×

น้ำมันแพง ไม่น่ากลัวเท่าน้ำมันขาด ถึงเวลาพลิก ‘วิกฤต’ เป็น ‘โอกาส’ หนุนไทยเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด ปรับพฤติกรรมก่อนสาย

30.03.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบแนวคิดวิกฤตพลังงานและน้ำมันขาดแคลนในประเทศไทย มีธงชาติไทยและข้อความ ‘น้ำมันขาด’ น่ากลัวกว่า ‘น้ำมันแพง’

ครบรอบ 1 เดือน ที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดตายจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ที่ไม่มีทีท่าว่าจะจบลงอย่างไร การหยุดชะงักลงของเส้นเลือดใหญ่ ที่เป็นช่องทางขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งแรงทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไม่เพียงกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพใหญ่ แต่ยังซ้ำเติมค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะประเทศไทย ที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจสูง จากปัญหา GDP โตต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

 

 
 

แม้ล่าสุด ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลจะเปิดเวที Meet the press เปิดแผนรับมือวิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่าน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องราคาน้ำมัน ที่ทุกคนให้การจับตามอง แต่สิ่งที่หลายคนมองข้ามไปคือ ปัญหาราคา ‘น้ำมันแพง’ ไม่น่ากลัวเท่า ‘น้ำมันขาด’ และแผนรับ After shock ทางเศรษฐกิจที่แม้สงครามจบลง แต่ต้นทุนน้ำมันที่ส่งผ่านมายังเงินเฟ้อ ยังคงกัดกินกำลังซื้อของประชาชนในอีก 1-3 เดือนข้างหน้า

 

ในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่เลวร้ายขั้นสุด ประเทศไทยจะเตรียมตัวรับมือ พลิกวิกฤตพลังงาน เป็นโอกาสเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ความยั่งยืนได้อย่างไร

 

ร่วมหาคำตอบในบทความนี้ไปกับ ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารกลุ่มงาน Enterprise Risk and Infrastructure สายงานบริหารความเสี่ยง ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย

 

ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารกลุ่มงาน Enterprise Risk and Infrastructure สายงานบริหารความเสี่ยง ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยกับ

 

THE STANDARD WEALTH ว่า การที่รัฐบาลใช้มาตรการอุดหนุนราคาน้ำมัน เพื่อแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพงในปัจจุบันนั้นไม่เหมาะสมกับบริบท เมื่อเทียบกับวิกฤตราคาน้ำมันในปี 2551 ความจำเป็นในการใช้มาตรการอุดหนุนแตกต่างกัน โดยตอนนั้นราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น มีสาเหตุมาจากความต้องการน้ำมันที่เพิ่มขึ้นของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งก็คือจีน อินเดีย แต่อุปทานน้ำมันไม่ได้ขาด

 

ทำให้ขณะนั้นสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เสนอมาตรการลดภาระค่าครองชีพ โดยให้ประชาชนขึ้นรถไฟฟรี รถเมล์ฟรี รวมถึงสนับสนุนค่าไฟฟ้าฟรี ซึ่งกระตุ้นให้ประชาชนออกมาใช้บริการรถสาธารณะเกินจำเป็น เพราะไม่ต้องจ่ายค่าตั๋ว จนทำให้รัฐบาลต้องจ่ายส่วนต่างเงินอุดหนุนมากกว่าที่ประเมินไว้

 

เมื่อเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน ราคาน้ำมันในประเทศที่พุ่งสูงขึ้นเป็นเพราะอุปทาน ขาดแคลน เนื่องจากไม่สามารถขนส่งน้ำมันดิบออกจากช่องแคบฮอร์มุซได้

 

ดังนั้นการที่รัฐบาลยังใช้มาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันจะยิ่งกระตุ้นให้คนกักตุนน้ำมัน เร่งให้น้ำมันหมดเร็วขึ้น โดยที่ประชาชนไม่ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อรับมือต้นทุนราคาน้ำมันที่แท้จริง

 

ยกตัวอย่างประเทศอังกฤษเมื่อเกิดวิกฤตราคาน้ำมัน รัฐบาลอังกฤษใช้วิธีงด-ลดภาษีที่เกี่ยวกับน้ำมัน เพื่อคุมราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับที่ไม่สูงเกินไป แต่ไม่ได้ตรึงราคา จึงไม่เป็นภาระทางการคลังให้รัฐต้องจ่ายเงินออกไป แล้วนำเงินที่เหลือไปลดภาระค่าครองชีพประชาชนแทน แต่ให้ความช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม

