วันนี้ (17 กุมภาพันธ์) กรมการแพทย์ โดยโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ออกประกาศเตือนประชาชนและสถานประกอบการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์เข้าสู่ช่วงฤดูร้อนของปี 2569 ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา ชี้ความเสี่ยงสุขภาพพุ่งสูงจากวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ไฟป่า และฝุ่นละออง PM2.5 พร้อมแนะมาตรการเร่งด่วนเพื่อป้องกันการเจ็บป่วยและการเสียชีวิต
นายแพทย์อัครฐาน จิตนุยานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ความร้อนทั่วโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นในทุกภูมิภาค ซึ่งประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเสี่ยงดังกล่าว โดยเฉพาะภัยคุกคามจาก ภาวะโรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก (Heat Stroke) ซึ่งเป็นภาวะช็อกจากความร้อนที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ อากาศที่ร้อนจัดยังเป็นตัวกระตุ้นให้โรคประจำตัวของผู้ป่วยกำเริบได้ง่าย โดยเฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคระบบทางเดินหายใจ
รองอธิบดีกรมการแพทย์ ระบุว่า กลุ่มเป้าหมายที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษมี 7 กลุ่ม ได้แก่ 1.ผู้สูงอายุ 2.เด็กเล็ก 3.สตรีมีครรภ์ 4.ผู้ป่วยโรคหัวใจ 5.ผู้ป่วยโรคไต 6.ผู้ป่วยโรคปอด และ 7.ผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง รวมถึงผู้ที่เข้าถึงระบบทำความเย็นหรือน้ำสะอาดได้ยาก
อีกประเด็นที่น่าห่วงคือ ความร้อนในบ้าน (Indoor Heat) ซึ่งมักเกิดภัยซ้อนภัยร่วมกับปัญหาฝุ่น PM2.5 และควันไฟ การป้องกันที่ดีที่สุดคือ ดื่มน้ำสม่ำเสมอโดยไม่ต้องรอให้กระหาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุควรจิบน้ำบ่อยๆ (ยกเว้นผู้ที่แพทย์สั่งจำกัดน้ำ) พยายามอยู่ในที่เย็น อากาศถ่ายเท หรือใช้พัดลมช่วยระบายความร้อน และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเที่ยงถึงบ่าย
สำหรับกลุ่มคนทำงานกลางแจ้งและผู้ใช้แรงงาน (ก่อสร้าง, เกษตร, ขนส่ง) นายแพทย์อัครฐาน เน้นย้ำให้นายจ้างและลูกจ้างปฏิบัติตามหลักการ ดังนี้:
- เติมน้ำ: ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 1 แก้ว (ประมาณ 8 ออนซ์) ทุกๆ 20 นาที ระหว่างทำงาน
- พักในร่ม: จัดเตรียมจุดพักร้อนที่มีร่มเงา เพิ่มความถี่ในการพักหากอากาศร้อนจัด
- ปรับเวลา: เลี่ยงงานหนักช่วงแดดจัด ให้เน้นทำช่วงเช้าหรือเย็นแทน
- ระบบคู่หู (Buddy): ให้พนักงานทำงานเป็นคู่และหัวหน้างานหมั่นตรวจสอบอาการลูกจ้าง โดยเฉพาะพนักงานใหม่ที่ร่างกายยังไม่ปรับตัว
ด้าน นายแพทย์ปิยวัฒน์ เลาวหุตานนท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กล่าวเพิ่มเติมว่า ประชาชนต้องหมั่นสังเกตอาการตนเองและคนรอบข้าง หากพบสัญญาณอันตราย ได้แก่ อ่อนเพลียรุนแรง สับสน พูดไม่ชัด หมดสติ ตัวร้อนจัดแต่ผิวแห้ง หรือมีเหงื่อออกมากผิดปกติ ห้ามรอให้หายเองเด็ดขาด
การปฐมพยาบาลเบื้องต้นคือ ต้องรีบย้ายผู้ป่วยเข้าที่ร่มหรือที่เย็นทันที คลายเสื้อผ้าให้หลวม เช็ดตัวระบายความร้อน และรีบนำส่งโรงพยาบาล หรือแจ้งแพทย์โดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ ขอให้ประชาชนตื่นตัวด้วยการเช็กพยากรณ์อากาศ เตรียมน้ำดื่มและเกลือแร่ให้พร้อม และช่วยกันสอดส่องดูแลผู้สูงอายุในชุมชนที่อยู่ลำพัง
ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพจากการทำงานและสิ่งแวดล้อม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ สถาบันอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี โทรศัพท์ 02-548-1000 ต่อ 5701


