วานนี้ (26 ตุลาคม) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับกรมศุลกากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และหน่วยงานภาคีเครือข่าย แถลงผลการตรวจยึดงาช้างและซากสัตว์ป่าที่ลักลอบนำเข้าซุกซ่อนภายในตู้คอนเทนเนอร์ไม้แปรรูป ณ ศูนย์เอกซเรย์และเทคโนโลยีศุลกากรที่ 1 สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
หลังกรมศุลกากรตรวจยึดของกลาง ได้แก่ งาช้างน้ำหนักรวม 3,108.87 กิโลกรัม ขนหางช้าง 335 เส้น และซากสัตว์ป่า 1 ซาก รวมมูลค่ากว่า 155 ล้านบาท พร้อมประสานผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อขยายผลเครือข่ายลักลอบค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ
ในการแถลงข่าวครั้งนี้ ยงยุทธ นาควิโรจน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มอบหมายให้ประทีป เหิมพยัคฆ์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมด้วยสดุดี พันธุ์ภักดี ผู้อำนวยการกองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่า ร่วมแถลงข่าวกับพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ร.ต.อ. ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ประทีปเปิดเผยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการขับเคลื่อนตามนโยบายของสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เน้นย้ำให้ยกระดับมาตรการปราบปรามการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยกรมศุลกากรเป็นหน่วยงานหลักในการตรวจอายัดตู้คอนเทนเนอร์นำเข้าจากประเทศแซมเบียจำนวน 2 ตู้ ซึ่งสำแดงสินค้าเป็นไม้มูลสิวแปรรูป ก่อนตรวจพบการเจาะช่องภายในไม้เพื่อใช้ซุกซ่อนงาช้างและอำพรางการตรวจสอบ
ภายหลังตรวจพบความผิดปกติ กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญจากกองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2 (ศรีราชา) และด่านตรวจสัตว์ป่าแหลมฉบัง เข้าร่วมตรวจสอบ คัดแยก จำแนกชนิดพันธุ์ และลงทะเบียนของกลางอย่างละเอียดตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ประกอบการดำเนินคดีและสืบสวนขยายผลต่อไป
จากการตรวจพิสูจน์ เจ้าหน้าที่พบไม้แปรรูปจำนวน 32 แผ่นถูกดัดแปลงให้มีช่องว่างสำหรับซุกซ่อนของกลาง และใช้สารพาราฟินสีขาวเทปิดทับเพื่ออำพราง ภายในพบงาช้างกิ่งและงาช้างท่อนจำนวน 469 กิ่ง/ท่อน เศษงาช้าง 1,038 ชิ้น ขนหางช้าง 335 เส้น และซากสัตว์ป่าลักษณะคล้ายสิงโตอีก 1 ซาก โดยเมื่อนับรวมน้ำหนักงาช้างทั้งหมดอยู่ที่ 3,108.87 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าของกลางรวมกว่า 155 ล้านบาท
การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 พระราชบัญญัติงาช้าง พ.ศ. 2558 และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 รวมถึงอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือ CITES
ทั้งนี้ การดำเนินคดีและการระบุชนิดพันธุ์ของกลางจะต้องอาศัยผลการตรวจพิสูจน์และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องประกอบการดำเนินการของหน่วยงานที่รับผิดชอบ
สำหรับการดำเนินงานขั้นต่อไป ศูนย์นิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้จัดเก็บตัวอย่างงาช้างมากกว่า 60 ตัวอย่าง และตัวอย่างโครงกระดูกสัตว์ป่า 5 ตัวอย่าง เพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์สารพันธุกรรม (DNA) สำหรับยืนยันชนิดพันธุ์และตรวจสอบถิ่นกำเนิดในเชิงลึก โดยคาดว่าจะทราบผลภายใน 1-2 เดือน ซึ่งผลการตรวจพิสูจน์จะเป็นหลักฐานสำคัญในการเชื่อมโยงแหล่งที่มาและเส้นทางการลำเลียงสัตว์ป่าผิดกฎหมาย
ขณะเดียวกัน กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้มอบหมายให้กองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าประสานงานกับหน่วยงาน CITES ของประเทศเวียดนาม กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) และ DSI เพื่อร่วมวิเคราะห์เส้นทางการลำเลียงและขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องในเครือข่ายการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ โดยมุ่งดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างเป็นระบบ และป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นเส้นทางผ่านสำหรับการลักลอบค้าสัตว์ป่าระหว่างประเทศในอนาคต