 

ดร.นงนุช มองว่า การที่รัฐบาลพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตราคาน้ำมัน

 

พร้อมกับออก ประกาศ 7 มาตรการช่วยเหลือประชาชนฝ่าวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้ง ในตะวันออกกลาง เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องและเหมาะสมแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาให้ดีว่า มาตรการลดค่าครองชีพนั้นช่วยคนกลุ่มไหน เหมาะสมหรือไม่ ถ้าช่วยกลุ่มรายได้น้อย กลุ่มรายได้สูงก็เกิดคำถาม ดังนั้นต้องชั่งน้ำหนักว่าจะให้ช่วยเหลืออย่างไรให้เท่าเทียมที่สุด

 

“รัฐบาลต้องรณรงค์ให้คนใช้ไฟฟ้าน้อยลง หันมาให้ incentive เปลี่ยนจากนโยบายแจกเงินอุดหนุนสู่นโยบายลดภาษี เพราะไม่ว่ารัฐบาลจะกู้เพิ่มเพื่ออุดหนุนราคาน้ำมัน หรือมีรายได้น้อยลงจากการลดภาษี สุดท้ายเมื่องบประมาณขาดดุล ประชาชนก็มีหน้าที่จ่ายภาษีแบกรับภาระส่วนนี้ร่วมกัน แต่ในภาพรวมมาตรการลดภาษี ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ามาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย ซึ่งจะผลักดันให้การบริโภคและการผลิตเพิ่มขึ้น ในขณะที่ต้นทุนราคาน้ำมันสูงขึ้น โดยเราไม่สามารถประเมินได้ว่าจะมีน้ำมันเพียงพอหรือไม่ เราอาจจะต้องยอมให้มีการใช้น้ำมันที่จำเป็นชั่วคราว”

 

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ลดใช้น้ำมัน เปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดก่อนสาย

 

ดร.นงนุช มองว่า วิกฤตราคาน้ำมันครั้งนี้ แทนที่จะรอให้สถานการณ์วิกฤตขั้นสุดแล้วหาทางรับมือ ให้ถือเป็นโอกาสเปลี่ยนประเทศให้มีความยั่งยืนทางพลังงาน เมื่อสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น เศรษฐกิจไทยก็จะมีความเปราะบางต่อ เหตุการณ์ภายนอกประเทศน้อยลง โดยได้เสนอแนวทางปรับตัวของภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชนดังนี้

 

ภาครัฐต้องทำอะไร

 

  • ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันหรือภาษีที่เกี่ยวข้อง แทนการนำเงินก้อนไปอุดหนุนราคาหรือแจกเงินโดยตรง ซึ่งเป็นแนวทางที่หลายประเทศนำมาใช้ เพราะการแจกเงินสุดท้าย รัฐก็ต้องไปกู้ยืมและตกเป็นภาระของผู้เสียภาษีในที่สุด
  • ให้ความช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจง (Targeted Subsidy) รัฐควรพิจารณาช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มคนที่เดือดร้อนหรือผู้มีรายได้น้อยจริงๆ แทนการอุ้มราคาทั้งกระดานซึ่งจะทำให้ผู้ที่มีกำลังจ่ายอยู่แล้วได้รับประโยชน์ไปด้วย
  • สร้างแรงจูงใจ (Incentive) ลดการใช้พลังงาน แทนที่จะใช้นโยบายที่ทำให้คนไม่รู้สึกถึงราคาที่แพงขึ้น เช่น การอุดหนุนรถเมล์ฟรีหรือรถไฟฟรี ที่ยิ่งกระตุ้นให้คนเดินทาง และเผาผลาญน้ำมันมากขึ้น รัฐควรเปลี่ยนมาสร้างแรงจูงใจ เพื่อให้คนประหยัดและใช้น้ำมันเท่าที่จำเป็น
  • สนับสนุนงานวิจัยที่นำไปใช้ได้จริง เพื่อลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าที่อิงกับราคาน้ำมันโลก เช่น การพัฒนาดินและปุ๋ยชีวภาพทดแทนปุ๋ยเคมี หรือการพัฒนาพันธุ์พืชที่ทนทาน ซึ่งจะช่วยให้ประเทศพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ท่ามกลางปัจจัยภายนอกที่ผันผวน

 

ธุรกิจรับมืออย่างไร

 

  • ปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ รัฐควรให้แรงจูงใจแก่ผู้ผลิตในการเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตให้ใช้พลังงานลดลง หรือนำทรัพยากรกลับมาใช้ซ้ำ เช่น ประเทศจีนที่นำน้ำมันหม่าล่า ใช้แล้วมาแปลงเป็นน้ำมันสำหรับเครื่องบิน
  • เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและลดความสูญเปล่า ภาคธุรกิจควรใช้เทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดไฟ เช่น การติดตั้งระบบไฟเซ็นเซอร์อัตโนมัติที่จะดับเมื่อไม่มีคนอยู่ และลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นลง เช่น การลดปริมาณไฟประดับตามตึกและห้างสรรพสินค้าต่างๆ

 

ประชาชนรับมืออย่างไร

 
 

  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เร็วที่สุด ทุกคนต้องรับรู้ความจริงว่าต้นทุนแพงขึ้น และหันมาประหยัดการใช้พลังงานให้มากที่สุด ด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวัน เช่น เปลี่ยนจากการทานอาหารนอกบ้าน มาเป็นการทำอาหารทานเอง ปรับรูปแบบการเดินทาง โดยหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ อย่างรถไฟฟ้าที่มีความครอบคลุมมากขึ้น แทนการขับรถยนต์ส่วนตัว หรือเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดผลกระทบจากค่าน้ำมัน

 

ถ้าราคาน้ำมันดีเซลไปถึง 60 บาท คนไทยกระทบแค่ไหน

 

ดร.นงนุชให้ความเห็นว่า โดยธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อของแพงขึ้นคนจะลดความต้องการลงโดยอัตโนมัติ ต้องประหยัดเพื่อความอยู่รอด หากรัฐบาลปล่อยลอยราคาน้ำมันดีเซลให้ไปถึง 60 บาท จากเดิมที่ราคาอยู่ที่ 40 บาท แสดงว่ารายจ่ายค่าเดินทางเพิ่มขึ้น 10% จากเดิมที่ค่าเดินทางมักกินสัดส่วน 50% ของรายได้ 50%

 

ในขณะที่รายได้เท่าเดิม แต่สินค้าจำเป็นไม่ว่าจะเป็น น้ำมัน อาหาร ราคาสูงขึ้น คนก็อยู่ไม่ได้ ต้องปรับตัวรับมือกับต้นทุนน้ำมันที่ถูกส่งผ่านไปยังสินค้าต่างๆ เหมือนช่วงโควิด แม้ราคาหน้ากากอนามัยแพงเกินจริง คนจะหาหนทางป้องกันตัวเองด้วยวิธีอื่น ดังนั้นต่อให้ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งไปถึง 60 บาท ไม่ใช่ทุกคนที่จะพร้อมจ่าย

 

“ราคาน้ำมันไม่ได้ปรับสูงขึ้นเรื่อยๆ แบบไม่มีเพดาน วันหนึ่งจะต้องปรับลงมา เมื่อถึงจุดหนึ่งที่คนรู้สึกว่าแพงไป ดีมานด์จะหายไปเอง”

 

ทั้งนี้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2551 ราคาน้ำมันดิบเคยพุ่งสูงถึงประมาณ 135 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และคงอยู่ระดับสูงนานหลายเดือน ซึ่งเป็นสถานการณ์ ที่เลวร้ายกว่าปัจจุบัน แต่ทั่วโลกก็ผ่านมาได้ ดังนั้นสิ่งที่น่ากังวลจริงๆ มากกว่าเรื่องน้ำมันแพง คืออุปทานน้ำมันขาด เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนการผลิตทุกอย่าง ไม่ใช่ว่านำเข้าน้ำมันวันนี้แล้ว ผลิตสินค้าได้เลย ทำให้ผลกระทบราคาน้ำมัน ที่มีต่อเศรษฐกิจจริงจะล่าช้าออกไป 1 ไตรมาส หรือเร็วสุดคือ 1 เดือน

 

หมายความว่าแม้สงครามอิหร่านจบลง ช่องแคบฮอร์มุซเปิดให้เรือสัญจรได้

 

ก็ยังมี After Shock ทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะอยู่กับเราไปอีกระยะหนึ่ง ต้นทุนราคาน้ำมันที่ถูกส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ ไม่ได้อยู่แค่เดือนเดียวแล้วหายไป แต่จะอยู่ไปเรื่อยๆ จนกว่าคนจะปรับพฤติกรรม มีความต้องการบริโภคน้อยกว่า อุปทานสินค้า เมื่อถึงตอนนั้นราคาสินค้าจะปรับลง

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories