×

ไทยเดินหน้า ‘Open Science’ เปิดงานวิจัยทั้งประเทศให้ทุกคนเข้าถึงได้จริง

โดย THE STANDARD TEAM
17.11.2025
ไทยเดินหน้า ‘Open Science’ เปิดงานวิจัยทั้งประเทศให้ทุกคนเข้าถึงได้จริง

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เปิดตัวโครงการ Thailand Open Science for ALL ในการประชุม TSRI Policy Advocacy Series ครั้งที่ 5 ด้วยวัตถุประสงค์ให้งานวิจัยที่รัฐลงทุน ไม่ถูกเก็บอยู่ในห้องสมุดหรือฐานข้อมูลปิดอีกต่อไป แต่ “เปิด” ให้ประชาชน ภาคธุรกิจ และสื่อ เข้าถึงและนำไปใช้ได้จริง ด้วยแนวคิด Open Science จึงเป็นเหมือนการ ‘ปลดล็อกประตูความรู้ของประเทศ’ ให้คนทั่วไปใช้ประโยชน์ได้เหมือนข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต

 

ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า Open Science จะต้องทำให้ความรู้เดินทางถึงประชาชนได้จริง และเป็นจุดเริ่มต้นของสังคมแห่งปัญญาที่ทุกคนเข้าถึงองค์ความรู้ ไม่ใช่จำกัดอยู่ในวงการผู้เชี่ยวชาญ

 

ด้าน ศ. เกียรติคุณ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธาน กสว. เน้นว่า การเปิดงานวิจัยอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องเปิดกระบวนการด้วย ตั้งแต่การกำหนดโจทย์ ไปจนถึงการร่วมทำ Citizen Researchers และการเปิดให้นานาชาติทำงานร่วมกับไทย เขาย้ำว่าการเข้าถึง Open Journal คือพื้นฐานสำคัญที่ทำให้คนทั่วไปใช้ประโยชน์จากงานวิจัยได้จริง ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับรายงานของ World Bank และองค์กรวิจัยชั้นนำทั่วโลก

 

ขณะที่ ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ให้เหตุผลว่าทำไมโลกกำลังผลักดัน Open Science อย่างจริงจัง เพราะโลกวิทยาการเร็วเกินกว่าระบบเดิมจะตามทัน การเผยแพร่ความรู้ต้องเร็วขึ้น เข้าถึงได้มากขึ้น และโปร่งใสขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีไหลข้ามพรมแดนอย่างรวดเร็ว

 

เช่นเดียวกับ นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และบรรณาธิการบริหาร THE STANDARD ที่สะท้อนมุมมองว่า ประเทศไทยมีองค์ความรู้จำนวนมาก แต่ประชาชนเข้าถึงน้อยเกินไป หนึ่งในโจทย์ใหญ่คือการสร้างความต้องการใช้ข้อมูลจริงในสังคมไทย ซึ่งยังพึ่งพาความเชื่อและสัญชาตญาณมากกว่าหลักฐานเชิงประจักษ์

 

ตัวอย่างหนึ่งของระบบใหม่ที่ถูกพัฒนา คือแพลตฟอร์มค้นหางานวิจัยไทยกว่า 500,000 บทความ ด้วยประโยคภาษาไทยธรรมดา ผ่าน AI / NLP ที่พัฒนาโดย TCI ภายใต้ทุน ววน. ช่วยสรุปภาษาวิชาการให้เข้าใจง่ายขึ้น เป็นก้าวสำคัญสู่ citizen science ที่คนทั่วไปสามารถใช้วิจัยเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาได้

 

อีกระบบหนึ่งคือ Big Data Platform ของสถาบัน GBDi ซึ่งทำหน้าที่เป็น “ถนนเชื่อมข้อมูล” จากหลายหน่วยงาน โดยให้เจ้าของข้อมูลควบคุมสิทธิอยู่เสมอและลบข้อมูลดิบหลังวิเคราะห์เสร็จ เพื่อให้สตาร์ทอัพและผู้ประกอบการใช้ต่อยอดได้อย่างปลอดภัย กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ

 

โครงสร้างพื้นฐานใหม่เศรษฐกิจไทย

 

วงเสวนายังได้แลกเปลี่ยนความเห็นต่อไปว่า แม้ Open Science ดูเหมือนนโยบายสำหรับนักวิจัย แต่ในระดับเศรษฐกิจ หลายฝ่ายเริ่มมองว่านี่คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ที่จะกำหนดศักยภาพของเศรษฐกิจไทยในอีก 5–10 ปี

 

เมื่อข้อมูลงานวิจัยเปิดกว้างขึ้น SMEs และสตาร์ทอัพสามารถใช้ข้อมูลจริงของไทยพัฒนานวัตกรรมด้านเกษตรแม่นยำ สุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม หรือโซลูชันพลังงานสะอาด แทนที่จะต้องพึ่งข้อมูลต่างประเทศเพียงอย่างเดียว

 

Open Science ยังเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการพัฒนา AI ของไทย เพราะโมเดล AI คุณภาพสูงต้องการข้อมูลต้นทางของประเทศเป็นวัตถุดิบ หากไทยสามารถตั้งมาตรฐานข้อมูลและเปิดใช้ได้สมดุล ไทยก็มีสิทธิพัฒนาเทคโนโลยีและบริการดิจิทัลของตัวเองมากขึ้น ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีจากต่างชาติ

 

นอกจากนี้ Open Science ยังช่วยลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง เช่น การลดงานซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงานรัฐ เพิ่มความโปร่งใสในการออกแบบนโยบาย และช่วยให้ภูมิภาคต่างๆ เข้าถึงองค์ความรู้ได้ใกล้เคียงกับส่วนกลางมากขึ้น ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

 

โจทย์ใหม่ของไทยเมื่อคลังความรู้ถูกปลดล็อก

 

เมื่อประตูความรู้ของประเทศถูกเปิดกว้างขึ้น คำถามคือสังคมไทยจะ “กล้าใช้ข้อมูลจริง” มากแค่ไหน Open Science อาจเป็นกุญแจสร้างเศรษฐกิจใหม่ แต่หากการใช้ข้อมูลยังอยู่ในวงแคบ และสังคมยังยึดติดกับความเชื่อมากกว่าหลักฐาน ระบบนี้ก็อาจกลายเป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานที่ดี แต่ใช้ไม่เต็มศักยภาพ

 

ท้ายที่สุด นี่คือช่วงเวลาที่ไทยต้องตัดสินใจร่วมกันว่า เราจะใช้ความรู้นับแสนชิ้นที่เปิดออกมา เป็นเพียงคลังข้อมูล หรือเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการตัดสินใจเชิงนโยบายของประเทศอย่างแท้จริง


READ MORE





Latest Stories