วันนี้ (15 กรกฎาคม) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวผลการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ กรณีเมียนมา ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนได้พบกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาเป็นครั้งแรกหลังจากไม่ได้พบกันมา 5 ปี โดยมีการหารือกันอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับความคืบหน้าตามฉันทามติ 5 ข้อ ทั้งยังเป็นการดำเนินนโยบายตามแนวทาง ‘Calibrated Re-engagement’ เพื่อพิจารณาโอกาสในการดึงเมียนมากลับเข้าสู่วงประชุมของอาเซียนอีกครั้ง หลังที่ประชุมอาเซียนมีมติแบน ตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหารในปี 2021
ประเด็นสำคัญ
สีหศักดิ์ระบุว่า อาเซียนได้กำหนด ตัวชี้วัดความคืบหน้า (Indicators) 4 ประการ เพื่อประเมินสถานการณ์ ได้แก่
(1) การขยายพื้นที่ช่วยเหลือทางมนุษยธรรม โดยรัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ในฐานะผู้แทนพิเศษของประธานอาเซียนว่าด้วยเมียนมา จะเดินทางไปเยือนเมียนมา เพื่อวัตถุประสงค์ด้านมนุษยธรรม
(2) การลดความรุนแรง และลดผลกระทบที่จะเกิดต่อพลเรือน
(3) ความต่อเนื่องของกระบวนการสันติภาพ ที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน (All Stakeholders) ได้พูดคุยกันอย่างน่าเชื่อถือ
(4) การสร้างบรรยากาศทางการเมืองที่เอื้อต่อการปรองดอง เช่น การปล่อยตัวนักโทษทางการเมือง และพัฒนาการเชิงบวกเกี่ยวกับอองซาน ซูจี
สีหศักดิ์เน้นย้ำว่า การพูดคุยหารือกันนี้ไม่ใช่สิ่งที่ทำครั้งเดียวจบ แต่เป็นกระบวนการที่จะต้องพูดคุยกันต่อไป โดยไทยคาดหวังว่า กระบวนการนี้จะมีความคืบหน้า
สำหรับประเด็นของอองซาน ซูจี รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมายืนยันว่า เธอได้รับการดูแลเป็นอย่างดีและสามารถเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกตลอดจนการดูแลสุขภาพได้ ทั้งนี้ อาเซียนได้ขอร้องให้ผู้แทนพิเศษสามารถเข้าถึงตัว อองซาน ซูจี ได้ในระหว่างการเยือนเมียนมาก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำที่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายนปีนี้
ส่วนในเรื่องกรอบเวลา (Timeline) นั้น สีหศักดิ์กล่าวว่า ยังไม่มีกำหนดชัดเจน แต่จะใช้ การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในเดือนพฤศจิกายนนี้ เป็นเวทีสำคัญในการทบทวนมติและหารือทิศทางต่อไป
• การหารือเพื่อสันติภาพกับกลุ่มต่างๆ ในเมียนมาที่พัทยา
ฝ่ายไทยได้แยกพูดคุยกับคณะเจรจาของรัฐบาลเมียนมา (National Solidarity and Peacemaking Negotiation Committee: NSPNC) และตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์หลักอีก 6 กลุ่ม โดยทุกฝ่ายตระหนักดีว่า การเอาชนะกันด้วยกำลังทหารเป็นไปได้ยาก และถึงเวลาที่ต้องเจรจากัน
สีหศักดิ์ยังเน้นย้ำอีกว่า ไทยวางบทบาทตนเองเป็นเพียง ‘ผู้อำนวยความสะดวก’ (Facilitator) ไม่ใช่ ‘ผู้ไกล่เกลี่ย’ (Mediator) ซึ่งขณะนี้ กลุ่มต่อต้านกำลังพยายามหาท่าทีร่วมกันในการเจรจา ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้เจอกันโดยตรง แต่ไทยใช้วิธีรับฟังและถ่ายทอดจุดร่วมของทั้งสองฝ่าย เพื่อค้นหา ‘ก้าวแรก’ ในการริเริ่มกระบวนการพูดคุย
• การเยือนไทยของรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา
เมื่อวานนี้ (14 กรกฎาคม) รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาได้เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการและเข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี การหารือเน้นไปที่ความสัมพันธ์ทวิภาคีและประเด็นความมั่นคงชายแดนที่เร่งด่วน เช่น การค้าชายแดน อาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด แก๊งสแกมเมอร์ และปัญหามลพิษ โดยเฉพาะมลพิษทางน้ำ ทางไทยได้เสนอให้จัดตั้ง ‘คณะทำงานทางเทคนิค’ โดยเร็วที่สุด และอาจมีการลงพื้นที่ชายแดนร่วมกันระหว่างรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ
สีหศักดิ์ยังได้กล่าวถึง แนวนโยบายของไทยต่อเมียนมา โดยระบุว่า ไทยดำเนินนโยบายต่อเมียนมาแบบคู่ขนาน (Dual Track Approach) โดย Track 1 (ด้านทวิภาคี) มุ่งเน้นไปที่การรักษาความสัมพันธ์และความร่วมมือในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการหารือกันอยู่เป็นประจำทุกวัน
ขณะที่ Track 2 (ด้านสถานการณ์ในเมียนมา) ไทยยังคงยึดมั่นในฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน พร้อมทั้งสนับสนุนให้เมียนมาเดินหน้ากระบวนการสันติภาพและการเจรจา โดยมองไปข้างหน้า เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือ สันติภาพและความมั่นคงของเมียนมา
ภาพ: กระทรวงการต่างประเทศ / Facebook Live


