จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ทวีความตึงเครียดขึ้น กระทรวงพลังงานออกมาขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด ไม่ตื่นตระหนก และขอความร่วมมืองดการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง
เนื่องจากการกักตุนในปริมาณมากอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย อีกทั้งยังเสี่ยงอันตรายจากการจัดเก็บที่ไม่ถูกวิธี อาจก่อให้เกิดความเสียหาย
ในด้านการบริหารจัดการ กระทรวงพลังงานยืนยันว่าประเทศไทยยังมีมาตรการสำรองน้ำมันรองรับสถานการณ์ โดยคงการส่งออกน้ำมันไปยัง สปป.ลาว ด้วยเหตุผลสำคัญที่ไทยยังพึ่งพาพลังงานจาก สปป.ลาว ในบางส่วน อย่างไรก็ตาม จะเพิ่มความเข้มงวดในทุกขั้นตอน เพื่อป้องกันการลักลอบส่งต่อไปยังประเทศที่สาม พร้อมขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันไม่กักตุนเกินความจำเป็น
แม้ปัจจุบันไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองราว 60 วัน แต่ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้การเตรียม ‘แผนสอง’ กลายเป็นโจทย์สำคัญ
THE STANDARD WEALTH ชวนทำความเข้าใจ 4 เส้นทางขนส่งน้ำมันดิบของไทย พร้อมสำรวจทางเลือกหากจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ ว่าไทยยังมีแหล่งจัดหาพลังงานใดรองรับได้บ้าง
ทั้งนี้ ตัวเลขจำนวนวันของน้ำมันสำรอง 60 วัน นั้นหมายความว่า จำนวนของวันในกรณีที่ไทยไม่มีการนำเข้าน้ำมันมาในประเทศเลย หรือ ‘หยุด’ การนำเข้าทั้งหมด ไม่ใช่เหลือใช้แค่ 60 วัน
ซึ่งกระทรวงพลังงานย้ำชัดว่า ระหว่างนี้ ไทยมีแผนนำเข้าจากแหล่งอื่นๆ เพื่อมาชดเชยแหล่งขำเข้าหลักนั่นคือตะวันออกกลาง
โดยสรุปมาตรการล่าสุดของกระทรวงพลังงาน แบ่งออกเป็น 5 แผนหลัก ได้แก่
- ปรับแผนจัดซื้อน้ำมันดิบจากแอฟริกาตะวันตกและสหรัฐฯ เพื่อลดการพึ่งพาเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (ตามกราฟิกจะเป็นเส้นทางที่ 3) ซึ่งคาดว่าจะขนส่งได้ภายในเดือนเมษายน
- ระงับการส่งออกน้ำมัน ยกเว้น สปป.ลาว เนื่องจากไทยยังพึ่งพาพลังงานจาก สปป.ลาว
- เพิ่มการจัดซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งปิโตรนาสในมาเลเซีย และอ่าวไทย เพื่อเสริมเสถียรภาพระบบพลังงาน
- จัดหา Spot LNG จากสหรัฐฯ เพื่อบริหารต้นทุนค่าไฟฟ้าในช่วงพีคดีมานด์เดือนเมษายน
- ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงพยุงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาท เป็นเวลา 15 วัน (คาดว่าจะใช้เงินอุดหนุนราว 422 ล้านต่อวัน)


