้ยวลากดิน

วันนี้ (13 ธันวาคม) ที่ สนามหญ้า มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ในกิจกรรม ปิกนิก พรรคประชาชนพบประชาชน ขอโทษจากใจขอไปต่อด้วยกัน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้ขึ้นกล่าวปราศรัยโดยเริ่มจากประเด็นสถานการณ์ความขัดแย้งและสันติภาพว่า ตนยอมรับว่าที่ผ่านมาเราทำได้ไม่ดีพอที่จะหยุดยั้งสถานการณ์ไม่ให้ลุกลามมาถึงจุดนี้ แต่เชื่อว่าไม่มีใครกระหายเลือดหรือกระหายสงคราม ทุกคนต้องการสันติภาพ

 

ธนาธร กล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่า หากวันนั้น พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สถานการณ์จะไม่มีทางมาถึงจุดวิกฤตเช่นนี้เด็ดขาด หากพวกตนได้เป็นรัฐบาล เครื่องมือต่างๆ ทั้งมาตรการทางการค้า การทูต และกลไกการต่างประเทศ จะถูกนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อยับยั้งความขัดแย้ง ไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องเดือดร้อนจากการสู้รบ

 

สำหรับกรณีการฉีกสัญญาและกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่สำเร็จ ธนาธรชี้แจงว่า สถานการณ์วันนั้นมีความยากลำบาก และพรรคได้ตั้งโจทย์เรื่องเงื่อนไข MOA ไว้ตั้งแต่กลางปี เมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจ พรรคเลือกที่จะเสี่ยงและทำอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา แม้ผลลัพธ์คือความล้มเหลว แต่นี่คือสปิริตของผู้นำทั้ง 4 คน ที่มาร่วมเวทีเดียวกันในวันนี้ เพื่อขอโทษประชาชนอย่างยืดอก ไม่มีการอิดออด เหมือนกับตอนทำ MOA ที่ทำอย่างสง่าผ่าเผย

 

“วันที่เราทำไม่สำเร็จ เราก็มาบอกกับประชาชนอย่างสง่าผ่าเผย ไม่มีอะไรต้องแอบ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการที่เรามายืนแสดงความรับผิดชอบต่อหน้าพวกท่าน ท่านจะไม่ทอดทิ้งและไม่หยุดสนับสนุนพวกเรา” ธนาธรกล่าว

 

ธนาธร กล่าวถึงบทเรียนทางการเมืองว่า หากจะให้พรรคต้องปรับเปลี่ยนไปทำการเมืองแบบเขี้ยวลากดิน ที่ต้องหักหลังเป็น หลอกลวงเป็น กลับกลอก หรือมีดีลลับที่เปิดเผยไม่ได้ ตนขอยืนยันว่าทำไม่เป็นและจะไม่ทำ หากต้องทำเช่นนั้นขอไม่ทำดีกว่า เพราะไม่เชื่อว่าจะนำไปสู่เส้นชัยได้ เนื่องจากพรรคไม่มีอำนาจอื่นใดไปบังคับผลการเจรจา อำนาจเดียวที่มีคือประชาชน หากเปลี่ยนไปเล่นการเมืองแบบเก่าก็จะสูญเสียมวลชน และสุดท้ายจะไม่เหลืออะไรเลย

 

ธนาธร ระบุว่า บทเรียนสำคัญที่สุดจากเหตุการณ์นี้คือ เราไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะต้องเป็นรัฐบาลพรรคเดียวให้ได้ 250 เสียงเท่านั้น

 

ธนาธร ยังได้กล่าวถึงภาพรวมความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งนำไปสู่การรัฐประหารปี 2549 ว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีถึง 10 คน มีรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ และการเลือกตั้ง 2 ครั้งล่าสุด (ปี 2562 และ 2566) ผลการจัดตั้งรัฐบาลก็ไม่สอดคล้องกับเจตจำนงของประชาชน ทำให้คนรุ่นใหม่ที่เกิดปี 2548 ไม่เคยสัมผัสการเมืองที่ปกติและเป็นประชาธิปไตย

 

ธนาธร เสนอว่า สังคมไทยต้องหาคำตอบเรื่องจุดสมดุลระหว่างอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง กับ อำนาจที่มาจากจารีต ว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างไร ซึ่งนี่คือความหมายของ Grand Compromise คือการหาทางออกเพื่อกลับสู่การเมืองปกติ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และส่งเสริมสันติภาพ โดยต้องสร้างกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ไม่มีใครได้ทั้งหมดหรือเสียทั้งหมด


READ MORE





Latest Stories