×

ธปท.มั่นใจไทยไม่เข้าข่าย ‘บิดเบือนค่าเงิน’ ชี้การถูกขึ้นบัญชีเฝ้าระวังไม่กระทบตลาดการเงิน-การดูแลค่าเงิน

30.01.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงกรณีสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีไทยเป็นประเทศเฝ้าระวังค่าเงิน พร้อมระบุไม่กระทบตลาดการเงินและการดูแลค่าเงินบาท

ธปท.ชี้ สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี ‘ไทย’ เป็นประเทศเฝ้าระวังเสี่ยง ‘ปั่นค่าเงิน’ ไม่มีผลกระทบต่อตลาดการเงิน และไม่มีผลต่อการดูแลอัตราแลกเปลี่ยน มั่นใจไทยไม่เข้าข่าย ‘บิดเบือนค่าเงิน’ ยืนยันยังมีช่องว่างดูแลเงินบาทตามเหมาะสม

 

วันนี้ (30 มกราคม) ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีที่ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีประเทศไทยเป็นประเทศเฝ้าระวัง (Monitoring List) เสี่ยง ‘บิดเบือนค่าเงิน’ อีกครั้ง ร่วมกับอีก 9 ประเทศ เหตุเข้าเกณฑ์ 2 ใน 3 ข้อ โดยในรายงาน ‘Macroeconomic and Foreign Exchange Policies of Major Trading Partners of the United States’ ล่าสุด ประจำเดือนมกราคม 2026 ดังนี้

 

ทำไม ‘ไทย’ ถึงเข้าไปอยู่ใน Monitoring List?

 

ตอบ: ครั้งนี้ที่ไทยเข้าไปอยู่ในรายชื่อเฝ้าระวัง (Monitoring List) เนื่องจาก ไทยมีการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เกินเกณฑ์ที่ระบุไว้ และเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเกินเกณฑ์ที่สหรัฐกำหนดไว้เช่นกัน

 

ทั้งนี้ สหรัฐฯ มี 3 เกณฑ์เพื่อพิจารณาประเทศที่อาจบิดเบือนค่าเงิน ได้แก่

 

  • เกณฑ์การเกินดุลการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ (Significant Bilateral Trade Surplus) ซึ่งไทยมีการเกินดุลการค้าสินค้าและบริการกับสหรัฐฯ สูงถึง 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 4 ไตรมาสสิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2025 ซึ่งเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
  • เกณฑ์การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด (Material Current Account Surplus) ที่ไทยมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดคิดเป็น 3.8% ของ GDP ซึ่งถือว่า ‘มีนัยสำคัญ’ (เกินเกณฑ์ 3%)
  • เกณฑ์การแทรกแซงค่าเงิน (Persistent, One-sided Intervention) ที่ไทย ‘ไม่เข้าข่าย’ เหตุมีการซื้อสุทธิเพียง 0.9% ของ GDP (เกณฑ์คือต้องซื้อสุทธิอย่างน้อย 2% ของ GDP และเกิดขึ้นอย่างน้อย 8 ใน 12 เดือน)

 

การติด Monitoring List มีผลต่อตลาดหรือไม่?

 

ตอบ: ไม่ได้ส่งผลต่อตลาดการเงินแต่อย่างใด

 

ทั้งนี้ ค่าเงินบาทวันนี้ (30 มกราคม) เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบเพียง 31.23–31.46 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ สำหรับความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยวันนี้ ดัชนี SET แกว่งตัวอยู่ในกรอบประมาณ 1,320 – 1,330 จุด ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 1,325 จุด ลดลงประมาณ 5 จุด จากวันทำการก่อนหน้า ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับราคาเปิดในช่วงเช้า

 

การติด Monitoring List จะมีผลต่อการดูแลค่าเงินของธปท.หรือไม่?

 

ตอบ: ไม่มี เนื่องจาก จากประวัติศาสตร์ก่อนหน้านี้ ตอนที่ไทยเคยติด Monitoring List ในรอบการประเมินประมาณปี 2020-2021 มาแล้ว (ติดประมาณ 2-3 รอบการประเมิน)

 

ก็ไม่มีผลกระทบกับการดูแลค่าเงินของธปท.

 

นอกจากนี้ ในแง่ของการดูแลค่าเงินตามเกณฑ์ของสหรัฐฯ จะดูสุทธิ (Net) และปกติ ธปท.ดูแลในเรื่องความผันผวนจะดูทั้ง 2 ด้านอยู่แล้ว คือ ทั้งขาที่ไม่ให้แข็งเกินไป และขาที่ไม่ให้อ่อนเกินไป

 

เพราะฉะนั้น ตามเกณฑ์นี้ ธปท.ก็จะมีช่องว่าง (Room) ให้สามารถทำให้เราบริหารจัดการดูแลค่าเงินได้ ตามความเหมาะสม

 

ไทยมีโอกาสจะถูกขึ้นบัญชีบิดเบือนค่าเงินมากแค่ไหน?

 

ตอบ: ไทยไม่น่าจะมีโอกาสถูกขึ้นบัญชีบิดเบือนค่าเงิน เนื่องจาก ไทยดูแลค่าเงินทั้ง 2 ด้าน และดูแลในเรื่องความผันผวนเป็นหลัก ก็จะทำให้ไทยมีพื้นที่ (Room) หรือความยืดหยุ่น ที่จะสามารถทำให้เราบริหารจัดการดูแลค่าเงินได้ ตามความเหมาะสม

 

นอกจากนี้ ปัจจุบัน ประเทศทั่วโลกแทบจะไม่เหลือใครแล้วแหละที่เป็น Fixed Exchange Rate แล้วก็พยายามที่จะดูแลค่าเงินจำนวนมากอย่างที่สหรัฐฯ มีความกังวล

 

รายงานของสหรัฐฯ ครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นเมื่อใด?

 

ตอบ: รายงาน ‘Macroeconomic and Foreign Exchange Policies of Major Trading Partners of the United States’ ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะออกปีละ 2 ครั้ง หรือทุกราวๆ 6 เดือน

 

โดยรายงานฉบับเดือนมกราคม 2026 นี้มาจากการรวบรวมข้อมูลระหว่างกรกฎาคม 2024 ถึงมิถุนายน 2025 ดังนั้น รอบถัดไปที่รายงานนี้จะออกมาจะอยู่ในช่วงกลางปี 2026 ซึ่งจะมาจากข้อมูลระหว่างมกราคม 2025 ถึงธันวาคม 2024

 

ไทยมีโอกาสติด Monitoring List อีกครั้งหรือไม่?

 

ตอบ: ต้องรอประเมินตัวเลขเศรษฐกิจอีกครั้ง ตัวอย่างเช่น ตัวเลข GDP ที่จะออกมา เพื่อมาดูว่า ไทยจะติดเกณฑ์ของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เกณฑ์การเกินดุลการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ (Significant Bilateral Trade Surplus) ไทยน่าจะติดต่อเนื่อง

 

การติด Monitoring List จะส่งผลต่อการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ หรือไม่?

 

ตอบ: ในแง่ของการเจรจา มีการพูดคุยกันต่อเนื่องอยู่แล้ว จึงไม่น่าจะกระทบอะไร

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising